SMK ประกาศหยุดรับประกันวินาศภัยทุกประเภท เดินหน้าทำแผนฟื้นฟู หลังศาลอนุมิติ 3แนวทางฟื้นกิจการ
Categories : Update News, Insurance
Public : 15/12/2023SMK ประกาศหยุดรับประกันวินาศภัยทุกประเภท เดินหน้าทำแผนฟื้นฟู หลังศาลอนุมิติ 3แนวทางฟื้นกิจการ
บริษัท สินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) ประกาศถึงการหยุดรับประกันภัยผ่านเว็บไซต์ว่า บริษัทขอเรียนให้ทราบว่า บริษัทมีความจำเป็นต้องหยุดรับประกันวินาศภัยทุกประเภททันที
ทั้งนี้ บริษัท สินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ SMK ดำเนินธุรกิจหลักเกี่ยวกับการรับประกันวินาศภัย ทั้งหมด 4 ประเภท ได้แก่
1) การประกันภัยทางรถยนต์
2) การประกันอัคคีภัย
3) การประกันภัยทางทะเลและขนส่ง
4) การประกันภัยเบ็ดเตล็ด
โดยเริ่มดำเนินธุรกิจตั้งแต่ปี 2494 ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 2 ล้านบาท และมีการเพิ่มทุน จนในปี 2565 มีทุนจดทะเบียน 200 ล้านบาท
ในปี 2565 บริษัทรายงานข้อมูลทางการเงิน พบว่าบริษัทมีสินทรัพย์รวม 7.26 พันล้านบาท ขณะที่หนี้สินรวมอยู่ที่ 3.77 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 2.82 หมื่นล้านบาทจากปีก่อนหน้า ในส่วนของเบี้ยประกันรวมนั้นอยู่ที่ 6.46 พันล้านบาท
บริษัทได้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูต่อศาลล้มละลายกลาง โดยเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2565 คณะกรรมการบริษัทมีมติให้บริษัทยื่นคำขอความยินยอมในการฟื้นฟูต่อ คปภ. ซึ่งในวันที่ 10 พฤษภาคม 2565 คปภ.ก็ได้อนุมัติคำขอความยินยอมในการฟื้นฟูกิจการของบริษัท ต่อมาวันที่ 17 พฤษภาคม 2565 บริษัทได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง โดยมีสาระสำคัญคือ
1. บริษัทในฐานะลูกหนี้เป็นผู้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ
2. บริษัทในฐานะลูกหนี้เสนอตัวบริษัทเองเป็นผู้ทำแผน
3.แนวทางของแผนฟื้นฟูกิจการในเบื้องต้น ได้แก่
1) การหาแหล่งเงินทุนใหม่และปรับโครงสร้างทุน โดยเฉพาะจากการเพิ่มทุนของผู้ร่วมทุนใหม่ เพื่อใช้ในการชำระหนี้และปรับโครงสร้างทุนให้มีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุนเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด
2) การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการชำระหนี้ ขยายระยะเวลาชำระหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ และเสนอชำระหนี้ด้วยการแปลงหนี้เป็นทุน
3) ศึกษาและจัดเตรียมแผนและกลยุทธ์ในการดำนินธุรกิจประกันภัยให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพในระหว่างที่บริษัทเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ บริษัทจะดำเนินธุรกิจตามปกติอย่างต่อเนื่อง
หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2565 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของบริษัทแล้ว และศาลล้มละลายกลางได้กำหนดวันนัดไต่สวนคำร้องขอฟื้นฟูกิจการในวันที่ 15 สิงหาคม 2565 ดังนั้นตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2565 เป็นต้นไป ทำให้บริษัทในฐานะลูกหนี้จึงอยู่ในสภาวะบังคับชั่วคราว หรือสภาวะพักการชำระหนี้ (Altomatic Stay) สำหรับภาระหนี้ต่ำสินไหมทดแทนของกรมธรรม์ COVID-19
แต่ในวันที่ 24 พฤษภาคม 2565 บริษัทได้ยื่นคำร้องต่อศาลลื้มละลายกลางเพื่ออนุญาตให้จำเป็นของบริษัทต่อไปได้ และในวันดังกล่าวศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งศาลอนุญาต
หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2565 ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งศาลให้บริษัทฟื้นฟูกิจการและตั้งบริษัทเป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการ และเจ้าหนี้ซึ่งมูลหนี้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กองฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ กรมบังกับคดี ภายในวันที่ 20 มกราคม 2566 และเจ้าหนี้ ลูกหนี้ หรือผู้ทำแผน อาจขอตรวจและโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ได้ภายในวันที่กำหนด และเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2566 ศาลล้มละลายกลาง มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เปิดรับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ต่อไปถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2566

เมื่อวันที่ 19 เมยายน 2566 ศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้ขยายระยะเวลาส่งแผนฟื้นฟูกิจการแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ถึงวันที่ 25 พฤษภาคม 2566 (ครั้งที่ 1) และต่อมาศาลล้มละลายกลางอนุญาตได้ให้ขยายระยะเวลา (ครั้งที่ 2) ถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2566
เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2566 บริษัทได้นำส่งแผนฟื้นฟูกิจการแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ต่อมาเมื่อวันที่ 14 กรกฏาคม 256 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ประกาศนัดการประชุมเจ้าหนี้ ที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ใบวันที่ 27 กันยายน 2566 เพื่อพิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการว่าจะยอมรับแผนหรือไม่
เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2566 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้จัดประชุมเจ้าหนี้ ต่อมาวันที่ 28 กันยายน 2566 บริษัทได้ยื่นคำร้องคัดค้านการนับคะแนนการลงมติของเจ้าหนี้ต่อศาลล้มละลายกลาง และในวันที่ 29 กันยายน 2566 ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งให้ลูกหนี้ ผู้ทำแผน และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ร่วมกันตรวจสอบกระบวนการ ขั้นตอนที่เกี่ยวข้องในการลงมติล่วงหน้าของเจ้าหนี้ การบันทึกผลคะแนนระบบการประมวลผล และกระบวนการที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบันเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และบริษัทอยู่ระหว่างการดำเนินการตามคำสั่งศาลดังกล่าว
