ตลาดหลักทรัพย์เดินหน้า ปลุกความเชื่อมั่น นักลงทุน !!! เปิดแนวทางพัฒนาตลาดทุน สั้น-กลาง-ยาว ทรานฟอร์ม LTFสู่ Thai ESG , เดินหน้าโครงการ Jump+ คัด 50บจ. เกรดดีทำแผนธุรกิจ 3-5ปี เพิ่มมูลค่ากิจการสร้างการเติบโตยั่งยืน มีกำไรส่วนเพิ่มเว้นเสียภาษีนิติบุคคลอัตรา 20% หนุนแนวทาง M&A สร้างความแข็งแกร่งและแข่งขันได้ พร้อมพาตลาดทุนไทยสู่ Listing Hub
Categories : Update News, Stock Market
Public : 17/02/2025ตลาดหลักทรัพย์เดินหน้า ปลุกความเชื่อมั่น นักลงทุน !!! เปิดแนวทางพัฒนาตลาดทุน สั้น-กลาง-ยาว ทรานฟอร์ม LTF สู่ Thai ESG , เดินหน้าโครงการ Jump+ คัด 50บจ. เกรดดีทำแผนธุรกิจ 3-5ปี เพิ่มมูลค่ากิจการสร้างการเติบโตยั่งยืน มีกำไรส่วนเพิ่มเว้นเสียภาษีนิติบุคคลอัตรา 20% หนุนแนวทาง M&A สร้างความแข็งแกร่งและแข่งขันได้ พร้อมปลดล็อกโครงการซื้อหุ้นคืนไม่กำหนดระยะเวลาขายหุ้นออกหวังเป็นอีกหนึ่งแนวทางพยุงตลาดหุ้นหลังพบ 63% ของบจ.ทั้งหมดซื้อขายในราคาที่ตำกว่าบุ๊คแวลู ภายในแข็งแกร่งพร้อมพาตลาดทุนไทยสู่ Listing Hub
ตลาดหุ้นไทยยังคงทำสถิติตกต่ำต่อเนื่อง ล่าสุด การเปิดซื้อขายวันที่ 17ก.พ 2568ดัชนีดิ่งลงมาซื้อที่ที่ระดับ 1246.36จุดลดลงไปกว่า 25.74จุด หากนับจากต้นปีถึงปัจจุบัน ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงมาแล้ว 155จุดหรือ 11% จากดัชนีปิดเมื่อสิ้นปี 2567ที่ระดับ 1204 จุด !!!
ขณะที่มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม(มาร์เก็ตแคป)หายไปแล้ว 1.56ล้านล้านบาท !!! จาก ระดับ 17.41ล้านล้านบาทลงมาเหลือ 15.85 ล้านล้านบาท

ทั้งนี้การดิ่งลงการดัชนีตลาดหุ้นไทยเกิดขึ้นจากผลกระทบของการกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งของ ทรัมป์ 2.0 ที่ทำให้ตลาดทุนโลกป่วน !!จากความกังวลเรื่องการขั้นภาษีเพื่อกีดกันการค้า และการนำไปสู่สงครมทางการค้า ปัญหาเงินเฟ้อที่อาจพุ่งสูงขึ้น การลดดอกเบี้ยของเฟดอาจสิ้นสุดลง ขณะที่ปัจจัยในประเทศคือ หุ้นไทยถูกกระทบจากแรงขายกองทุน LTFที่ครบกำหนดโดยในเดือนแรกของปี 68 ขายออกมาแล้ว 1.8หมื่นล้านบาท และในปีนี้มีกองทุนLTFที่ครบกำหนดและพร้อมขายอยู่ กว่า 2แสนล้านบาท
อย่างไรก็ตามในส่วนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท) ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนและเดินหน้าพัฒนาตลาดทุนไทยให้มีความเข้มแข็งในทุกๆด้าน อย่างต่อเนื่อง!!!
