” บ้านปู ” ปักธงเดินหน้าปรับโมเดลธุรกิจ เป้าปี2030 อีบิทดาจากูรกิจที่ไม่ใช่เหมืองถ่านหินมีสัดส่วนเกิน 50% ทุ่มเงินลงทุนขยายพอร์ตธุกรกิจแก๊สและไฟฟ้า 60% ของเงินลวทุนทั้งหมด 3,000 ล้านเหรียญ ใน5ปี ปีนี้ กลับมามีกำไร!
Categories : Update News, Stock Market
Public : 05/03/2025" บ้านปู " ปักธงเดินหน้าปรับโมเดลธุรกิจ เป้าปี2030 อีบิทดาจาธุรกิจ ที่ไม่ใช่เหมืองถ่านหินมีสัดส่วนเกิน 50% ทุ่มเงินลงทุนขยายพอร์ตธุรกิจแก๊สและไฟฟ้า 60% ของเงินลงทุนทั้งหมด 3,000 ล้านเหรียญ ใน5ปี ปีนี้ กลับมามีกำไร! ทุ่ม 500 ล้านเหรียญลงทุน และซื้อกิจการ เน้นรักษากระแสเงินสด เป็นหัวใจสำคัญ

นายสินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทมีเป้าหมายชัดเจนว่า ในปี2030 โครงสร้างรายได้และอีบิทดาที่จะมาจากธุรกิจที่ไม่ใช่เหมืองถ่านหินจะมีสัดส่วนมากกว่า 50% ของโครงสร้างรวมทั้งหมด และสอดคล้องกับเทรนด์ของโลก และเพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามเป้าหมายการววางแผนในการลงทุนที่ตั้งงบ 5ปี 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ นั้น 60% ของเงินลงทุนจะให้น้ำหนักกับกิจแก๊สและไฟฟ้า ส่วนธุรกิจถ่านหิน 20% และพลังงาน ทางเลือก20%
“ ถือว่า ทางกลุ่มบ้านปูมองขาดกับการปรับโมเดลการทำธุรกิจมาก่อนหน้า จึงทำให้ไม่มีประเด็นเรื่องการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพราะทุกวันนี้ ธนาคารพาณิชย์เองมีการปรับพอร์ตการปล่อยสินเชื่อ ที่มุ่งเน้นสินเชื่อ ที่เป็นมิตรกับโลกซึ่ง บ้านปูเราปรับมาต่อเนื่องและสัดส่วนถ่านหินเริ่มลดลง อีกทั้งเราเน้นเรื่องการบริหารพอร์ตเพื่อสร้างกระแสเงินสด จึงไม่มีปัญหา”
สำหรับการทำธุนกิจปีนี้ ใช้เงินลงทุน 500 ล้านเหรียญขยายธุรกิจต่างๆรวมถึงการเข้า ทำ M&Aด้วย และคาดหวังว่า ปีนี้จะกลับมามีกำไร หรือ อยู่ในภาวะเสมอตัว
“ บริษัทฯวาง 4แนวทางในการทพ ธุรกิจตามกลยุทธ์ Energy Symphonicsประกอบด้วย 1.การดำเนินงานและบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ที่ช่วยเพิ่มกระแสเงินสดและมูลค่าของธุรกิจ เช่น การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI และการลดต้นทุนในธุรกิจเหมือง 2.การบริหารโครงสร้างเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมรักษาระดับหนี้และทุนให้อยู่ในระดับเหมาะสมกับการเติบโตและผลประกอบการที่ดี 3.การบริหารพอร์ตโฟลิโอเชิงกลยุทธ์ โดยเน้นการลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีที่จะมาสร้างคุณค่าให้บริษัทฯ ในระยะยาว เช่น การสร้างการเติบโตของธุรกิจที่ครอบคลุมห่วงโซ่คุณค่าของก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ และ4.การบริหารจัดสรรเงินทุนอย่างมีวินัย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริษัทฯ และผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้น
“เราประเมินกระแสการเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อทิศทางด้านพลังงานของโลกอย่างรอบด้าน รวมถึงนโยบายและแผนพลังงานในประเทศยุทธศาสตร์ ในปีนี้เรามุ่งเน้นการจัดสรรเงินทุนไปยังสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงและการปรับโครงสร้างอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนอย่างสมดุลที่สนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน เราเชื่อมั่นว่ากลยุทธ์ Energy Symphonics จะทำให้บ้านปูเป็นบริษัทพลังงานที่แตกต่างที่เป็นส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและร่วมขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำ ไปพร้อม ๆ กับการสร้างมูลค่าให้แก่ผู้ถือหุ้นได้อย่างยั่งยืน”

นอกจาก 4 แนวทางข้างต้น ในปี 2568 แต่ละธุรกิจเรือธงของบริษัทฯ ให้ความสำคัญต่อการดำเนินตามแผน โดยธุรกิจก๊าซธรรมชาติจะสร้างการเติบโตเชิงกลยุทธ์ทั้งธุรกิจต้นน้ำและกลางน้ำ โดยจัดสรรเงินลงทุนอย่างเหมาะสมตามสถานการณ์ราคาก๊าซ ด้านธุรกิจเหมือง มุ่งผสาน AI และเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดคาร์บอนผ่านการใช้พลังงานหมุนเวียนและระบบการจัดการอัจฉริยะ ในขณะที่ธุรกิจไฟฟ้า ตั้งเป้าลงทุนโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติเพิ่มเติมอีก 1,500 เมกะวัตต์ โดยเฉพาะในประเทศยุทธศาสตร์ และธุรกิจพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีพลังงาน เน้นลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่จะเสริมการทำงานระหว่างระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) และซอฟต์แวร์ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เพื่อสนับสนุนให้พลังงานหมุนเวียนมีความต่อเนื่องยิ่งขึ้น
สำหรับผลประกอบการปี 2567 บริษัทฯ รายงานรายได้จากการขายรวม 5,148 ล้านเหรียญสหรัฐ (**ประมาณ 181,549 ล้านบาท) กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) รวม 1,330 ล้านเหรียญสหรัฐ (**ประมาณ 46,970 ล้านบาท) กำไรจากการดำเนินงาน 83.3 ล้านเหรียญสหรัฐ (**ประมาณ 2,964 ล้านบาท) และผลขาดทุนสุทธิ 23.67 ล้านเหรียญสหรัฐ (**ประมาณ 682.42 ล้านบาท) ซึ่งเป็นผลกระทบจากการด้อยค่าเงินลงทุนจากการขายสัดส่วนการลงทุนโรงไฟฟ้านาโกโซ ในประเทศญี่ปุ่น และการขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐเมื่อเทียบกับเงินบาท โดยมีความคืบหน้าที่สำคัญในปีที่ผ่านมา ได้แก่ การเสนอขายหุ้น IPO ของ BKV Corporation (BKV) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบ้านปูในสหรัฐฯ ในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) การขายสัดส่วนการลงทุนโรงไฟฟ้านาโกโซ ในประเทศญี่ปุ่น การได้รับเงินสนับสนุน (Subsidy) จากกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น (METI) ในการพัฒนาโครงการแบตเตอรี่ฟาร์มแห่งใหม่ 2โครงการ ในญี่ปุ่น ได้แก่ โครงการ Aizu (ไอสึ) และโครงการ Tsuno (ซึโนะ) กำลังการผลิตรวม 208 เมกะวัตต์ชั่วโมง ที่คาดว่าจะสามารถเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ภายในไตรมาส 2/2571 และการพัฒนาโครงการ CCUS ของ BKV ที่ชื่อว่าโครงการ Eagle Ford (อีเกิ้ล ฟอร์ด) ซึ่งคาดว่าจะสามารถกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 90,000 ตันต่อปี และคาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์อย่างสมบูรณ์ในไตรมาส1/2569
