ผู้ว่า ธปท.ห่วงพรรคการเมืองชูนโยบายหาเสียง “ประชานิยม” กระทุ้ง ‘หนี้โต’

Categories : Update News, Finance

Public : 24/04/2023

 ธปท.ห่วงพรรคการเมืองชูนโยบายหาเสียง "ประชานิยม" กระทุ้ง ‘หนี้โต’   คาดเศรษฐกิจครึ่งปีหลังโต 4.3% แม้หนี้ครัวเรือนยังสูง แต่ไม่ลุกลามไปเป็นปัญหาของระบบการเงิน แต่ฉุดการเติบโตของจีดีพี 

นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานพบสื่อมวลชน Meet the Press ช่วงหนึ่งได้กล่าวถึงเรื่องพรรคการเมืองที่หาเสียงโดยชูนโยบายประชานิยมว่า ภาพรวมเศรษฐกิจฟื้นตัวต่อเนื่อง ซึ่งตัวเลขขยับตัวที่ระดับ 3% ใกล้เคียงกับเสถียรภาพระยะยาวของการเติบโตเศรษฐกิจ หากโตเร็วเกินไปอาจจะกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในแง่ของเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นมีโอกาสเกิดขึ้นได้ จึงมองว่าการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจยังไม่มีความจำเป็น

ทั้งนี้การที่เศรษฐกิจฟื้นตัวมีอัตราการเติบโตระดับ 3% เกิดจากเสถียรภาพของเศรษฐกิจ ซึ่งภาพรวมเศรษฐกิจครึ่งปีแรก โดยภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวขึ้นคาดว่านักท่องเที่ยวเข้าไทยถึง 12 ล้านคน ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกชะลอตัว อีกทั้งภาคการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวที่ 4.4% ทำให้ความเสี่ยงจะเกิดกับเศรษฐกิจหายไป สะท้อนว่าความจำเป็นที่ต้องใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจไม่มากขนาดนั้น

“วันนี้ภาพรวมเศรษฐกิจไม่เหมือนกับตอนโควิดอีกแล้ว การดำเนินนโยบายจึงควรเข้าสู่ภาวะปกติ โดยใช้นโยบายการคลังแบบค่อยเป็นค่อยไป รวมถึงการนโยบายใดที่จะสร้างพฤติกรรมทางการเงินที่มีความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจ ซึ่งเสถียรภาพเศรษฐกิจถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด” นายเศรษฐพุฒิกล่าว

นายเศรษฐพุฒิกล่าวว่า นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น กับผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจระยะยาวเป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึง เพราะในอดีตได้ทำนโยบายดังกล่าว ซึ่งสะท้อนว่าได้ผลแค่ชั่วคราว และมีผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น เช่น เรื่องหนี้โตขึ้น ดังนั้น นโยบายตอนดำเนินการต้องพิจารณารอบครอบ เพราะทำช่วงระยะสั้น ค่าเสียโอกาส และงบประมาณที่มีอย่างจำกัด

ทั้งนี้ นโยบายประชานิยมของไทย เช่น การดูแลตั้งเด็กจนแก่ แต่ไม่ควรมีระดับที่มากเกินไป ควรบูรณาการให้ยั่งยืน เพราะอาจแก้ไขปัญหาได้ไม่ตรงจุด หลีกเลี่ยงความซ้ำซ้อน แล้วทำให้มั่นใจว่าช่วยเหลือได้ผลจริง

เมื่อเทียบกับต่างประเทศจะเห็นนโยบายช่วยเหลือเด็กมีผลที่ยั่งยืนต่อเศรษฐกิจมากขึ้น โดยต้องใช้ข้อมูลมาทำให้ตรงจุด มุ่งเป้าไปที่กลุ่มบุคคล ไม่ใช่นโยบายทอดแห หากนำเงินที่มีจำกัดไปช่วยคนรวยก็ไม่สมเหตุสมผล จึงควรนำเงินไปช่วยเหลือคนจนให้ตรงกลุ่ม

ทั้งนี้ ลักษณะนโยบายที่อาจสร้างความกังวลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ หากพิจารณาจากวิกฤตทางเศรษฐกิจ 4 ด้าน คือ 1.บางประเทศเกิดวิกฤตเศรษฐกิจเรื่องเสถียรภาพด้านราคา (เงินเฟ้อ) หายไปจากระบบการเงิน ซึ่งมีบางประเทศที่เจอวิกฤตเงินเฟ้อขยายตัวรุนแรง ดังนั้น การทำนโยบายการเงินต้องตอบสนองนโยบายการคลัง

2.เสถียรภาพที่อัตราแลกเปลี่ยนของประเทศผันผวน เงินทุนสำรองลดลง และมีเงินทุนไหลออกนอกประเทศ คล้ายกับวิกฤตต้มยำกุ้งของไทยปี 2540

3.ปัญหาหนี้สาธารณะจนเข้าขั้นวิกฤตจากเสถียรภาพทางการเงินและการคลังมีปัญหา เช่น วิกฤติหนี้สาธารณะกรีซ

4.เสถียรภาพระบบทางการเงินของสถาบันการเงินจากปัญหาหนี้เสียเพิ่มขึ้น กระทบระบบภาคการเงิน

นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพ และกำลังฟื้นตัว โดยคาดว่าในครึ่งปีหลังของปี 66 GDP ไทยจะอยู่ที่ร้อยละ 4.3 มีนักท่องเทียวเดินทางเข้ามา 16 ล้านคน อัตราการว่างงานลดลงอยู่ที่ 2.6 ล้านคน

แม้จะยังคงมีความกังวลในเรื่องของ "หนี้ครัวเรือน" ที่ปรับตัวลงเล็กน้อยแต่ยังอยู่ในระดับสูงที่ร้อยละ 86.9 รวมทั้งเงินทุนสำรองของไทย ณ เดือน เมษายน 66 ยังอยู่ที่ 252,000 ล้านดอลลาห์สหรัฐ

ขณะเดียวกันเศรษฐกิจไทยก็ยังเผชิญกับสถานการณ์ดอกเบี้ยขาขึ้น จากการที่ธนาคารกลางทั่วโลกปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วและแรงเป็นประวัติการณ์ ทำให้ค่าเงินบาทของไทยอ่อนค่ามากที่สุดในรอบ 16 ปี

โดยตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2565-ปัจจุบัน ปัญหาในตลาดคลิปโตครินทร์ซี่และวิกฤติการณ์ทางการเงินที่ทำให้ธนาคารขนาดใหญ่ในต่างประเทศหลายแห่งล้ม ก็ส่งผลกระทบต่อระบบการเงินไทยแต่ยังอยู่ในวงจำกัด

ขณะที่ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เกิดขึ้นเกินร้อยละ 80 อยู่นั้น ยังไม่เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับในฝั่งของเจ้าหนี้อย่างสถาบันการเงินซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนจะไม่ลุกลามไปเป็นปัญหาของระบบการเงินอย่างแน่นอน

แต่ทั้งนี้ยอมรับว่าหนี้ครัวเรือนเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจเติบโตได้น้อยกว่าที่ควรเป็น