ผลการประชุมครม.นัดแรกวันนี้มีมติอนุมัติมาตรการสำคัญทางเศรษฐกิจ ได้แก่
- วีซ่าฟรีชั่วคราว นักท่องเที่ยวจีนและคาซัคสถาน เริ่ม 25 ก.ย.66 - 29 ก.พ. 67
- พักหนี้เกษตรกรและธุรกิจขนาดเล็กเป็นเวลา 3 ปี
- ปรับเปลี่ยนการจ่ายเงินเดือนข้าราชการ จากเดือนละ 1 รอบ เป็น 2 รอบ คาดว่าจะมีผล 1 ม.ค. 67
- ลดค่าไฟฟ้าเหลือ 4.10 บาทต่อหน่วย จาก 4.45 บาทต่อหน่วย เริ่มรอบบิล ก.ย.นี้
- ลดราคาน้ำมันดีเซลสำหรับภาคขนส่งต่ำกว่า 30 บาท/ลิตร เริ่ม 20 ก.ย.66
🔸เรามองโดยรวมเป็นบวกต่อกลุ่มการบริโภค ได้แก่ ค้าปลีก อาหารเครื่องดื่มจะได้อานิสงส์จากกำลังซื้อที่จะดีขึ้นจากค่าใช้จ่ายครัวเรือนที่ลดลง
- กลุ่มไฟแนนซ์คาดไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากจะมอบหมายให้ธกส.ดูแลเป็นหลัก และรัฐบาลจะนำเงินมาจ่ายดอกเบี้ยให้ธกส.ภายหลัง
- กลุ่มโรงไฟฟ้าถูกกดดันเนื่องจากค่าไฟลดลงเหลือ 4.10 บาท/หน่วย ต่ำกว่าที่ตลาดประเมินที่ 4.25 บาท/ต่อหน่วย ทำให้กดดันรายได้และกำไรมากกว่าที่ตลาดประะเมิน
- กลุ่มน้ำมันต้น-กลางน้ำไม่ถูกกระทบ แต่กลุ่มปั๊มน้ำมันคาดถูกกดดันจากค่าการตลาดเบนซินที่จะลดลง
- มาตรการฟรีวีซ่าจีนและคาซัคสถานเป็นบวกต่อกลุ่มท่องเที่ยว สายการบิน สนามบิน
หุ้นที่เรายังชอบ ได้แก่ BBL BDMS CPN CPALL CPAXT TIDLOR OSP NSL CENTEL AOT BA
มุมมอง CGS-CIMB ต่อมาตรการ ครม.เศรษฐา 1
มาตรการครม. เศรษฐา1 และ กลยุทธ์การลงทุนหุ้นไทย
1) ไฟเขียวฟรีวีซ่านักท่องเที่ยวจีน-คาซัคสถานชั่วคราว 5 เดือน
(เริ่ม 25 ก.ย. 2566 – 29 ก.พ. 2567) โดยมุ่งหวังกระตุ้นจำนวนนทท.จีนยังคงคิดเป็นเพียงราว 30% ของระดับก่อนเกิดโควิด-19 หรือ 1ล้านคน/เดือน
เรามองเป็นบวกกับ ERW AOT SPA CENTEL โดยมีสัดส่วนรายได้ที่เกิดจากนักท่องเที่ยวต่างชาติสูง 80%, 65% 60% และ 40% ตามลำดับ
2) พักหนี้เกษตรกรและธุรกิจขนาดเล็กเป็นระยะเวลา 3 ปี
เราและตลาดมองเป็นลบอ่อนๆต่อกลุ่มการเงิน อาทิ จำนำทะเบียนและเช่าซื้อ (MTC SAWAD TIDLOR HENG SAK) ในแง่ loan growth แต่จะช่วยเรื่อง asset quality ในอนาคตและ หุ้นทั้งกลุ่มเทรดอยู่ในโซนล่าง หรือ Valuation ค่อนข้างถูก จึงเกิดแรงขายเบากว่า
3) ลดค่าไฟฟ้าเป็น 4.10 บาท/หน่วยจาก 4.45 บาท/หน่วย
