ตลท.ลั่นถึงเวลา ทุกหน่วยงานกำกับต้อง” สังคายนา” ระบบ กฎเกณฑ์ กฎหมายในการกำกับดูแล หลังพบพฤติกรรม STARK-MORE
Categories : Update News, Stock Market
Public : 06/06/2023ตลท.ลั่นถึงเวลา ทุกหน่วยงานกำกับต้อง" สังคายนา" ระบบ กฎเกณฑ์ กฎหมายในการกำกับดูแล หลังพบพฤติกรรม STARK-MORE 2 กรณีใหญ่ๆกระทบนักลงทุน ชี้ช่องใช้Class Action หรือรวมกลุ่มกันฟ้องเป็นเครื่องมือดูแลนักลงทุน

ดร.ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวถึงกรณี ของบริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STARK ที่ไม่ส่งงบการเงินปี65 และไตรมาสแรกของปี2566 จนถูกขึ้นเครื่องหมาย SP รวมถึงการผิดนัดกรณีหุ้นกู้ รวมถึงกรณีหุ้นMOREที่เกิดขึ้นเมื่อปลายปี 2565 ว่า ถึงเวลาที่หน่วยงานที่เกี่ยวกับในการกำกับดูแบตลาดทุน ทั้งหมดจะต้อง สังคายนา ระบบ ที่ใช้ในการกำดับดูแล ตรวจสอบ รวมถึงกฎหมายต่างๆ ที่ใช้อยู่ร่วมกัน เพราะทั้ง 2 กรณีที่เกิดขึ้นนั้นทำให้เราต้องเฝ้าระวัง มากขึ้น และจะต้องหาทางป้องกันเรื่องพวกนี้ร่วมกัน เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายกับระบบและนักลงทุน
เพราะจาก2 กรณีนั้นทำให้เห็นว่า กฎหมายที่อดีตใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพแต่ ตอนนี้อาจต้องมีการปรับให้เข้มงวดมากขึ้น
" ตอนนี้ตลท .ได้ประสานกับสมาคมบลจ และสมาคม บล กับเรื่องที่เกิดขึ้น และจะเร่งถามไปยังดีเอสไอ ว่าต้องการข้อมูลอะไรเพิ่มเติมหลังผู้บริหารใหม่ STARKได้ยื่นกล่าวโทษ ไป"
อย่างไรก็ตามการเปิดให้ซื้อขายหุ้น STARKเป็นระยะเวลา1 เดือนก่อนจะSPยาว เพราะถึงตอนนี้ไม่มีความมั่นใจและไม่มีใครตอบได้ว่าSTARKจะส่งงบการเงินได้เมื่อไร และการปลดSPและเปิดให้ซื้อขาย1เดือนเป็นการทำกฎเกณฑ์การซื้อขายเมื่อปี 2562 และจากการรับฟังความเห็นของผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนแล้ว แต่ก็อยู่ภายใต้เงื่อนไข ใช้เงินสดล่วงหน้า100% และขึ้นเครื่องหมาย NC บอกให้นักลวทุนรับทราบว่าเป็นหุ้นที่ต้องติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด
ดร.ภากรกล่าวถึงกรณีการดูแลนักลงทุนทั้งที่ลงทุนในหุ้น STARK และ หุ้นกู้ว่า ในตลาดทุนไทย มีกฎหมายเรื่อง Class Action หรือการรวมกลุ่มกันฟ้องร้องมีผลบังคับใช้แล้ว ซึ่งนักลงทุนที่ได้รับความเสียหายสามารถใช้ Class Action เข้ามาดูแลได้
กรรมการและผู้จัดการตลท.กล่าวเพิ่มเติมถึงทิศทางตลาดหุ้นครึ่งปีหลังว่า ในเรื่องของหันด์โฟลว์น่าจะดีกว่าช่วงครึ่งปีแรกที่ต่างชาติขายสุทธิกว่าแสนล้านบาท และยอมรับว่าครึ่งปีแรกเงินเข้าออกรวดเร็วมาก และปัจจัยที่ต้องติดตามคือเรื่องต้นทุนต่างๆที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากอัตราดอกเบี้ย ราคาน้ำมันหลังโอเปกประกาศลดกำลังผลิต อาจมีผลต่อเงินเฟ้อ และต้นทุนของธุรกิจได้ แม้ไตรมาสแรก บจ. มียอดขายเติบโตอย่างมีนัยสำคัญแต่ บรรทัดสุดท้ายคือกำไรที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนต่างๆที่เพิ่มขึ้น
