`อินโนเวสท์ เอกซ์` หวั่นนโยบายภาษี`ทรัมป์` ฉุดจีดีพีไทยโต แค่ 2.2% พร้อม หั่นเป้า SET เหลือ 1,350 จุด

Categories : Update News, Stock Market

Public : 01/04/2025

`อินโนเวสท์ เอกซ์` หวั่นนโยบายภาษี`ทรัมป์` ฉุดจีดีพีไทยโต แค่ 2.2% พร้อม หั่นเป้า SET เหลือ 1,350 จุด  ชี้ชัดตลาดหุ้นจะหลุดจากภาวะ bear market ได้ขึ้นอยู่กับ 4ประเด็น  อย่างนี้ส่วนภาวะกระทิงรอกันยาวไปๆไตรมาส2หากรับความเสี่ยงได้แนะลงทุนหุ้น 70-80%   ชู BCH-CPALL-CPF-KTB-TRUE

 

ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์  เปิดเผยถึง มุมมองเศรษฐกิจไทย ภายหลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงว่า จะไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย   อย่างมีนัยสำคัญ แต่ ประเด็นสำคัญกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยคือ  สงครามการค้า  และ ต้องจับนโยบายการขึ้นภาษีของ ทรัมป์ 2.0 ในวันที่ 2 เม.ย.นี้  ถ้หากาสหรัฐจะขึ้นภาษีกับไทย 6% ก็มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะต้องปรับลดจีดีพีไทยในปี2568 ลง  เหลือเพียง 2.2% หรือต่ำกว่า ขึ้นอยู่กับจะเปิดให้มีการเจรจาหรือไม่   และมองว่า   ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)  อาจจะลดดอกเบี้ยลงอีก1ครั้งในปีนี้หลังเซอร์ไพร์สลดไปแล้วที่ผ่านมา

นายสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด  กล่าวว่า  ได้ปรับลดเป้าหมาย SET Index ในปี 68 ลงเหลือ 1,350 จุด จากเดิม 1,550 จุด เนื่องจากแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่เผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกและความไม่แน่นอนด้านภาษีการค้า แต่ Valuation ที่ปรับตัวลงต่ำทำให้เริ่มกลับมาน่าสนใจในแง่มูลค่า โดยมองว่าดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสฟื้นตัวในไตรมาส 2/68 จาก valuation ที่น่าดึงดูด และมาตรการจากภาครัฐ รวมถึงปัจจัยที่ไม่มีการขึ้นอัตราดอกเบี้ย เศรษฐกิจจีนขยายตัว เงินบาทแข็งค่าขึ้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรลดลงโดยไม่คำนึงถึงอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น

 อย่างไรก็ตาม มองว่าวงจรการปรับลดประมาณการ EPS ยังไม่สิ้นสุด แต่อัตราการปรับลดชะลอตัวลง โดยไตรมาส 1/68 ได้ปรับลงบ้างแล้ว ทั้งปียังมีการปรับลงได้อีก สิ่งที่เป็นห่วงที่สุดคือส่งออก ภาคท่องเที่ยว ส่วนเหตุการณ์แผ่นดินไหว มีผลกระทบจำกัด มองแนวรับ 1,100 จุด

 ตลาดหุ้นครึ่งหลังของปีไม่น่าจะดีกว่าครึ่งแรกที่จะมีเม็ดเงินThaiESGXเข้ามาหนุนเพราะยังขาดเม็ดเงินใหม่เข้ามาและตลาดหุ้นไทยจะยังคงอยู่ในภาวพ   bear marketและจะออกจากสถานการณ์ตลาดแบบนี้ได้  จะขึ้นกับ4ประเด็นนี้ คือ 1.ต้องไม่ขึ้นดอกเบี้ย2มบอนด์ยีลต้องลดลง 3.เศรษบกิจจีนดี 4.บาทแข็งค่า ส่วนการก้าวไปสู่ Bull Market นั้นยังต้องใช้เวลาอีกนานสำคัญนักลงทุนและคนไทยจะต้องเชื่อมั่นและกล้าลงทุนมากกว่านี้ จะต้องมีหุ้นไอพีโอที่มีขนาดใหญ่และมีมากกว่า จะต้องมีธุรกิจหรือหุ้นใหม่ ไม่ใช่แบบดั้งเดิมๆและการท่องเที่ยวก็ไม่ได้คาดหวังเฉพาะจากจีนเท่านั้นซึ่งถ้ายังไม่มีประเด็นเหล่านี้ยากมากที่จะหลุดไป Bull Market ส่วนการจัดพอร์ตแนะนำจัดพอร์ตตามความเสี่ยง รับความเสี่ยงได้มาก ลงทุนหุ้น70-80% 

