“SCBAM” เปีดวิสัยทัศน์ 10 ปีปักธงที่1 อุตสาหกรรมกองทุนรวม ปีนี้ AUMโต 3-5%
Categories : Update News, Wealth
Public : 23/03/2023"SCBAM" เปีดวิสัยทัศน์ 10 ปี มุ่งสู่องค์กรดิจิทัลยุคใหม่เดินหน้าเป็นหนึ่งด้านบริหารจัดการกองทุนระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน 3กลยุทธ์สำคัญ ยืนที่1อุตสาหกรรมกองทุนรวม ปีนี้ AUMโต 3-5%
นายณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.ไทยพาณิชย์ (SCBAM ) เปิดแถลงทิศทางกาตทำธุรกิจเพื่อสร้างความยั่งยืน และเป็นที่1 ของอุตสาหกรรมกองทุนรวม ว่า โจทย์ที่ท้าทายสำหรับทุกองค์กรทั่วโลก คือเรื่องของความยั่งยืน ดังนั้น บริษัทจึงมีเป้าหมายผลักดันความยั่งยืนให้เข้าไปเป็นส่วนหลักในทุกกิจกรรม เพื่อสร้างการเดิบโตและให้เป็นที่เชื่อมั่นของกลุ่มพันธมิตรในระดับภูมิภาค ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเป็นเครื่องมือหลักในการผลักดัน เช่น ต่อยอดการใช้ AI & Machine Learning มาพัฒนาผลิตภัณฑ์และจัดการบริหารกองทุน และการ นำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างประสบการณ์ที่ดีด้านการลงทุนและการบริการให้กับลูกค้า
ทั้งนี้ เพื่อต่อยอดทางธุรกิจ รองรับการเติบโต และเชื่อมต่อกับพันธมิตรทางธุรกิจต่างๆ ได้อย่างคล่องตัวมากขึ้นในอนาคต (Scalable Business) โดยในปี 2576 บริษัทฯ จะก้าวสู่การเป็นที่หนึ่งใน 4 เรื่องคือ
1. การสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงให้นักลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง
2.มีช่องทางและผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างกันอย่างเหมาะสม และเต็มรูปแบบมากขึ้น
3. เป็นผู้นำการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ มาสร้างนวัตกรรมการบริหารจัดการ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ ซึ่งในปัจจุบันมีหลากหลายรูปแบบมากขึ้น และ
4. เสริมสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่สร้างโอกาสในการเรียนรู้ของพนักงานเกื้อหนุนการเติบโตและประสบการณ์ของพนักงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแม้ว่าปัจจุบันโลกจะเดินหน้าด้วยเทคโนโลยี แต่บริษัทยังคงพนักงานมีมสำคัญต่อการขับเคลื่อนองค์กร โดยบริษัทจะเน้นการสร้างวัฒนธรรมในที่ทำงานผ่านรูปที่ยืดหยุ่น มีแนวปฏิบัติในการทำงานด้วยค่านิยมที่พนักงานงานสามารถเข้าถึงได้ และการสร้างวัฒนธรรมการทำงานร่วมกันเป็นทีม ให้เกิดความไว้วางใจและสร้างความสุขให้กับพนักงานในระยะยาว
"ปี 2565 บริษัทฯ ประสบความสำเร็จอย่างมาก ในด้านการบริหารจัดการกองทุน ผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุน การพัฒนาช่องทางการขาย และการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายที่ดี ซึ่งส่งผลให้ บลจ. ได้รับรางวัลการันตีจากหลายหน่วยงานชั้นนำทั้งในและต่างประเท ศ โดยหนึ่งในนั้นคือ รางวัลการเป็น บลจ. อันดับหนึ่งด้าน "ความยั่งยืน" รายแรกของประเทศไทย จากเวที SET Awards ซึ่งนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญต่อการพัฒนาองค์กรให้ก้าวสู่ความยั่งยืนในระยะยาว" นายณรงค์ศักดิ์กล่าว
