รัฐปักหมุดแก้หนี้คนไทย 10.3 ล้านราย หวังลดหนี้ครัวเรือน 16 ล้านล้านบาท ช่วยลูกหนี้ทุกกลุ่มปลดล็อคหนี้เสีย

Categories : Update News, Finance

Public : 12/12/2023

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงเรื่องการจัดการแก้หนี้ทั้งระบบให้กับคนไทยกว่า 10.3 ล้านรายว่า  แยกเป็นการแก้หนี้ในระบบ เพื่อช่วยลูกหนี้กลุ่มที่มีหนี้ล้นพ้นตัว กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 หนี้ที่เกิดจากการเรียกเก็บดอกเบี้ยเพิ่ม มีประวัติค้างในเครดิตบูโร ทำให้ไม่สามารถขอสินเชื่อในระบบได้ หรือ อาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยจะเตรียมตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่างแบงก์รัฐ กับบริษัทบริหารสินทรัพย์เพิ่อรับโอนหนี้เสีย คาดว่าเริ่มได้ในไตราสแรกปี 2567  ส่วนหนี้นอกระบบ เปิดรับลงทะเบียนผ่านช่องทางของราชการมาแล้วตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา

สำหรับภาพรวมการแก้หนี้ทั้งหมด 10.3 ล้านราย แยกเป็น

กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มเอสเอ็มอี มีจำนวน 3 ล้านราย ที่เป็นหนี้เสียได้รับผลกระทบจากการล็อคดาวน์ ช่วงโควิด-19 ส่วนใหญ่เป็นลูกหนี้ธนาคารออมสิน และ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ... ให้ ธนาคารผ่อนปรน และติดตามช่วยเหลือลูกหนี้ คาดว่าช่วยลูกหนี้ได้กว่า 1.1 ล้านราย  โดยจะให้ยกเลิกสถานะหนี้เสีย หรือ เอ็นพีแอล ส่วนลูกหนี้เอสเอ็มอี ของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ ธพว. ให้พักชำระหนี้ลูกหนี้รายย่อย ปรับโครงสร้างหนี้ 1 ปี และลดดอกเบี้ย 1% คาดว่าช่วยลูกหนี้ได้กว่า 1 แสนราย

  เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี      

กลุ่มที่ 2 คือ ลูกหนี้ที่มีรายได้ประจำ แต่มีภาระหนี้สินล้นพ้นตัว  โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มย่อย ได้แก่ ข้าราชการครู ตำรวจ ทหาร ที่เป็นหนี้กับสถาบันการเงิน และหนี้บัตรเครดิต จะช่วยผ่าน 3 แนวทางคือ การลดดอกเบี้ยเงินกู้ ต้องโอนหนี้ไปไว้ที่เดียว เช่นที่สหกรณ์ เพื่อให้การหักเงินเดือนสะดวก และการบังคับเกณฑ์การตัดเงินเดือนได้ไม่เกิน 70% ของเงินเงินเดือน  ซึ่งปัจจุบันมีครูกว่า 9 แสนรายที่มีปัญหาหนี้สิน โดยส่วยนใหญ่เป็นลูกหนี้ธนาคารออมสิน

ส่วนหนี้บัตรเครดิต ซึ่งมีจำนวน 23.8 ล้านใบ คิดเป็นมูลหนี้รวมกว่า 5.4 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้มีลูกหนี้ที่มีปัญหาแล้ว 1.1 ล้านใบ คิดเป็นมูลหนี้ 6.7 หมื่นล้านบาท และสินเชื่อส่วนบุคคล รวมถึงสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกันสามารถเข้ามาตรการ คลินิกแก้หนี้ เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ให้ผ่อนหนี้ได้ยาวขึ้นถึง 10 ปี และลดภาระดอกเบี้ยจาก 16 - 20% ให้เหลือ 3 - 5 %  โดยสถาบันการเงินสมัครใจลดดอกเบี้ยให้โดยที่รัฐไม่ต้องชดเชยดอกเบี้ยให้

กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มที่มีรายได้ไม่แน่นอน เช่น กลุ่มเกษตรกร และนักเรียน นักศึกษษที่กู้ยืมเงินกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ.  แยกเป็นการแก้หนี้เกษตรกร ตามมติ ครม. 26 กันยายน 2566 สั่งพักหนี้เกษตรกรทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย วงเงินไม่เกิน 300,000 บาท ต่อราย เป็นเวลา 3 ปี ซึ่งมีเกษตรกรเข้าข่ายได้รับสิทธิ์ราว 2.69 ล้านราย ล่าสุดเกษตรกรเข้าโครงการแล้ว 1.5 ล้านราย  ส่วนลูกหนี้ กยศ. ให้พิจารณาลดดอกเบี้ย ปรับแผนจ่ายเงิน ปลดผู้ค้ำประกัน ถอนการอายัดบัญชี คาดว่าช่วยลูกหนี้ กยศ. ได้กว่า 2.3 ล้านราย

   

ขณะที่ หนี้สินเชื่อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ให้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์และรถมอเตอร์ไซต์เป็นสัญญาควบคุม หนี้เช่าซื้อรถใหม่ดอกเบี้ยต้องไม่เกิน 10 % ต่อปี และหนี้เช่าซื้อรถจักรยานยนต์ใหม่ ต้องไม่เกิน 23% ต่อปี คลัง กับ ธปท. และ สคบ. เตรียมแนวทางกำกับดูแลลูกหนี้กลุ่มนี้เพื่อดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจต่อไป

กลุ่มที่ 4คือกลุ่มลูกหนี้เอ็นพีแอล ที่มีหนี้เสียค้างกับธนาคาร เป็นเวลานานจนติดเครดิตบูโร กลุ่มนี้ จะโอนไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์  โดยจะตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่างแบงก์รัฐ กับบริษัทบริหารสินทรัพย์เพิ่อรับโอนหนี้เสียรับโอนหนี้เสียจากสถาบันการเงินของรัฐ   คาดว่าช่วยลูกหนี้ได้กว่า 3 ล้านราย

   

สำหรับมาตรการจัดการหนี้ครั้งนี้ครอบคลุมคนกว่า 10.3 ล้านราย คิดเป็นมูลหนี้ครัวเรือนกว่า 16 ล้านล้านบาท หรือมากกว่า 90 % ของจีดีพี ซึ่งในจำนวนี้มีลูกหนี้ที่มีปัญหาแล้ว 5 ล้านราย คิดเป็นจำนวนบัญชีราว 12 ล้านบัญชี ที่มีปัญหา และต้องจับตาเป็นพิเศษ