AGE โชว์งบครึ่งแรกปี 66 รายได้แตะ 7,291.3 ล้านบาท สร้างพอร์ตการลงทุนในธุรกิจยั่งยืน
Categories : Update News, Stock Market
Public : 09/08/2023บมจ.เอเชีย กรีน เอนเนอจี (“AGE”) ประกาศผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรก ปี 2566 โชว์รายได้ 7,291.3 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 125.9 ล้านบาท แม้ยอดขายถ่านหิน-ราคาถ่านหินที่ปรับตัวลดลง ขณะนี้บริษัทเน้นการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ มุ่งเดินเกมรุกธุรกิจยั่งยืน โดยจ่อเพิ่มขึ้นรถบรรทุก 25 คัน หวังรองรับงานให้บริการขนส่งโลจิสติกส์ สินค้าเกษตร – สินค้าอุตสาหกรรม ปรับเป้าปริมาณยอดขายถ่านหินในปีนี้ อยู่ที่ 4 ล้านตัน
นายพนม ควรสถาพร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเชีย กรีน เอนเนอจี จำกัด (มหาชน) (“AGE”) ผู้จัดจำหน่ายถ่านหินบิทูมินัส (ถ่านหินสะอาด) และผู้ให้บริการด้านโลจิสติสก์แบบครบวงจร ขนส่งทางน้ำ-ทางบก-ท่าเรือ-คลังสินค้า รายงานผลการดำเนินงาน ประจำงวด 6 เดือนแรกของปี 2566 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายและบริการ 7,291.3 ล้านบาท ลดลง 11.8% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา (YoY) และมีกำไรสุทธิ 125.9 ล้านบาท ลดลง 80% (YoY) จากปริมาณการขายถ่านหินที่ปรับตัวลดลง และราคาถ่านหินที่ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว โดยงวด 6 เดือนแรกของปี 2566 มียอดขายถ่านหินรวม 1.82 ล้านตัน ปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน เนื่องจากปริมาณการขายต่างประเทศปรับตัวลดลง
ส่วนของรายได้จากธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ งวด 6 เดือนแรกของปี 2566 อยู่ที่ 973 ล้านบาท ลดลง 4% (YoY) ในขณะที่รายได้จากให้บริการกับกลุ่มลูกค้าภายนอก อยู่ที่ 309.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.3% (YoY) และรายได้จากการให้บริการกลุ่มบริษัทในเครือ AGE จำนวน 664 ล้านบาท

สำหรับผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 2/2566 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายและบริการ 2,790.1 ล้านบาท ลดลง 38.7 % (YoY) โดยแบ่งเป็นรายได้จากการขายถ่านหินที่ 2,647.4 ล้านบาท ลดลง 39.8 % (YoY) รายได้จากธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ที่ 142.7 ล้านบาท ลดลง 7.9% (YoY) จึงส่งผลให้ไตรมาสดังกล่าวมีผลขาดทุนสุทธิ 170.4 ล้านบาท จากปริมาณการขายถ่านหินที่ลดลง และราคาถ่านหินที่ปรับตัวลดลง ซึ่งเป็นผลจากภาพรวมของสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว อัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูง
นอกจากนี้ ประธานกรรมการบริหาร AGE กล่าวถึงภาพรวมธุรกิจในครึ่งหลังของปี 2566 ว่า คาดว่าผลประกอบการของบริษัทในไตรมาส 3/66 จะทยอยปรับตัวดีขึ้นจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นทั้งใน และต่างประเทศ และราคาถ่านหินที่เริ่มปรับตัวในระดับที่ทรงตัว โดยตั้งแต่ต้นปี 2566 จนถึงปัจจุบัน ราคาถ่านหินมีการปรับตัวที่ผันผวนค่อนข้างมาก เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีทิศทางชะลอตัว และราคาก๊าซธรรมชาติที่ปรับตัวลดลง ซึ่งจากปัจจัยดังกล่าวทำให้ AGE จึงมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวัง ทั้งการบริหารจัดการต้นทุนสินค้า ต้นทุนการขนส่งและการบริหารการจัดการสินค้าคงคลัง