สำหรับเป้าหมายการทำธุรกิจในปีนี้มองว่าช่วงครึ่งปีหลังทิศทางตลาดหุ้นน่าจะกลับมาได้และจะหนุนการเติบโต โดยมองว่า AUM ของบริษัทน่าจะขยับขึ้นมา 3-5% จากปี2565 อยู่ที่ 1.61 ล้านบาทเป็นที่1 ของอุตสาหกรรม และมีบัญชีลูกค้าเพิ่มมาอยู่ที่ 7 แสนบัญชีจาก4ปี ก่อนหน้าที่จะเข้ามารับตำแหน่งอยู่ที่4 แสนบัญชี และหวังจะให้เพิ่มขึ้นไปทะลุ 1 ล้านบัญชีในอนาคตและคาดว่าการเติบโตของฐานบัญชีลูกค้าจะขยายตัวมากกว่า AUM ด้วยการดำเนินกลยุทธ์ต่างของบริษัท
ด้านนางนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการลงทุน เปิดเผยกลยุทธ์ด้านการลงทุนว่า บริษัทจะผลักดันและพัฒนารูปแบบการลงทุนผ่านเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง มุ่งมั่นที่จะบริหารกองทุนด้วยวิธี Quantamental Investingซึ่งคือ Quantitative Analysis (การคำนวนเชิงปริมาณ) รวมกับ Fundamental Analysis (การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน) โดยการใช้ Big Data และ: Machine Learning มาผสมผสานกับ Human Expertise เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว ซึ่งการบริหารด้วววิธี Quantamental Investing จะช่วยให้บริษัทสามารถขยาย Investment Universe การลงทุนได้ในวงกว้าง สามารถสร้างหรือปรับพอร์ตลงทุนได้ตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ ทั้งด้านความเสี่ยงและผลตอบแทน
บลจ. ไทยพาณิชย์โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีที่ใช้ในการประมวลผลและช้อมูลมีความคุ้มคำ เมื่อเทียบกับจำนวนหลักทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นและโอกาสการลงทุนที่ตามมา
ทั้งนี้ บริษัทเริ่มออกกองทุนที่บริหารโดย Machine Learning มาแล้ว 5 ปี เริ่มตันจากการลงทุนในตลาด และขยายการลงทุนรงไปในหุ้นประเทศจีน หุ้นประทศอเมริกา และ ETF ในอเมริกา โดยจำนวนนักลงทุนที่ลงทุนโดยวิธี Machine Learning มีเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
"กลยุทธ์ลงทุนช่วงนี้แนะนำลวทุนตราสารหนี้ และเลี่ยงหุ้นสถาบันการเงินเพราะดอกเบี้ยขาขึ้นและคาดว่าจะเข้าสู่จุดพีคืและให้น้ำหนักลงทุนหุ้นโกรท เพราะมีโอกาสเติบโตจากการฟื้นกลับมาของ เศรษฐกิจทส่วนสถานการธนาคารกลางเล็กในสหรัฐที่ล้มมองว่ากระทบจำกัด"
ด้าน นายอาชวิณ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการตลาดและช่องทางการชาย กล่าวเพิ่มว่า SCBAMจะเติบโตยั่งยืนได้ยาวนานเกิน10ปีด้วย3เรื่องสำคัญคือ การมีโปรดักส์ที่ดี 2. การมีช่องทางขายที่ครอบคลุมและกระจายตัว 3. การดูแลลูกค้าผู้ลงทุนที่ดี
โลกลงทุนมีนวัตกรรมการเงินเกิดขึ้นตลอดเวลา การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อให้ก้าวทันกับความต้องการของลูกค้าจึงเป็นสิ่งจำเป็น เป้าหมายการขยายตลาด โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์สำหรับกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ ด้วยการ
จัดตั้งกองทุนลงทุนฉพาะในกลุ่ม Asset Class ต่างๆ เช่น Private Equity Private Credit และ Private Real Estate/Infrasเพิ่มและหาโอกาสการลงทุนในกองทุนประเภทอื่น เช่น Hedge Fund เป็นต้น สำหรับกลุ่มลูกค้ารายย่อย