ระยะสั้น- ทรานฟอร์ม LTFสู่ Thai ESG
นายอัสสเดช คงศิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์เดินหน้าแนวทางในการฟื้นความเชื่อมั่นและสร้างความแข็งแกร่ง ยั่งยืนให้ตลาดหุ้นไทยในระยะยาว โดยจะดำเนินมาตรการใน 3 ระยะประกอบด้วยมาตรการระยะสั้น,มาตรการระยะกลางและมาตรการระยะยาว
โดยมาตรการระยะสั้นและถือว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนต้องทำ คือการ แปรสภาพกองทุน LTF ให้เป็นกองทุน Thai ESG (TESG) เพื่อสนับสนุน Trust & Confidence รวมทั้งสนับสนุนการลงทุนใน ESG ช่วยสร้างเสถียรภาพตลาดในยามผันผวน ซึ่งรายละเอียดและการจะมาตรการจูงใจอย่างไรบ้างจะต้องหารือกับกระทรวงการคลังก่อน โดยคาดว่าการหารือกับกระทรวงการคลังจะเกิดขึ้นใน 1-2สัปดาห์นี้
มาตรการระยะกลาง - Jump+ หนุนบจ.เกรดดีทำแผนเพิ่มมูลค่า-กำไรส่วนเพิ่มงดเสียภาษี 20% - M&Aและปลดล๊อคซื้อหุ้นคืน
นายอัสสเดช กล่าวว่า ในส่วนของมาตรการระยะกลางประกอบด้วย โครงการ Jump + ที่คาดว่า จะเปิดตัวภายในเดือน พ.ค. นี้ซึ่ง เป็นโครงการที่สนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียน(บจ)เกรดดีเบื้องต้นคาดว่าจะเริ่มที่ 50 บจ.ทำแผนธุรกิจ 3-5ปีที่จะเพิ่มมุ่งเพิ่มมูลค่าให้ธุรกิจในระยะ 3 ปีข้างหน้า ซึ่งหาก บจ.ไหนเข้าร่วมโครงการนี้และมีกำไรส่วนเพิ่มจากแผนเพิ่มมูลค่ากำไรส่วนเพิ่มขึ้นจะไม่ต้องเสียภาษีนิติบุคคล ที่ปกติจะเสียอยู่ 20%
“ หัวใจหลักสำคัญของโครงการนี้มี 4 ด้าน คือ 1) Growth 2) Visibility 3) Incentive 4) Trust & Confidence โดยจะมี Incentive ที่ให้กับบริษัทที่ร่วมโครงการและบริษัทที่สามารถพัฒนาได้ตามแผนที่วางไว้ อาทิ การสนับสนุนค่าที่ปรึกษา หรือ FA การ roadshow ทั้งในและต่างประเทศ หรือการหารือแนวทางสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากกำไรที่ทำได้เพิ่มขึ้นจากการเข้าร่วมโครงการ เป็นต้น “ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์กล่าว
นอกจากนี้ยังมีในประเด็นการสนับสนุนการทำ M&A หรือการควบรวมกิจการ ซึ่งเป็นกลไกที่ทำให้บริษัทจดทะเบียนแข็งแกร่งขึ้น แข่งขันได้ทั่วโลก เพิ่มประสิทธิผล รวมทั้งลดต้นทุนธุรกิจ โดยที่ผ่านมาประเด็นปัญหาที่ทำให้การM&Aยังไม่ได้เกิดขึ้นมากนักคือประเด็นเรื่องภาษี ยกต้วอย่างกรณีที่บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จะ M&A กับบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งจะพบว่ามีบัญชี2 เกิดขึ้นอยู่และการมีบัญชี2อาจหมายถึงการยังไม่ได้เข้ามาอยู่ในระบบของฐานภาษี ซึ่งมีความกังวลในเรื่องของการเสียภาษีย้อนหลังดังนั้นอาจต้องมีการหารือเพื่อขอ นิรโทษกรรมภาษี หรือไม่เสียภาษีย้อนหลังของธุรกรรมM&Aที่เกิดกับบริษัทนอกตลาดที่มีบัญชี 2 และหากมองไปอนาคตข้างหน้าก็จะทำให้ฐานภาษีใหญ่ขึ้นบริษัทที่เคยมีบัญชี 2 ก็จะเข้ามาอยู่ในระบบและทำให้รัฐเก็บภาษีได้มากขึ้นในที่สุด