(เริ่มรอบบิล ก.ย. 2566)
มาตรการลดค่าไฟฟ้าของรัฐบาลถือว่ารวดเร็วกว่าที่เราคาดไว้เดิมเนื่องจากเราคาดว่าสูตรค่าไฟฟ้า ไม่รวมค่า AF จะเริ่มใช้ในงวดหน้าเดือนม.ค.-เม.ย.2567 และ ตัวเลข 4.10 บาท/หน่วยอยู่ ณ กรอบล่างของที่ตลาดประเมิน
ทำให้เกิดแรงขายต่อโรงไฟฟ้า SPP อย่าง GPSC BGRIM ต่อ
4) ลดราคาน้ำมันดีเซลที่เกี่ยวข้องกับภาคการขนส่งให้ต่ำกว่า 30 บาท/ลิตร โดย
ดีเซล : ใช้กลไกภาษีสรรพสามิต
เบนซิน : ใช้กลไกค่าการตลาด
(เริ่ม 20 ก.ย. 2566)
มาตรการดังกล่าวจะเป็นบวกอ่อนๆกับกลุ่มเช่าซื้อรถบรรทุก (ASK MICRO THANI) และ กลุ่มโลจิสติกส์
ส่วนเรื่องค่าการตลาดถือว่าเป็นบวกอ่อนๆ ต่อสถานีบริการน้ำมัน PTG OR เนื่องจากการลดดีเซลไม่ได้มีการแทรกแซงค่าการตลาด ซึ่งปัจจุบันอยู่ระดับ 1.9-2.0 บาท/ลิตร แต่เป็น การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตแทน
5) มาตรการอื่นๆ อาทิ
- ปรับการจ่ายเงินเดือนข้าราชการเป็นเดือนละ 2 รอบ
(เริ่มปี 2567)
- ตั้งคณะกรรมการยุทธิศาสตร์ Soft power แห่งชาติ
- ขยายเวลา VAT 7% อีก 1 ปี
สรุป : มาตรการทั้งหมดเป็นบวกกับกลุ่มโรงแรม, ร้านอาหารที่สุด (ERW CENTEL) ในเชิงกลยุทธ์ จากมาตรการ ข้อ 1) และ ข้อ 3)
มากไปกว่านั้นมาตรการค่าแรงขั้นต่ำน่าจะอยู่ในปี 2024
#Macro&WealthResearch
#CGSCIMB
#Finansia #FSSIA
🔸เรามองโดยรวมเป็นบวกต่อกลุ่มการบริโภค ได้แก่ ค้าปลีก อาหารเครื่องดื่มจะได้อานิสงส์จากกำลังซื้อที่จะดีขึ้นจากค่าใช้จ่ายครัวเรือนที่ลดลง
- กลุ่มไฟแนนซ์คาดไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากจะมอบหมายให้ธกส.ดูแลเป็นหลัก และรัฐบาลจะนำเงินมาจ่ายดอกเบี้ยให้ธกส.ภายหลัง
- กลุ่มโรงไฟฟ้าถูกกดดันเนื่องจากค่าไฟลดลงเหลือ 4.10 บาท/หน่วย ต่ำกว่าที่ตลาดประเมินที่ 4.25 บาท/ต่อหน่วย ทำให้กดดันรายได้และกำไรมากกว่าที่ตลาดประะเมิน
- กลุ่มน้ำมันต้น-กลางน้ำไม่ถูกกระทบ แต่กลุ่มปั๊มน้ำมันคาดถูกกดดันจากค่าการตลาดเบนซินที่จะลดลง
- มาตรการฟรีวีซ่าจีนและคาซัคสถานเป็นบวกต่อกลุ่มท่องเที่ยว สายการบิน สนามบิน
หุ้นที่เรายังชอบ ได้แก่ BBL BDMS CPN CPALL CPAXT TIDLOR OSP NSL CENTEL AOT BA
มุมมอง CGS-CIMB ต่อมาตรการ ครม.เศรษฐา 1