วางแผนเพิ่มชนิดหน่วยลงทุนประเภท e-class และ SSF e-class ที่ได้รับการเรียกร้องให้เปิดหน่วยลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการลงทุนที่ไม่มีค่าธรรมเนียมการซื้อ (Front-ended fee) และค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management fee) โดยล่าสุดบริษัทมีหน่วยลงทุนประเภท e-class และ SSF e-class จำนวน 80 กองทุน คิดเป็นมูลค่าทรัพย์สิน (AUM) มากกว่า 2,000 ล้านบาท (ข้อมูลเดือนกุมภาพันธ์ 2566) และ
ขยายกองทุน Index Fund ให้ครอบคลุมภูมิภาคอื่น หรือ Asset Class อื่นเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการของนักลงทุนไทยที่ต้องการไปลงทุนในต่างประเทศที่มีมากขึ้นได้ ควบคู่กับการขยายฐานลูกค้าผ่านช่องทางธมิตรที่มากขึ้น รวมถึงตัวแทนชายอิสระ ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของผลการดำเนินงานที่ดีในช่วงปีที่ผ่านมา
นอกจากจะนำเทคโนโลยีมาพัฒนาแอพลิเคชัน SCBAM Fund Click ในการให้คำแนะนำด้านการลงทุนและบริการที่ครบวงจร เพื่อช่วย เสริมความแข็งแกร่งด้านการเติบโตของจำนวนลูกค้าให้เพิ่มมากขึ้น จากการเช้าลงทุนตรงกับบริษัท
นางปิ่นสุดา ภูวิภาดาวรรธน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายวางแผน เทคโนโลยีและปฏิบัติการ กล่าวว่า การนำเทคโนโลยีเข้ามาผลักดันองค์กรเพื่อก้าวสู่ความยั่งยืนเป็นสิ่งจำเป็นและมีความท้าทาย ในโลกยุคดิจิทัลที่มีนวัตกรรมล้ำสมัยให้เลือกใช้มากมาย การใช้งาน Internet และข้อมูลจำนวนมาก ประกอบกับรูปแบบการทำงานแบบ Hybrid model รวมถึงความชับช้อนของภัยคุกคามทางไชเบอร์ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้การรักษาความปลอดภัยด้านไซเบอร์ (Cyber Security)แบบเดิมๆ ไม่เพียงพออีกต่อไป ความสามารถในการเตรียมตัวและตอบสนองต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์ (Cyber Resiience) จึงเป็นแผนกลยุทธ์ที่มีความสำคัญต่อการเดินหน้าสู่องค์กรยุคใหม่ของโลกดิจิทัล บริษัทได้นำระบบ AI มาใช้เพิ่มขีดความสามารถในการตรวจจับภัยคุกคามและการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล พร้อมทั้งควบคุมความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีด้วยมาตรฐานสากล GRC Framework (GRC: Governance, Risk and Compliance) ควบคู่กับการฝึกซ้อมแผนรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อเตรียมความพร้อมให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการปลูกฝังเรื่อง Security จนเป็นวัฒนธรรมขององค์กร และกลายเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติงานของพนักงานทุกคน นอกจากนี้ เทคโนโลยียังเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยยกระดับการบริการเพื่อสร้างประสบการณ์ใร้รอยต่อให้กับลูกค้าในรูปแบบออนไลน์ โดยเชื่อมโยงการสื่อสารและให้บริการเป็นหนึ่งเดียวผ่านOmnichannel ได้ตลอด 24 ชม. พร้อมนำเทคโนโลยีด้าน Biometic มายกระดับความปลอดภัยและช่วยลดขั้นตอนการทำธุรกรรมต่างๆ ให้กับลูกค้า เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดต่อนักลงทุนในทุกๆ ด้าน เทียบเท่าบริษัทในระดับภูมิภาค เทคโนโลยีจึงเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยผลักดันให้องค์กรเติบโตไปสู่ระดับภูมิภาคได้อย่างยั่งยืน
