ทริสเรตติ้ง!หั่นเครดิตEAรัวๆวันเดียวกด2 ขั้นจากA -เหลือBB-
Categories : Update News, Stock Market
Public : 15/07/2024เครดิต EAดิ่งเหว !! วันเดียว ทริสเรทติ้งลดอันดับเครดิตองค์กร & หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน “บ. พลังงานบริสุทธิ์” 2 ขั้น จาก A- มาสู่ BBB+ หลังจบแถลงช่วงค่ำกดอีกรอบ ลงมาอยู่ที่“BB+” จาก “BBB+” และประกาศเครดิตพินิจ “Negative”ชี้ถูกกล่าวโทษ“ทุจริต” ขาดซีจี กระทบเชื่อมั่นรุนแรงจากเจ้าหนี้และนักลงทุน
ทริสเรทติ้งลดอันดับเครดิตองค์กรของ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) และอันดับเครดิตของหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของบริษัท มาอยู่ที่ระดับ “BB+” จากเดิมที่ระดับ “BBB+” ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต “Negative” หรือ “ลบ” การปรับลดอันดับเครดิตสะท้อนถึงความเสี่ยงด้านสภาพคล่องที่สูงขึ้นในระยะอันใกล้ รวมไปถึงประเด็นเกี่ยวกับธรรมาภิบาลของบริษัทภายหลังจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้กล่าวโทษต่ออดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทในกรณีร่วมกระทำการทุจริต
ในขณะเดียวกัน ทริสเรทติ้งประกาศ “เครดิตพินิจ” แนวโน้ม “Negative” หรือ “ลบ” ให้กับอันดับเครดิตทั้งหมดของบริษัท ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นไปได้ที่ทริสเรทติ้งจะต้องประเมินทั้งแนวโน้มทางธุรกิจและสถานะทางการเงินของบริษัทใหม่ เนื่องจากการกล่าวโทษเรื่องทุจริตนั้นสร้างผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของบริษัทอย่างรุนแรง
เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2567 ทาง ก.ล.ต. ได้กล่าวโทษ นายสมโภชน์ อาหุนัย ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท พร้อมทั้ง นายอมร ทรัพย์ทวีกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ นายพรเลิศ เตชะรัตโนภาส ว่าได้ร่วมกันกระทำการทุจริตเกี่ยวกับการจัดซื้ออุปกรณ์จากต่างประเทศและการจัดซื้อซอฟต์แวร์สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของบริษัทในระหว่างปี 2556 ถึง 2558 โดย ก.ล.ต. ได้ส่งเรื่องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อดำเนินการทางกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ ผู้บริหารที่ถูกกล่าวโทษได้ลาออกจากตำแหน่งทั้งหมดในบริษัทแล้ว

ทริสเรทติ้งมองว่าประเด็นเรื่องธรรมภิบาลของบริษัทนั้นน่าจะสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความเชื่อมั่นของเจ้าหนี้และนักลงทุนที่มีต่อบริษัท และทำให้ความเสี่ยงในการรีไฟแนนซ์สูงขึ้นสำหรับภาระหนี้หุ้นกู้ที่จะครบกำหนดชำระในเร็ว ๆ นี้ นอกจากนี้ ทริสเรทติ้งยังมองว่าการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูงอาจจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงาน และเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นฟูธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงอาจส่งผลให้บริษัทผิดเงื่อนไขสัญญาเงินกู้ที่มีกับธนาคารซึ่งกำหนดให้บริษัทต้องรักษาผู้บริหารหลักไว้
ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2567 บริษัทมีภาระหนี้ที่จะครบกำหนดชำระใน 12 เดือนข้างหน้า ประกอบด้วยหุ้นกู้รวมจำนวน 5.5 พันล้านบาทซึ่งจะครบกำหนดไถ่ถอนในเดือนสิงหาคมและกันยายน 2567 นี้ เงินกู้ยืมระยะยาวจำนวน 5.7 พันล้านบาท และเงินกู้ยืมระยะสั้นจำนวน 8.4 พันล้านบาท ในขณะที่แหล่งเงินทุนประกอบด้วย เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดจำนวน 2.2 พันล้านบาท ประมาณการเงินทุนจากการดำเนินงานในช่วง 12 เดือนข้างหน้าจำนวน 7.6 พันล้านบาท และวงเงินกู้ยืมที่ยังไม่ได้เบิกใช้จำนวน 4.3 พันล้านบาท ทั้งนี้ การออกหุ้นกู้ชุดใหม่ยังมีความไม่แน่นอนจากความเชื่อมั่นของนักลงทุน ดังนั้น บริษัทจึงต้องพึ่งพาการกู้ยืมจากธนาคารเป็นแผนสำรองหลัก ซึ่งค่อนข้างท้าทายเป็นอย่างมากเมื่อพิจารณาถึงประเด็นปัญหาด้านธรรมาภิบาลที่เกิดขึ้น
ทริสเรทติ้งคาดว่าจะทบทวนแนวโน้มเครดิตพินิจของบริษัทอีกครั้ง เมื่อบริษัทมีแผนการชำระคืนหนี้เงินกู้ซึ่งใกล้จะครบกำหนดที่ชัดเจนขึ้น รวมถึงได้พิจารณาถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสถานะทางธุรกิจและการเงินอย่างครบถ้วน ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งอาจปรับลดอันดับเครดิตลงได้อีกหากมีปัจจัยเชิงลบต่าง ๆ เกิดขึ้น เช่น การที่บริษัทไม่สามารถหาแหล่งเงินทุนสำหรับการชำระหนี้ที่เพียงพอ หรือกรณีที่บริษัทไม่สามารถขอยกเว้นการปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาเงินกู้จากเจ้าหนี้ได้ (ในกรณีที่จำเป็น)
