“PTTGC”  เปิดกลยุทธ์สร้างกำไรจากการบริหารจัดการภายในทั้งซื้อคืนหุ้นกู้และจัดการทรัพย์สินภายในได้ทั้งกำไรและเงินก้อนเข้ามาหมุนเวียนรุกลดต้นทุนดันสู่องค์กร “ไฮมาร์จิ้น-โลคาร์บอน”

Categories : Update News, Stock Market

Public : 14/11/2023

"PTTGC"  เปิดกลยุทธ์สร้างกำไรจากการบริหารจัดการภายในทั้งซื้อคืนหุ้นกู้และจัดการทรัพย์สินภายในได้ทั้งกำไรและเงินก้อนเข้ามาหมุนเวียนและลดต้นทุนดันไตรมาส3กำไรพุ่ง110% พร้อมกำเงินสด 4หมื่นล้่านรอลงทุนเมื่อมีโอกาส! เดินหน้าสู่องค์กร "ไฮมาร์จิ้น-โลคาร์บอน"

นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) เปิดเผยว่า  บริษัทตั้งเป้าปริมาณการขายปี 67 เติบโต 10% จากปีนี้คาดทำได้ราว 17 ล้านตัน เนื่องจากในปีหน้าโรงงานอะโรเมติกส์จะกลับมาเดินเครื่องเต็มกำลัง และจะไม่มีการปิดซ่อมบำรุงใหญ่แล้ว และคาดว่า ผลประกอบการของธุรกิจ Allnex คาดว่าจะดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีนี้ ตามความต้องการผลิตภัณฑ์ในเอเชีย ยุโรป สหรัฐอเมริกาดีขึ้น รวมถึงกลุ่มผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีหลายตัวก็ดีขึ้นกว่าปีนี้ เช่น โพลีเอทิลีน (PE), อะโรเมติกส์, โอเลฟินส์, กลุ่มเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ (specialty) เนื่องด้วยมองว่าภาพรวมธุรกิจปิโตรเคมีได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในช่วงไตรมาส 2/66 แต่มาร์จิ้นยังอยู่ในระดับทรงตัว ส่วนผลประกอบการฝั่งโรงกลั่นอาจปรับตัวลงตามค่าการกลั่นที่ชะลอลง

อย่างไรก็ตามในเรื่องของการซื้อกิจการหรือการลงทุนบริษัทจะรอบคอบเป็นพิเศษและได้ชะลอการลงทุนในภาวะที่เศรษฐกิจโลกถดถอย ซึ่งผลของการชะลอลงทุนทำให้ บริษัทมีเงินสดในมือกว่า 4หมื่นล้านบาท และพร้อมลงทุนทันที่ที่มีโอกาส โดยเฉพาะการลงทุนที่เดี่ยวเนื่องกับการนำพาบริษัทสู่ Net Zero ก็จะพิจารณาเป็นพิเศษ โดย บริษัทเตรียมงบลงทุนปี 67 ไว้ราว 2 หมื่นล้านบาท โดยใช้รองรับการลงทุนโรงงานที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและปรับปรุงเครื่องจักร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

นอกจากนี้บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับ ขณะที่บริษัทยังคงมุ่งเน้นลดค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องของคน หรือการลดค่าใช้จ่ายภายใน ซึ่งทำให้จะช่วยลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มและสิทธิภาพการดำเนินงานในปีนี้และปีหน้ากว่า 6,000-7,000 ล้านบาทต่อปี หรือลดลงประมาณ 10%

"การทำธุรกิจในปีนี้ยอมรับว่าได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ถดถอยและยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่จะต้องติดตามในปีหน้าแต่ก็หวังว่าจะดีขึ้นหากดูจากการที่ธนาคารโลกได้ประเมินจีดีพีโลกปีหน้าจะโตดีกว่าปีนี้ รวมทั้งการ ติดตามเรื่อง สงคราม เรื่องของเศราฐกิจจีน ดังนั้น ปีหน้าอาจยังไม่เห็น การลงทุนขนาดใหญ่ อย่างการเข้าซื้อกิจการ (M&A) เพราะยังต้องใช้ความระมัดระวังการลงทุน " ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกล่าว

สำหรับแนวโน้ม ผลประกอบการไตรมาส 4/66 คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากปริมาณการขาย Allnex ในภูมิภาคเอเชียปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ธุรกิจปิโตรเคมียังคงทรงตัว รวมถึงบริษัทอยู่ระหว่างพิจารณาขายสินทรัพย์ จึงมีโอกาสที่จะบันทึกกำไรพิเศษเข้ามาในช่วงไตรมาสสุดท้ายนี้ จากปีก่อนที่มีการขายสินทรัพย์มูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาท แล มีแผนจะซื้อหุ้นกู้กลับและมีโอกาสที่จะบันทึกกำไรเข้ามาด้วย โดยที่ผ่านมาได้มีการซื้อคืนมาแล้ว 200 ล้านเหรียญ และได้กำไรอยู่ที่ 500 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าไตรมาส 4/66 จะมีกำไรเข้ามา โดยบริษัทมีพอร์ตหุ้นกู้ที่เป็นเงินต่างประเทศประมาณ 2,500 ล้านดอลลร์ซึ่งที่ผ่านมาซื้อคืนแล้วประมาณ10%และถ้ามีโอกาสก็จะทำอีก เพราะการบริหารจัดการภายในในลักษณะนี้จะเป็นปัจจัยหนุนให้มาร์จิ้นของบริษัทปรับตัวสูงขึ้นโดยสิ้นงวด9เดือนอยู่ที่ 8-9%และจะทำให้ ผลตอบแทนส่วนผู้ถือหุ้น(ROE)และผลตอบแทนต่อสินทรัพย์(ROA)ดีขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตามผลดำเนินงาน ไตรมาส 3/2566 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 1,426.60ล้านบาทเพิ่มขึ้น 110% เทียบงวดเดียวกันปีก่อนที่ขาดทุน 13,404ล้านบาทและ มี Adjusted EBITDA อยู่ที่ 12,307 ล้านบาทปรับตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า 80 % โดยหลักจากค่าการกลั่นที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งค่าการกลั่นเฉลี่ยของไตรมาส 3/2566 อยู่ที่ 12.6เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล

นอกจากนี้ในขณะที่ธุรกิจอะโรเมติกส์ปรับตัวลดลงเล็กน้อยเนื่องจากปริมาณการขายปรับลดลงจาก การหยุดซ่อมบำรุงตามที่กล่าวข้างต้นเป็นหลัก ส่วนผลประกอบการของกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์โพลิเมอร์และเคมีภัณฑ์มีผลประกอบการปรับสูงขึ้น โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากปริมาณขายที่เติบโตขึ้น 10 % ในขณะที่ราคาเม็ดพลาสติกโพลิเอทีลีนเฉลี่ยปรับลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าเล็กน้อย จากอุปสงค์ที่ยังคงได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและยังไม่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน กอปรกับยังคงมีอุปทานส่วนเกินในตลาดใน ขณะที่กลุ่มผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นกลางมีผลประกอบการดีขึ้นโดยหลักจากธุรกิจโมโนเอทิลีนไกลคอลที่กลับมา