“ ประเด็นที่มีเรื่องภาษีเข้ามาเกี่ยวข้องตลาดหลักทรัพย์จะต้องหารือกับกระทรวงการคลังก่อน ทั้งเรื่อง LTF-Jump+ คาดว่าจะเกิดขึ้นใน 1-2สัมปดาห์นี้ และ "เบื้องต้นเท่าที่คุยกับ รมว.คลังมาก่อนหน้านี้ โดยหลักการที่ท่านให้มา อะไรที่ไม่ทำให้รายได้ของรัฐลดลง ท่านก็พร้อมสนับสนุนอยู่แล้ว ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่าโครงการนี้จะวิน-วิน กับทุกฝ่าย เพราะภายหลังจากเข้าโครงการนี้ 3 ปี คาดว่า บจ.จะมีกำไรสูงขึ้น ซึ่งในระยะยาวภาครัฐก็จะได้ประโยชน์จากการสามารถจัดเก็บภาษี โดยเฉพาะบริษัทใหม่ๆเข้ามาอยู่ในระบบภาษีได้มากยิ่งขึ้น " นายอัสสเดช กล่าว
ทั้งนี้โครงการJump+ อาจมีความกังวลว่าจะนำไปสู่การกระทำที่ไม่เหมาะสมเช่นใช้เป็นช่องทางในการสร้างราคา ซึ่งอยากจะบอกว่าไม่ต้องกังวล เพราะล่าสุด ทางตลาดหลักทรัพย์ได้ทำMOU กับหน่วยงานตรวจสอบ ทั้งปปง.และก.ล.ต.ในการตรวจสอบเส้นทางเงิน รวมถึงโครงการนี้จะต้องผ่านมติคณะกรรมการ(บอร์ด)ของแต่ละบริษัทมาก่อนอยู่แล้วซึ่งจะถูกล็อกโดยมติคณะกรรมการจึงไม่น่ากังวลและตลาดหลักทรัพย์ก็พร้อมที่จะทำงานหนักเพื่อให้ตลาดทุนไทยมีทั้งความลึกและความกว้างมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น
นายอัสสเดช กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ยังได้หารือกับกระทรวงพาณิชย์รวมถึง ก.ล.ต ด้วย ในประเด็นการซื้อหุ้นคืน (Treasury Stock ) ของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งเป็นประเด็นที่อยู่ภายใต้ พรบ.มหาชน และประเด็นนี้ถ้าเห็นด้วยพร้อมกันก็เพียงแค่ออกประกาศของกระทรวงพาณิชย์ก็ทำได้ ไม่ถึงขั้นต้องแก้ไข พรบ. เพราะมองว่า การทำ Treasury Stock ของบริษัทจดทะเบียนจะเป็น กลไกช่วยให้มูลค่าของกิจการสะท้อนได้อย่างเหมาะสม และทำให้กำไรสุทธิต่อหุ้น(EPS)สูงขึ้นผู้ถือหุ้นมีโอกาสได้รับปันผลมากขึ้น
“ ประเด็นที่ ต้องการการปลดล็อก คือ ระยะเวลาการซื้อหุ้นคืน จากเดิมที่ต้องเว้นวรรค 6 เดือน ในการซื้อหุ้นคืนแต่ละรอบ และระยะเวลาการขายหุ้นซื้อคืนออกที่กำหนดไว้ ซึ่งการหารือจะให้ปลดล็อกส่วนนี้ คือ ไม่ต้องกำหนดขายออกจะขายเมื่อเห็นว่าเหมาะสม ส่วน สัดส่วนการซื้อคืย10%ตามเกณฑ์นั้น ก็จะถูกบังคับด้วยฟรีโฟลตหุ้นจะต้องไม่น้อยกว่า 15% และหากทำโครงการซื้อหุ้นคืนจะต้องไม่กระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ ด้วย “
63% ของ บจ.ทั้งตลาดซื้อ-ขายต่ำกว่ามูลค่าบัญชี
อย่างไรก็ตามในตลาดหุ้นปัจจุบันพบว่าบริษัทจดทะเบียน 826 บริษัท มีมากกว่า 63 % ที่ซื้อขายในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าบัญชี(บุ๊คแวลู) ซึ่งการดำเนินมาตรการต่างๆก็จะสนับสนุนให้บจ.ไทยกลับขึ้นมาสู่ปัจจัยพื้นฐานและสะท้อนความเป็นจริง
นายอัสสเดช กล่าวว่า มาตรการระยะยาว ตลาดหลักทรัพย์มีเป้าหมายชัดเจน - การสนับสนุนให้ไทยเป็น Listing hub แหล่งระดมทุนของบริษัทในภูมิภาคและทั่วโลก เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์การลงทุนที่หลากหลาย สร้างความง่ายในการประกอบธุรกิจ (ease of doing business)
