เปิดใจ”อัสสเดช คงสิริ” ตัดสินใจนำ3มาตรการพยุงตลาดหุ้น!! หวังหุ้นเดือนพ.ค.ดูดีขึ้นมีสภาพคล่องจาก3ช่องทางไหลเข้า !!
Categories : Update News, Stock Market
Public : 09/04/2025เปิดใจ "อัสสเดช คงสิริ" งัด 3 มาตรการรับแรงกระแทก"สงครามการค้า"รอติดตาม การประกาศสู้ขึ้นภาษีระหว่างสหรัฐ/จีน 104% ทำตลาดหุ้นโลกป่วน แค่ไหน !!ก่อนตัดสินใจเลิกหรือใช้ต่อ!! ชี้ยังมีไม้เด็ด ขยับ "เซอร์กิตเบรกเกอร์"หากตลาดทุนยังปั่นป่วนจากการขึ้นภาษีศุลกากรของสหรัฐ !! หวังหุ้นเดือนพ.ค.ดูดีขึ้นมีสภาพคล่องจาก3ช่องทางไหลเข้า !!
เผลอแปปเดียว "คุณอัสสเดช คงสิริ"ก็เข้ามานั่งในตำแหน่งกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ (ตลท) เป็นเวลา 8 เดือนแล้ว!!! และคงต้องบอกเป็น 8 เดือนที่ท้าทายเพราะมีปัจจัยเสี่ยง มากมายกระทบการลงทุน โดยเฉพาะ นโยบายทรัมป์ 2.0 และยังเป็นนโยบายที่ไม่นิ่ง ชักเข้าชักออก ได้ตลอดเวลา!!!
หากจะดูผลงานช่วง 8 เดือนจาก ตัวเลขดัชนี และภาวะของตลาดรวม ถือว่าไม่เป็นธรรม !!! แต่ถ้าดูจากความตั้งใจ ความกล้าตัดสินใจ และทันกับสถานการณ์ ก็ต้องบอกว่า" คุณอัสสเดช คงสิริ" มีความกล้า ตัดสินใจเร็ว และช่วยทำให้ตลาดหุ้นไทยไม่ดิ่งเหว ลึกนัก !!! ในวันที่ 8 เมษายน สงคราการค้าและไทยต้องเจอภาษีศุลกากรจากสหรัฐในอัตรา36 %
"อัสสเดช กล่าวว่า ในช่วงเสา-อาทิตย์ที่สหรัฐประกาศเก็บภาษีศุลกรกรกับทุกๆประเทศที่เกินดุลสหรัฐในอัตราที่แตกต่างกันไป ประเทศไทยเจอ 36% ซึ่งผลทำให้ตลาดหุ้นทั่งโลกปั่นป่วนดิ่งแรง หุ้นไทยอยู่ในช่วงวันหยุด แต่ผมก็ได้เกาะติดสถานการณ์ต่างๆตลอดเวลา
และในเช้าวันจันทร์ซึ่งเป็นวันหยุดชดเชย ผมเรียกประชุมผู้บริหารตลาดทั้งหมดเพื่อประเมินผลกระทบ และให้นำเครื่องมือของตลาดหลักทรัพย์ที่มีและเป็นอำนาจของตลาดหลักทรัพย์ที่จะดำเนินการได้ มาพิจารณาร่วมกันว่า เราจะทำอย่างไรเพื่อรับมือกับตลาดหุ้นที่ทำการในวันถัดไป เมื่อทราบข้อมูลและรู้ว่าเรามีเครื่องมืออะไรที่จะดำเนินการและนำมาใช้ได้ ก็มีการเรียกประชุมบอร์ดนัดพิเศษ !!!ในช่วงบ่ายเพื่อขออนุมัติในการนำ 3 มาตรการเพื่อดูแลการซื้อขายชั่วคราว!!! ระหว่างวันที่ 8-11เมษายน 2568

คุณอัสสเดช กล่าวว่า หากดูผลของการนำ 3มาตรการมาใช้ในวันที่ 8 เมษายน ถือว่า มีผลที่ดีเพราะ พบว่าหุ้นในกลุ่ม SET 100 มีหุ้นแค่ 2 บริษัทเท่านั้น ที่แตะระดับฟลอร์ (Floor) ซึ่ง แปลความได้ว่าศักยภาพของราคาหุ้นไทยยังอยู่ในจุดที่ดีอยู่ แม้ตลาดโดยรวมจะลดลงไป 4.5% แต่หุ้นใน SET100 ที่มีมาร์เก็ตแคปรวม 80-90% ของตลาดรวม แตะระดับ Floor แค่ 2 บริษัทและไม่ได้ปิดตลาดที่ Floor ด้วย ส่วนหุ้นใหญ่ก็ไม่มีตัวไหนลงมาแตะเลย ส่วนในทางกลับกันหากไม่มีมาตรการจะเป็นอย่างไรก็คาดเดาลำบาก แต่ก็อาจลงแค่นี้เหมือนกันซึ่งก็ต้องเป็นประเด็นที่ต้องวิเคราะห์กันและสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