สำหุ้นที่แนะนำให้นักลงทุนเน้นลงทุนในหุ้นคุณภาพสูง มีรายได้หลักจากในประเทศ และได้อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หุ้นเด่นที่แนะนำในไตรมาสนี้ ได้แก่ BCH กลุ่มโรงพยาบาลเชิงรับ พร้อมรายได้จากในประเทศ CPALL, CPF หุ้นบริโภคในประเทศที่ยังมีแนวโน้มฟื้นตัว KTB, TRUE กลุ่มธนาคารและเทคโนโลยีที่มีความแข็งแกร่ง ที่จะช่วยลดแรงเสียดทานจากปัจจับภายนอก

 

 ส่วนการลงทุนต่างประเทศ พร้อมแนะนำลงทุนในตลาดจีนและ Emerging Markets ที่ได้รับแรงหนุนจากนโยบายภาครัฐ โดยเน้นไปที่บริษัทที่มีเงินปันผลสูง มีสัดส่วนรายได้ภายในประเทศสูงและมีลักษณะเชิงรับ

   

ขณะที่ ดร.รัฐศรัณย์ ธนไพศาลกิจ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงาน Wealth Products & Strategy บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด กล่าวกว่า ไตรมาส 2/68 ตลาดการลงทุนยังเผชิญความผันผวนสูงจากมาตรการภาษี Reciprocal Tariffs ของสหรัฐฯ ที่อาจกระทบเงินเฟ้อและเศรษฐกิจโลก แม้ภาคเทคโนโลยียังมีแนวโน้มแข็งแกร่ง แต่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ อาจถูกกดดันจากความเสี่ยงเรื่องเศรษฐกิจถดถอยที่เพิ่มสูงขึ้นจากสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรง

ทำให้แนะนำปรับลดสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เนื่องจากมีความน่าสนใจลดลง และมีความเห็นเป็นกลางกับหุ้นไทยแต่เริ่มมอง downside จำกัดและมีโอกาสฟื้นตัวได้ระยะสั้น

 ขณะเดียวกันมีมุมมองด้านบวกสำหรับตลาดจีน โดยเฉพาะหุ้น A-Shares เนื่องจากได้รับแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐและการหันกลับมาสนับสนุนภาคเอกชน และสำหรับตลาดเวียดนามจากประเด็นโอกาสการยกระดับตลาดหุ้นขึ้นสู่ Emerging market พร้อมแนะนำกระจายพอร์ตสู่สินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ตราสารหนี้ ซึ่งมีแนวโน้มให้ผลตอบแทนที่มั่นคงในภาวะความผันผวนสูง

 

ทั้งนี้ หุ้นเชิงรับ (Defensive Stocks) อย่าง Healthcare และ Utility คาดว่าจะยังคงให้ผลตอบแทนดีกว่าหุ้นเติบโต (Growth Stocks) โดยนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงสามารถพิจารณากองทุนตราสารหนี้ เช่น UGIS-N ควบคู่กับกองทุนหุ้นต่างประเทศ อย่างหุ้นจีน A-Sharesกองทุน KFCSI300-A และหุ้นเวียดนาม กองทุน PRINCIPAL VNEQ-Aรวมถึงกองทุนหุ้นเชิงรับอย่าง LHHEALTH-A ซึ่งเน้นกลุ่ม Healthcare เพื่อสร้างสมดุลพอร์ตในภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่แน่นอน