“KBANK”คาด GDPไทยปีนี้โต 3.7% ห่วงเงินเฟ้อยังพุ่งต่อ ตามนโยบายขึ้นค่าแรงของรัฐบาลใหม่ มองค่าเงินบาท1เดือนข้างหน้าเคลื่อนไหวกรอบ33.8-35.4บาทต่อดอลลาร์

Categories : Update News, Finance

Public : 24/05/2023

"KBANK"คาด GDPไทยปีนี้โต 3.7% ห่วงเงินเฟ้อยังพุ่งต่อ ตามนโยบายขึ้นค่าแรงของรัฐบาลใหม่ มองค่าเงินบาท1เดือนข้างหน้าเคลื่อนไหวกรอบ33.8-35.4บาทต่อดอลลาร์ เงินไหลออกตราสารหนี้-หุ้นกังวลการจัดตั้งรัฐบาลใหม่

นายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) เปิดเผยในงานสัมมนา "ปรับกลยุทธ์รับมุมมองตลาดการเงินที่ผันผวน"  ว่าภาพรวมประมาณการณ์เศรษฐกิจไทย หรือ GDP ปีนี้ยังคงจะเติบโตระดับ 3.7% โดยปัจจัยขับเคลื่อนมาจากภาคการท่องเที่ยวเป็นหลัก หลังคาดว่าปีนี้จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามาอยู่ประมาณ 28.5-30 ล้านคน ซึ่งอาจต้องลุ้นถึงในช่วงไตรมาส 4/66 เพราะเป็นฤดูกาลที่นักท่องเที่ยวพีคสุด

ทั้งนี้ในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา GDP ไทยขยายตัวได้ประมาณ 2.7% ซึ่งส่วนใหญ่พึ่งพิงภาคบริการเป็นหลักโดยเฉพาะจากกลุ่มโรงแรมและภัตตาคารที่เติบโตกว่า 1.78% ขณะที่คาดว่าในช่วงไตรมาส 2-3/66 จะเป็นช่วงโลซีซั่นของธุรกิจการท่องเที่ยว ซึ่งอาจส่งผลให้ตัวเลข GDP ใน 2 ไตรมาสดังกล่าวเติบโตลดลงมาอยู่ที่ระดับ 1.6% และกลับขึ้นไปเติบโตที่ระดับ 2.3% ภายในช่วงไตรมาส 4/66

ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคในปีนี้ มองว่าปัญหาความขัดแย้งทั้งการสู้รบระหว่างรัสเซียและยูเครน,จีนและไต้หวัน และจีนและสหรัฐ ยังส่งผลให้การค้าทั่วโลกยังชะลอตัว จึงทำให้ภาคการนำเข้าและส่งออกยังติดลบ ส่วนด้านดุลบัญชีเดินสะพัดคาดว่าจะยังเป็นบวกได้ เพราะอานิสงส์จากภาคท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง

ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายเชื่อว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 2% ภายในปีนี้ เนื่องจากอาจยังมีต้นทุนที่ยังไม่ปรากฎและทำให้อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูงกว่าที่ทางการอยากเห็น ประกอบกับต้นทุนค่าแรงที่อาจเพิ่มขึ้นหากมีการปรับค่าแรงขั้นต่ำ ซึ่งก็อาจส่งผลให้เงินเฟ้อสูงขึ้นตามไปด้วย โดยปัจจุบันค่าแรงขั้นต่ำของไทยถือว่าสูงกว่าประเทศเวียดนาม,อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ส่วนทิศทางเงินบาทในช่วง 1 เดือนข้างหน้านั้น คาดว่าจะอยู่ในกรอบ 33.8-35.4 บาท/ดอลลาร์

ส่วนกรณีการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าหรืออาจมีการเปลี่ยนแปลงได้นั้น คาดว่าอาจส่งผลกระทบต่อภาคการลงทุนของภาครัฐได้ เพราะปกติแต่ละปีการลงทุนภาครัฐเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 4.6 แสนล้านบาท ซึ่งในอดีตช่วงเกิดการรัฐประหารก็เคยมีการปรับลดการลงทุนของภาครัฐลงจาก 3.87 ล้านบาท เหลือราว 2.93 แสนล้านบาท จากการยกเลิกโครงการของรัฐบาลชุดก่อนที่ไม่จำเป็นและเป็นภาระให้กับภาครัฐสูง แต่ปีนี้คาดว่าเรื่องงบประมาณคงปรับเปลี่ยนอะไรไม่ได้มากแล้ว เพราะกว่าจะจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่เสร็จคงใช้เวลาถึงช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย.66 ซึ่งความไม่ชัดเจนการจัดตั้งรัฐบาลได้สร้างความกังวลกับนักลงทุนเห็นได้จากการขายหุ้นและตราสารหนี้เกิดขึ้น รวมทั้งได้ทำให้ระกบัความเสี่ยงของประเทศไทยสูงขึ้น

นอกจากนี้ประเมินว่าทิศทางฟันด์โฟลว์ต่างชาติจะไหลเข้าไทยชัดเจนภายในช่วงไตรมาส 4/66 เนื่องจากเชื่อว่าระยะสั้นนักลงทุนต่างชาติคงไม่กล้าเข้าลงทุนมากนัก เพราะต้องรอดูทิศทางการปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ก่อนว่าจะไปในทิศทางไหน หลังคาดกันว่าเฟดจะชะลอการขึ้นดอกเบี้ยในช่วงเดือน มิ.ย.นี้ และจะมีแนวโน้มที่ชัดเจนต่อทิศทางดอกเบี้ยในช่วงการประชุมเดือนก.ค.66 ว่าจะปรับขึ้นหรือปรับลง รวมถึงในช่วงไตรมาส 2-3/66 ยังเป็นช่วงโลซีซั่นของภาคการท่องเที่ยวอีกด้วย