จากการประเมินผลประกอบการ และสภาวะอุตสาหกรรมในช่วงครึ่งปีแรกบริษัทฯ พิจารณาปรับเป้าปริมาณการขายถ่านหินมาอยู่ที่ 4 ล้านตัน และมีแผนลงทุนในรถบรรทุกเพิ่มจำนวน 25 พ่วง ซึ่งปัจจุบันมีรถบรรทุก 104 พ่วง เพื่อรองรับงานให้บริการขนส่งโลจิสติกส์ทั้งสินค้าเกษตร และสินค้าอุตสาหกรรมที่จะเพิ่มขึ้นในปีนี้
ขณะที่ธุรกิจลิสซิ่ง บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าโครงการ “เถ้าแก่น้อย” อย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด ได้มีการปล่อยสินเชื่อ เฟส 3 ให้กับพนักงานขับรถ 3 ราย ที่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติ ภายใต้การบริหารจัดการโดย บริษัท เอจีอี ลิสซิ่ง จำกัด บริษัทย่อยของ AGE โดยปัจจุบันมีพนักงานเข้าร่วมโครงการฯ รวมแล้ว 19 ราย
นอกจากนี้ นายพนม ยังได้กล่าวถึงการเข้าลงทุนใน บมจ. คิวทีซี เอนเนอร์ยี่ (QTC) จำนวน 80 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดการถือหุ้นที่ 23.45% ของทุนจดทะเบียนและชำระแล้วของ QTC หรือคิดเป็นเงินทั้งสิ้น 320.80 ล้านบาทว่า การเข้าซื้อหุ้นดังกล่าว เป็นการเริ่มการลงทุนของกลุ่มบริษัทฯ นอกเหนือจากการเติบโตจากการลงทุนเดิม โดยบริษัทคาดหวังว่าการเข้าลงทุนใน QTC เร่งพัฒนาความยั่งยืนของพอร์ตการลงทุนของบริษัทในระยะยาว ซึ่งบริษัทมุ่งเน้นการลุงทุนใน 3 กลุ่มหลักเช่น 1. ระบบขนส่งโลจิสติกส์ครบวงจร 2. พลังงานทดแทน และ 3. การลงทุนในธุรกิจยั่งยืนอื่นๆ โดย QTC ประกอบธุรกิจหลักในอุตสาหกรรมไฟฟ้าซึ่งมีการเติบโตในระดับที่สูง ซึ่งได้ประโยชน์โดยตรงจากนโยบายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งในปัจจุบัน QTC มีธุรกิจหลัก 3 ธุรกิจ คือ 1. หม้อแปลงไฟฟ้า 2. การลงทุนในบริษัท คิวโซลาร์ 1 จำกัด ซึ่งเป็นธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ขนาด 8.6 MW และ 3. ธุรกิจขายแผงโซลาร์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง
SFLEX เซ็นสัญญาซื้อขาย ร่วมกับกลุ่ม SCGP ปิดดีลซื้อหุ้น SPV สัดส่วน 25% จากมูลค่ารวม 1.4 พันลบ. เชื่อมั่น Synergy ครั้งใหญ่ หนุนอนาคตเติบโตอย่างมั่นคง
บมจ.สตาร์เฟล็กซ์ (SFLEX) เซ็นสัญญาซื้อขายร่วมกับ “กลุ่ม SCGP” เพื่อเข้าลงทุนซื้อหุ้นใน Starprint Vietnam Joint Stock Company ประกอบธุรกิจการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ประเภทกระดาษคุณภาพสูง ในสัดส่วน 25% ของมูลค่าโครงการรวม 1,463.34 ล้านบาท ฟากซีอีโอ “ดร. สมโภชน์ วัลยะเสวี” ระบุได้รับโอกาสและความเชื่อมั่นจากบริษัทใหญ่ที่มีคุณภาพระดับโลก เชื่อมั่นการขยายธุรกิจครั้งนี้ ผลักดันขีดความสามารถการแข่งขัน เติมเต็มศักยภาพธุรกิจ เสริมสร้างพันธมิตรต่อยอดโอกาสธุรกิจ สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
