IRPC จ่อออกหุ้นกู้1.5หมื่นล้าน-ทริสแจกเครดิต A-
Categories : Update News, Stock Market
Public : 04/02/2025ทริสเรทติ้งแจกเครดิตหุ้นกู้ IRPCอายุ2-15ปีวงเงิน 1.5หมื่นล้าน ที่A-มองผลวต่ำกว่าคาด
ทริสเรทติ้งจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดใหม่ในวงเงินไม่เกิน 1.5 หมื่นล้านบาท อายุ 2-15 ปีของบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) ที่ระดับ “A-” โดยบริษัทจะนำเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ดังกล่าวไปใช้ชำระหนี้เดิม
ในขณะเดียวกัน ทริสเรทติ้งก็คงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดปัจจุบันของบริษัทที่ระดับ “A-” พร้อมแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” ด้วย
โดยอันดับเครดิตสะท้อนถึงมุมมองของทริสเรทติ้งที่มีต่อบริษัทในฐานะบริษัทย่อยที่มีความสำคัญในเชิงกลยุทธ์ของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท. หรือ PTT)
ทั้งนี้ อันดับเครดิตองค์กรของบริษัทเป็นผลมาจากการปรับอันดับเครดิตเฉพาะ (Stand-alone Credit Profile -- SACP) ของบริษัทซึ่งอยู่ที่ “bbb-” เพิ่มขึ้นมาอีก 3 ระดับ โดยอันดับเครดิตเฉพาะของบริษัทสะท้อนถึงการที่บริษัทมีโรงกลั่นขนาดใหญ่ที่บูรณาการกับปิโตรเคมีและอัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงกลั่นที่อยู่ในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตเฉพาะของบริษัทก็มีข้อจำกัดจากความอ่อนไหวในระดับสูงต่อวัฏจักรในธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันและธุรกิจปิโตรเคมี นอกจากนี้ อันดับเครดิตเฉพาะของบริษัทยังสะท้อนถึงระดับกระแสเงินสดที่ต่ำเมื่อเทียบกับภาระหนี้อีกด้วย
บริษัทมีผลการดำเนินงานทางการเงินในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2567 ต่ำกว่าการคาดการณ์ของทริสเรทติ้ง โดยบริษัทมี EBITDA เพียง 1.8 พันล้านบาทเท่านั้น
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบที่ตกต่ำประกอบกับกำไรขั้นต้นจากการกลั่นที่ลดลงได้ส่งผลกระทบต่อ EBITDA ของบริษัท โดยบริษัทมีผลขาดทุนจากสินค้าคงคลังสุทธิประมาณ 5 พันล้านบาทในไตรมาสที่ 3 ของปี 2567 หรือ 7.8 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล โดยราคาน้ำมันดิบดูไบลดลงเหลือ 73.2 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในเดือนกันยายน 2567 จาก 82.7 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในเดือนมิถุนายน 2567 ในขณะเดียวกัน บริษัทก็มีกำไรขั้นต้นจากการกลั่นตามราคาตลาด (Market Gross Refinery Margin -- GRM) ที่ลดลงเหลือ 3.8 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2567 จาก 6.7 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในช่วงเดียวกันของปีก่อนอันเนื่องมาจากส่วนต่างราคาน้ำมันที่แคบลง (ส่วนต่างระหว่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปและราคาน้ำมันดิบ) บริษัทมีปริมาณน้ำมันดิบนำเข้ากลั่นเพิ่มขึ้นเป็น 194 พันบาร์เรลต่อวัน (KBD) ตามกลยุทธ์ในการเพิ่มปริมาณการใช้น้ำมันดิบให้อยู่ในระดับสูงสุดและการเสร็จสิ้นโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพโรงกลั่นและปรับปรุงคุณภาพน้ำมันดีเซล (Ultra Clean Fuel Project -- UCF) ในไตรมาสแรกของปี 2567
กำไรขั้นต้นจากการผลิตตามราคาตลาดของกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมี (Market Product-to-feed Margin -- PTF) ของบริษัทในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2567 ฟื้นตัวขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยอยู่ที่ 1.91 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจาก 1.46 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลซึ่งได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของส่วนต่างระหว่างราคาพลาสติก Acrylonitrile-Butadiene-Styrene (ABS) กับ Naphtha ที่ฟื้นตัวขึ้น 10% ในขณะเดียวกัน พลาสติกชนิดโพลีโพรพิลีน (PP) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลักก็มีส่วนต่างกับ Naphtha ที่ 363 ดอลลาร์สหรัฐฯ
ต่อตันซึ่งค่อนข้างทรงตัวและใกล้เคียงกับสมมติฐานของทริสเรทติ้งอีกด้วย เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้ว กำไรขั้นต้นจากการผลิตตามราคาตลาด (Market Gross Integrated Margin (GIM)) ของบริษัทอยู่ที่ 6.7 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งต่ำกว่าสมมติฐานกรณีพื้นฐานของทริสเรทติ้งซึ่งอยู่ที่ 8 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล นอกจากนี้ บริษัทยังรายงานการขาดดุลกระแสเงินสดจากการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2567 เนื่องจากเจ้าหนี้การค้าของบริษัทลดลงอย่างมีนัยสำคัญอีกด้วย
ทริสเรทติ้งคาดว่าผลการดำเนินงานทางการเงินของบริษัทจะฟื้นตัวได้ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2567 จากราคาน้ำมันดิบดูไบซึ่งอยู่ที่ระดับประมาณ 73 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตาม ทริสเรทติ้งคาดว่าอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA ของบริษัทจะสูงกว่าการคาดการณ์ครั้งก่อนของ ทริสเรทติ้งที่ประมาณ 11 เท่า ในขณะที่กระแสเงินสดจากการดำเนินงานอาจจะยังคงขาดดุลในช่วงปลายปี 2567