สำหรับ มาตรการห้ามขายชอร์ต (Short sell) นั้น ส่วนตัวตอบยังไม่ได้ชัดเจนว่าช่วยตลาดได้แค่ไหน แต่หลักการณ์ที่ต้องใช้เพราะไม่อยากให้ตลาดปรับตัวลดลงเร็วจนเกินไป จึงได้ดึงอำนาจนี้มาใช้ โดยมีการวิเคราะห์ระหว่างฝ่ายจัดการและคณะกรรมการ ตลท.มาช่วยวิเคราะห์และพิจารณา ซึ่งคิดว่าการใช้ในช่วง 4 วันนี้ค่อนข้างเหมาะสมมาก แต่ในอนาคตหากสภาวะตลาดหุ้นกลับมาปกติมองว่าการ Short sell ก็เป็นประโยชน์ที่ตลาดหุ้นไทยควรจะมี
คุณอัสเดช กล่าวว่า เมื่อครบกำหนดระยะเวลาจะยกเลิกทันทีไหม ก็ขอดูผลและวิเคราะห็ผลกระทบจากกรณีที่จีนประกาศขึ้นภาษีสู้สหรัฐและสหรัฐประกาศขึ้นภาษีนำเข้าจีนเป็น104%ก่อนว่าจะส่งผลให้ตลาดทุนปั่นป่วนอย่างไร และยังมีความจำเป็นต้องยืดการใช้มาตการออกไปไหม !!!
นอกจากนี้หากสถานการณ์และความปั่นป่วนยังรุนแรง เครื่องมือที่ตลาดหลักทรัพย์ยังมีให้นำมาใช้รองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นก็ยังพอมี โดยเฉพาะ "เซอร์กิตเบรกเกอร์" ที่ยอมรับว่าในการประชุมร่วมก่อนเคาะ3มาตรการก็มีการพิจารณาเรื่องการนำเซอรกิตเบรกเกอร์แต่ก็ได้ความเห็นตรงกันว่า ระดับที่นำามาใช้ในช่วงโควิด19ถือว่ามีประสิทธิภาพ ดังนั้นจึงยังไม่นำเรื่องนี้เข้ามาดูแลตลาดหุ้น

" ยอมรับว่าการนำมาตรการมาใช้ในวันที่ 8 เมษายนดูแลตลาดหุ้นได้ดีและถ้าหากดูสัดส่วนและแรงขายจะพบว่า สถาบันถือผู้ที่ขายหนัก จึงได้ สอบถามไปยังนางชวินดา หาญรัตนกูล ในฐานะบริษัทจัดการกองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง หรือ VAYU1 แล้ว ซึ่งได้รับการยืนยันว่าไม่มีการขายหุ้นออกมา และด้วยกฏ ACR (Asset Coverage Raio) โดยระดับที่กองทุนต้องรักษาก่อนจะถูกบังคับขายจริงๆยังอยู่อีกห่างไกลหรือตลาดต้องลดลงไปถึง 20% จากวันนี้ถึงจะเริ่มมีผลกระทบ จึงอยากให้ความมั่นใจว่าวันนี้กองทุนวายุภักษ์ไม่มีการขายออกมาและยังมีเงินเหลือเฟือที่จะต้องเริ่มซื้อด้วย"
หวังเดือนพฤษภาคมมี 3 เม็ดเงินใหม่-Jump+ ตัวช่วยตลาดหุ้นไทยคุณอัสเดช กว่าวว่า หากมองไปข้างหน้าโดยเฉพาะเดือพฤษภาคมก็คาดหวังว่าตลาดหุ้นไทยจะดูดีขึ้นเพราะจะมีเม็ดเงินใหม่ จากกองทุน ThaiESGX ที่คาดกันว่า 3-4 หมื่นล้านบาทไหลเข้ามาลงทุน รวมถึงเงินของกองทุนวายุภักษ์1ที่ยังเหลืออีกหลาบหมื่นล้าน และยังมีเม็ดเงินปันผลที่บจใจ่ายกับผู้ถือหุ้นที่จะเป็นสภาพคล่องใหม่ให้กับผู้ลงทุนที่อาจมีบางส่วนที่ไหลเข้ามาลงทุนบ้าง!!!