มาตรการครม. เศรษฐา1 และ กลยุทธ์การลงทุนหุ้นไทย
1) ไฟเขียวฟรีวีซ่านักท่องเที่ยวจีน-คาซัคสถานชั่วคราว 5 เดือน
(เริ่ม 25 ก.ย. 2566 – 29 ก.พ. 2567) โดยมุ่งหวังกระตุ้นจำนวนนทท.จีนยังคงคิดเป็นเพียงราว 30% ของระดับก่อนเกิดโควิด-19 หรือ 1ล้านคน/เดือน
เรามองเป็นบวกกับ ERW AOT SPA CENTEL โดยมีสัดส่วนรายได้ที่เกิดจากนักท่องเที่ยวต่างชาติสูง 80%, 65% 60% และ 40% ตามลำดับ
2) พักหนี้เกษตรกรและธุรกิจขนาดเล็กเป็นระยะเวลา 3 ปี
เราและตลาดมองเป็นลบอ่อนๆต่อกลุ่มการเงิน อาทิ จำนำทะเบียนและเช่าซื้อ (MTC SAWAD TIDLOR HENG SAK) ในแง่ loan growth แต่จะช่วยเรื่อง asset quality ในอนาคตและ หุ้นทั้งกลุ่มเทรดอยู่ในโซนล่าง หรือ Valuation ค่อนข้างถูก จึงเกิดแรงขายเบากว่า
3) ลดค่าไฟฟ้าเป็น 4.10 บาท/หน่วยจาก 4.45 บาท/หน่วย
(เริ่มรอบบิล ก.ย. 2566)
มาตรการลดค่าไฟฟ้าของรัฐบาลถือว่ารวดเร็วกว่าที่เราคาดไว้เดิมเนื่องจากเราคาดว่าสูตรค่าไฟฟ้า ไม่รวมค่า AF จะเริ่มใช้ในงวดหน้าเดือนม.ค.-เม.ย.2567 และ ตัวเลข 4.10 บาท/หน่วยอยู่ ณ กรอบล่างของที่ตลาดประเมิน
ทำให้เกิดแรงขายต่อโรงไฟฟ้า SPP อย่าง GPSC BGRIM ต่อ
4) ลดราคาน้ำมันดีเซลที่เกี่ยวข้องกับภาคการขนส่งให้ต่ำกว่า 30 บาท/ลิตร โดย
ดีเซล : ใช้กลไกภาษีสรรพสามิต
เบนซิน : ใช้กลไกค่าการตลาด
(เริ่ม 20 ก.ย. 2566)
มาตรการดังกล่าวจะเป็นบวกอ่อนๆกับกลุ่มเช่าซื้อรถบรรทุก (ASK MICRO THANI) และ กลุ่มโลจิสติกส์
ส่วนเรื่องค่าการตลาดถือว่าเป็นบวกอ่อนๆ ต่อสถานีบริการน้ำมัน PTG OR เนื่องจากการลดดีเซลไม่ได้มีการแทรกแซงค่าการตลาด ซึ่งปัจจุบันอยู่ระดับ 1.9-2.0 บาท/ลิตร แต่เป็น การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตแทน
5) มาตรการอื่นๆ อาทิ
- ปรับการจ่ายเงินเดือนข้าราชการเป็นเดือนละ 2 รอบ
(เริ่มปี 2567)
- ตั้งคณะกรรมการยุทธิศาสตร์ Soft power แห่งชาติ
- ขยายเวลา VAT 7% อีก 1 ปี
สรุป : มาตรการทั้งหมดเป็นบวกกับกลุ่มโรงแรม, ร้านอาหารที่สุด (ERW CENTEL) ในเชิงกลยุทธ์ จากมาตรการ ข้อ 1) และ ข้อ 3)
มากไปกว่านั้นมาตรการค่าแรงขั้นต่ำน่าจะอยู่ในปี 2024
#Macro&WealthResearch
#CGSCIMB
#Finansia #FSSIA 