กรุงศรีคาดเงินบาทสัปดาห์นี้ซื้อขายในกรอบ – ติดตามเงินเฟ้อสหรัฐฯ

Categories : Update News, Finance

Public : 10/07/2024
 

กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ประเมินเงินบาทในสัปดาห์นี้ว่า มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ36.20-36.75บาท/ดอลลาร์เทียบกับในสัปดาห์ที่ผ่านมาเงินบาทปิดแข็งค่าที่ บาท/ดอลลาร์ หลังซื้อขายในช่วง36.55-36.88บาท/ดอลลาร์เงินดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับทุกสกุลเงินสำคัญในสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯปรับตัวลงหลังประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด)ให้ความเห็นว่าการดูแลภาวะเงินเฟ้อคืบหน้าอย่างมาก โดยอัตราเงินเฟ้อกลับมามีแนวโน้มชะลอตัวลง แต่เฟดต้องการได้รับข้อมูลเพิ่มเติมที่สามารถยืนยันว่าการชะลอตัวลงของเงินเฟ้อสะท้อนภาพเศรษฐกิจอย่างถูกต้องก่อนที่จะตัดสินใจลดดอกเบี้ยในระยะข้างหน้า ท่าทีดังกล่าวบ่งชี้ว่าเฟดกำลังเผชิญความเสี่ยงสองด้านทั้งเงินเฟ้อและการเติบโตในตอนนี้ โดยตลาดคาดว่าเฟดอาจใกล้เริ่มวัฎจักรดอกเบี้ยขาลง นอกจากนี้ ตัวเลขสำคัญหลายรายการออกมาอ่อนแอกว่าคาด โดยดัชนี ภาคบริการของสหรัฐฯหดตัวเป็นเดือนที่2ติดต่อกันในเดือนมิ.ย.สู่จุดต่ำสุดรอบ ปี สนับสนุนมุมมองที่ว่าเศรษฐกิจเริ่มแผ่วลงในไตรมาสสอง ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นและพันธบัตรไทยสุทธิล้านบาท และ10634ล้านบาท ตามลำดับ

กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ กรุงศรี ให้ความเห็นถึงสถานการณ์ตลาดในสัปดาห์นี้ว่า นักลงทุนจะให้ความสนใจกับถ้อยแถลงนโยบายของประธานเฟดต่อสภาคองเกรส รวมถึงดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนมิ.ย.ของสหรัฐฯ หลังการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นเกินคาดแต่ตัวเลขก่อนหน้าถูกทบทวนลง อีกทั้งอัตราการว่างงานสูงขึ้นและค่าจ้างเพิ่มในอัตราที่ช้าลง เอื้อให้เฟดสามารถลดดอกเบี้ยในเดือนก.ย.หากรายงานเงินเฟ้อในสัปดาห์นี้ออกมาสอดคล้องกับที่ตลาดคาดไว้ ส่วนค่าเงินปอนด์ได้แรงหนุนจากเสถียรภาพทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง ตรงกันข้ามกับเงินยูโรที่เผชิญแรงกดดันหลังเลือกตั้งฝรั่งเศสนำไปสู่รัฐบาลเสียงข้างน้อย

สำหรับปัจจัยในประเทศ ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปเดือนมิ.ย.ของไทยเพิ่มขึ้น0.62%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ต่ำกว่าที่ตลาดคาดและกลับมาอยู่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)อีกครั้ง ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานซึ่งไม่รวมอาหารสดและพลังงาน เพิ่มขึ้น0.36%ทางด้านผู้ว่าการธปท.ระบุว่าแม้เงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย แต่ยังไม่ต้องลดดอกเบี้ยทันที เนื่องจากการตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยนโยบายจะต้องมองผลกระทบหลายมิติ โดยเห็นว่าระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันยังเหมาะสม แต่พร้อมปรับหากปัจจัยต่างๆเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