ก.ล.ตจ่อออกเกณฑ์คุมผู้บริหารจำนำหุ้น-ปกปิด ไม่เปิดเผยโทษหนัก “จำคุก”
Categories : Update News, Stock Market
Public : 15/01/2025ตลาดทุนไทยช่วงที่ผ่านมา ถูกท้าทายจากเรื่องความเชื่อมั่นมาอย่างต่อเนื่อง นับจาก MORE STARK ที่เกิดการโกงก้อนมหึมา และตลอดปี 2567 เกิดประเด็น การนำหุ้นไปจำนำของผู้บริหารเพื่อนำเงินมาเล่นหุ้นของตัวเอง เมื่อตลาดไม่ได้ หุ้นดิ่งจำถูกบังคับ และหุ้นที่ถูกนำไปจำนำก็ถูกนำก็ถูกเทออกมาในตลาด อย่างต่อเนื่องเริ่มต้น จากกรณี EA NEX ต่อมา SABUY NRF YGGและล่าสุดกรณีของ RS
การนำหุ้นไปจำนำของผู้บริหารและนำเงินมาเล่นหุ้นหรือนำเงินไปทำอย่างอื่น แม้ความความจริงเป็นสิทธิส่วนตัวที่ทำได้ แต่เมื่อมีปัญหาก็กระทบต่อการลงทุนในตลาดและกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนในที่สุด
สำหรับประเด็น การจำนำหุ้น ล่าสุด ทาง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต)ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ก.ล.ต.จะออกเกณฑ์กำหนดให้เปิดเผย"จำนำหุ้น" ของผู้บริหารจดทะเบียน หากปกปิดโทษหนักถึงจำคุก
นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการและโฆษก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยภายในงาน "Media Briefing ก.ล.ต. พบสื่อมวลชน เดือน ม.ค.68 " ว่า ก.ล.ต.กำลังพิจารณาในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายให้มีการเปิดเผยข้อมูลเพื่อผู้ลงทุนจะได้มีข้อมูลในการตัดสินใจและอาจมีม
ทั้งนี้หากเกณฑ์ออกมาแล้วและผู้บริหารมีการปกปิดหรือ ไม่รายงานเรื่องการจำนำหุ้น เบื้องต้นตามกฎหมายคาดว่าจะมีทั้งโทษปรับและโทษจำคุก โดยปัจจุบันสำนักงาน ก.ล.ต.กำลังศึกษากันอยู่และถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกคนให้ความสำคัญ โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปกันในเร็วๆนี้
อย่างไรก็ตามมองว่าการจำนำหุ้นเป็นกรณีที่น่าห่วง เพราะความยากคือจำนำหุ้นไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย โดยกรณีที่สำนักงาน ก.ล.ต.จะเข้าไปตรวจสอบอะไรจำเป็นต้องเป็นกรณีที่สงสัยว่าจะมีการทำผิดตาม พรบ.หลักทรัพย์ เท่านั้นถึงจะดำเนินการได้
" ยอมรับว่ามีความล่าช้า จากเดิมคาดว่าจะชัดเจนในช่วงเดือน ธ.ค.67 ที่ผ่านมา แต่จากการพูดคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องล่าสุดพบว่ายังมีช่องทางอื่นๆที่จะต้องพิจารณาประกอบกันด้วย เพราะการให้ทุกคนต้องรายงานการจำนำหุ้นคงไม่ได้ ซึ่งต้องพิจาณาถึงความเหมาะสมของเกณฑ์ดังกล่าวด้วย อาทิ สัดส่วนธุรกรรมขนาดไหนถึงควรจะรายงาน ความถี่ของการรายงาน และผู้บริหารหรือผู้ถือหุ้นควรจะเป็นผู้รายงาน " นายเอนกกล่าว

นอกจากนี้มีความเป็นไปได้ ที่ มีการทบทวนยกเลิกการใช้เกณฑ์ Uptick Rule สำหรับหุ้นที่ถูก Short Selling หากสถานการณ์ไม่เหมาะสม โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างให้ third party ช่วยประเมินและศึกษาข้อมูลที่ผ่านมา โดยคาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในช่วงไตรมาส 1/68 เช่นกัน
นายเอนก กล่าวว่า ก.ล.ต. เตรียมแถลงแผนยุทธศาสตร์ ปี 68 ภายในช่วงวันที่ 30 ม.ค.นี้ ซึ่งยอมว่าช่วงที่ผ่านมาได้เดินสายหารือกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในตลาดทุน อาทิ สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย,สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย,สมาคมบริษัทจัดการลงทุน และสมาคมผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไทย ก่อนออกเป็นแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวแล้ว
อย่างไรก็ตามจากข้อมูลที่เปิดเผยในตลาดหลักทรัพย์ พบว่า มี 23 บริษัท ที่นำหุ้นไปจำนำ ส่วนใหญ่เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จำนวน 17 บริษัท โดยบริษัทในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) มีจำนวน 6 บริษัท โดยกลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ติดโผมากที่สุดจำนวน 7 บริษัท รองลงมา คือ กลุ่มธุรกิจมี พลังงานและสาธารณูปโภคที่ติดโผ จำนวน 3 บริษัท
เดือน พ.ย.67 มีถึง 7 บริษัท ถูกวางมาร์จิ้นเกิน 30%
โดยในเดือนดังกล่าว มีถึง 7 บริษัท ที่นำหุ้นวางมาร์จิ้น คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 30% นำโดย บมจ.ซัคเซสมอร์ บีอิ้งค์ (SCM) ที่นำหุ้นวางมาร์จิ้นทั้งหมด 314.75 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 52.04% รองลงมา คือ บมจ.กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (GPI) ที่นำหุ้นวางมาร์จิ้น 299.84 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 49.98%
ด้าน บมจ.เอสเอเอเอ็ม ดีเวลลอปเมนท์ (SAAM) นำหุ้นวางมาร์จิ้น 135.47 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 45.16%, บมจ.ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป (TFG) นำหุ้นวางมาร์จิ้น 2,556.24 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 43.99%, บมจ.แอสเซท ไฟว์ กรุ๊ป (A5) นำหุ้นวางมาร์จิ้น 521.42 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 43.12%
ขณะที่ บมจ.ไซมิส แอสเสท (SA) นำหุ้นวางมาร์จิ้น 472.83 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 39.44% และ บมจ.โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) หรือ JSP นำหุ้นวางมาร์จิ้น 151.57 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 31.94%