ดร.สมโภชน์ วัลยะเสวี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สตาร์เฟล็กซ์ จำกัด (มหาชน) (SFLEX) ผู้ผลิต และจำหน่ายบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดอ่อนชั้นนำในประเทศ เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ลงนามในสัญญาซื้อขาย หรือ Sales Purchase Agreement (SPA) ร่วมกับ บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เพื่อเข้าลงทุนในบริษัท Starprint Vietnam Joint Stock Company (SPV) ซึ่งประกอบธุรกิจการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ประเภทกระดาษคุณภาพสูง โดยทั้งสองบริษัท จะซื้อหุ้นสามัญของ SPV คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมไม่เกิน 1,463.34 ล้านบาท โดยคาดว่าจะเข้าทำธุรกรรมทางการเงินให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2566
ทั้งนี้ SFLEX จะเข้าทำการซื้อหุ้นสามัญ SPV จำนวนไม่เกิน 1,536,720 หุ้น หรือไม่เกิน 25% ในราคาซื้อขายไม่เกิน 385.09 ล้านบาท โดยชำระเป็นเงินสดภายหลังวันที่เงื่อนไขบังคับก่อนต่างๆ ได้ถูกดำเนินการเรียบร้อยแล้ว พร้อมกันนี้ SCGP จะเข้าทำการซื้อหุ้นสามัญของ SPV จำนวนไม่เกิน 4,302,816 หุ้น หรือไม่เกิน 70% ของจำนวนหุ้นที่ออกและจำหน่ายแล้วทั้งหมดของ SPV ในราคาซื้อขายไม่เกิน 1,078.25 ล้านบาท รวมมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้นไม่เกิน 1,463.34 ล้านบาท ส่งผลให้ SFLEX และ SCGP มีสัดส่วนการถือหุ้นใน SPV เท่ากับ 25% และ 70% ตามลำดับ
“การเข้าลงทุนใน SPV เป็นไปตามแผนการขยายฐานธุรกิจไปยังต่างประเทศ และขยายฐานรายได้จากการส่งเสริมซึ่งกันและกัน เนื่องจาก SPV ประกอบธุรกิจการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ประเภทกระดาษคุณภาพสูงในประเทศเวียดนาม จึงเป็นการเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และเพิ่มส่วนแบ่งตลาดของธุรกิจบรรจุภัณฑ์ของบริษัทฯ เนื่องจาก SPV มีกลุ่มลูกค้าหลักเป็นบริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคซึ่งครอบคลุมทั้งในภูมิภาคอาเซียน เช่น Unilever, Colgate, Crayola, Mondelez, Nestle, Heineken, P&G และ Walmart เป็นต้น ซึ่งช่วยให้บริษัทฯ มีฐานลูกค้าในหลายภูมิภาคทั่วโลก อีกทั้ง บริษัทฯ ได้รับโอกาสและความเชื่อมั่นจากบริษัทใหญ่ที่มีคุณภาพระดับโลกอย่าง SCGP ซึ่งเป็นผู้นำตลาดบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรชั้นนำเพื่อเข้าร่วมลงทุนในครั้งนี้ และยังเป็นการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจที่ดีช่วยต่อยอดโอกาสทางธุรกิจในอนาคต ส่งเสริมความสามารถในการผลิตทางบรรจุภัณฑ์ระหว่างกัน รวมถึงเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจมากขึ้นอีกด้วย” ดร.สมโภชน์ กล่าว
นอกจากนี้ ผลการดำเนินงานของ SPV ยังเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยมีรายได้รวมในปี 2563-2565 อยู่ที่ 1,231.02 ล้านบาท 1,280.93 ล้านบาท และ 1,490.09 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่มีกำไรสุทธิในปี 2563-2565 อยู่ที่ 51.78 ล้านบาท 81.61 ล้านบาท และ 135.11 ล้านบาท ตามลำดับ
อนึ่ง Starprint Vietnam Joint Stock Company ประกอบธุรกิจการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ ตั้งอยู่ที่ 104/4-1, 2A Road, Amata Industrial Park, Longbinh Ward, Bienhoa City, Dongnai Province, Vietnam มีทุนจดทะเบียน 61,468.8 ล้านเวียดนามดอง หรือประมาณ 92.2 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10,000 เวียดนามดอง หรือประมาณ 15 บาท