ทั้งนี้บจ.ไทยถือว่าจ่ายปันผลในอัตราที่ดีมาก โดยปี2566จากตัวเลขการเปิดเผยของตลาดหลักทรัพย์ บจ.ทั้งSETและmaiจ่ายปันผล5.9แสนล้านบาท
นอกจากนี้ยัคาดหวังว่าโครงการ Jump+ จะเป็นโครงการที่ไดัรับความสนใจจากบริษัทจดทะเบียนและจะช่วยให้มีการเติบโตในอนาคต ขณะนี้ยังรอสิทธิพิเศษทางภาษีจากรัฐก็เข้าใจได้กับสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น รวมถึงได้รับสนับสนุนจากกองทุน CMDF ซึ้งจะนำมาช่วย ในโครงการนี้ด้วย
ขณะที่โครงการซื้อหุ้นของ บจ.ยังเกิดขึ้นต่อเนื่องแต่ หากมีบริษัทที่ประกาศซื้อหุ้นคืนแต่เมื่อประเมินผลกระทบจากสงครามการค้าและอยากถือสภาพคล่องไว้รองรับกับสถานการณ์ก็เกิดขึ้นได้ที่จะมีการเปลี่ยนใจได้
สำหรับผลกระทบระยะยาวจาก สงครามการค้าและการขึ้นภาษีของสหรัฐกับไทยที่ระดั บ36%จะกระทบกำไรบจ.อย่างไรยังต้องวิเคราะห์แต่ถ้าดูจากตัวเลขกำไรที่กระทบทางตรงจะมี2% สำหรับหุ้นส่งออก แต่ถ้ารวมๆทางอ้อมต้องรอ เพราะบางครั้งก็มีโอกาสและมีบริษัทที่ได้รับอานิสงส์ ด้วย
ด้านนายรองรักษ์ พนาปวุฒิกุล รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกฎหมายและ บริหารกิจกรรมเพื่อสังคม ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่ายอมรับว่าในช่วงวันจันทร์ที่ผ่านมามีการพิจารณาเรื่องการปรับลดระดับเซอร์กิตเบรกเกอร์มาเป็น 5% จากเดิมที่เริ่มต้น 8% หยุดพักการซื้อขาย 30 นาที,15% หยุดพักการซื้อขาย 30 นาที และ 20% หยุดพักการซื้อขาย 60 นาที แต่ยังไม่ได้นำมาเลือกใช้ เนื่องจากมองว่าการใช้มาตรการ Ceiling & Floor ที่ระดับ 15% น่าจะเพียงพอ
นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงาน วางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่านับตั้งแต่วันที่ 2 เม.ย.-8 เม.ย.2568 หุ้นไทยปรับตัวลงไป 8.4% จากผลกระทบมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯที่ประกาศออกมา ซึ่งถือว่าไม่สะเทือนมาก เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นเวียดนามที่ติดลบ 14% ส่วนประเทศที่ไม่ค้าขายกับประเทศสหรัฐฯก็อาจจะปรับตัวลงน้อย ซึ่งตอนนี้ก็ยังต้องติดตามดูมาตรการภาษีฯของทรัมป์ต่อไป

สำหรับภาวะตลาดหลักทรัพย์ฯเดือนมี.ค.68 SET Index ปิดที่ 1,158.09 จุด ปรับลดลง 3.8% จากเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นการปรับลดลงมากกว่าตลาดหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ในภูมิภาค ส่งผลให้ตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 31 มี.ค.68 SET Index ปรับลดลง 17.3% ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงต่อเนื่อง และปริมาณการซื้อขายในช่วงปลายเดือนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นผลจากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐประกาศมาตรการเก็บภาษีอย่างต่อเนื่อง
รวมถึงผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งรุนแรง แต่หากพิจารณาเปรียบเทียบกับภัยธรรมชาติในอดีตทั้งสึนามิปี 47 และน้ำท่วมปี 54 แม้ว่ามีผลกระทบต่อจิตวิทยาผู้ลงทุนและเศรษฐกิจโดยรวม แต่ผลกระทบเหล่านี้มักเป็นระยะสั้นและมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้หากดูในโครงสร้างของบจ..ในตลาดหุ้นที่มีการส่งออกนั้นมีรายได้จากการส่งออกในสัดส่วน36%ของตลาดหุ้นรวมทั้งหมด มากสุดคือกลุ่มอิเลต รองมาคือคือ เกษตรและอาหาร ซึ่งหลังจากนี้ก็จะต้องรอดู ส่วนการท่องเที่ยวนั้น น่าจะดีขึ้นหลังหายตกใจแผ่นดินไหว

