ฟิทช์ คงอันดับเครดิต BAFS ที่ BBB(tha) แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ
Categories : Update News, Stock Market
Public : 11/04/2025บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศคงอันดับเครดิตภายในประเทศ (National Rating) ระยะยาวของบริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (บริษัทฯ หรือ BAFS) ที่ 'BBB(tha)' อันดับเครดิตภายในประเทศระยะสั้นที่ 'F3(tha)' และอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนที่ 'BB+(tha)' แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ ในขณะเดียวกัน ฟิทช์ได้ประกาศจัดอันดับเครดิต ให้แก่หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิและไม่มีหลักประกันที่จะเสนอขายของ BAFS จำนวน 1 พันล้านบาท ที่ 'BBB(tha)'
ฟิทช์คาดว่าอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA Net Leverage) ของ BAFS จะปรับตัวลดลงต่ำกว่า 7.0 เท่าภายในปี 2568 โดย (ปี 2567: 7.7 เท่า) ซึ่งเป็นระดับเกณฑ์ที่ หากอยู่ในระดับสูงกว่าเกณฑ์ดังกล่าว ฟิทช์อาจจะพิจารณาปรับลดอันดับเครดิต การลดลงของอัตราส่วนหนี้สิน จะได้รับการสนับสนุนจากการฟื้นตัวของรายได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากการเติบโตของปริมาณการเติมน้ำมันอากาศยานท่ามกลางการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวในประเทศไทยและการเพิ่มจำนวนของฝูงบิน
หุ้นกู้ที่เสนอขายดังกล่าวมีอันดับเครดิตอยู่ในระดับเดียวกันกับอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของ BAFS เนื่องจากมีสถานะเท่าเทียมกับหนี้ไม่มีหลักประกันและไม่ด้อยสิทธิของบริษัท
ปัจจัยที่มีผลต่ออันดับเครดิต
ส่วนต่างอัตราส่วนหนี้สินเทียบกับเกณฑ์อันดับเครดิตที่ต่ำ ค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนที่สูงขึ้น: ฟิทช์คาดการณ์ว่าอัตราส่วน EBITDA Net Leverage ของ BAFS จะปรับตัวลดลง แต่ความสามารถในการรองรับหนี้สินเพิ่มเติมโดยไม่กระทบต่ออันดับเครดิตจะยังคงอยู่ในระดับต่ำ ค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนของ BAFS มีแนวโน้มที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 1.1 พันล้านบาทในปี 2568 และ 900 ล้านบาทในปี 2569 (2567: 453 ล้านบาท) ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ในการก่อสร้างท่อเชื่อมต่อ และการปรับปรุงประสิทธิภาพธุรกิจเติมน้ำมันเพื่ออากาศยาน กระแสเงินสดสุทธิของ BAFS น่าจะกลับมาติดลบชั่วคราวในปี 2568 (2567: กระแสเงินสดสุทธิเป็นบวก 98 ล้านบาท) เนื่องจากค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนที่สูงก่อนที่จะกลับมาบวกในปี 2569 เมื่อค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนค่อยๆลดลง
การเติบโตของกำไร: กำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ของ BAFS ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 1.4 พันล้านบาทในปี 2567 (2566: 1.1 พันล้านบาท) จากการฟื้นตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศไทย ที่เพิ่มขึ้นเป็น 35 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 89 ของระดับก่อนการแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส อย่างไรก็ตาม EBITDA ในปี 2567 ต่ำกว่าที่ฟิทช์คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้เนื่องจากปริมาณการเติมเชื้อเพลิงฟื้นตัวช้ากว่าจำนวนนักท่องเที่ยว เนื่องจากข้อจำกัดของจำนวนเครื่องบิน ซึ่งยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าร้อยละ 80 ของระดับก่อนการระบาดของโคโรน่าไวรัส
ฟิทช์คาดว่า EBITDA ของ BAFS จะฟื้นตัวต่อเนื่องไปถึงระดับประมาณ 1.6 พันล้านบาทในปี 2568 และ 1.7 พันล้านบาทในปี 2569 ฟิทช์คาดว่าปริมาณการเติมน้ำมันอากาศยานของ BAFS จะฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ระดับร้อยละ 88 ของระดับก่อนการแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัสในปี 2568 และประมาณร้อยละ 92 ในปี 2569 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากการวางแผนขยายฝูงบินของสายการบินในประเทศไทยเพื่อตอบสนองความต้องการ จากการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศไทย สายการบินในไทยมีแผนที่จะเพิ่มขนาดฝูงบินให้ไปอยู่ในระดับร้อยละ 95-97 ของระดับก่อนการแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัสภายในปี 2569
สัดส่วนรายได้จากธุรกิจขนส่งน้ำมันทางท่อยังคงอยู่ในระดับต่ำ: สัดส่วนรายได้จาก บริษัท บาฟส์ขนส่งน้ำมันทางท่อ จำกัด หรือ BPT ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ BAFS น่าจะยังคงอยู่ในระดับต่ำที่ประมาณร้อยละ 12 ในปี 2568 เนื่องจากปริมาณขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นจะถูกลดทอนด้วยส่วนลดค่าบริการที่เพิ่มขึ้น ฟิทช์คาดว่า BPT จะยังคงให้ส่วนลดค่าบริการต่อไปเพื่อเป็นแรงจูงใจให้บริษัทน้ำมันเปลี่ยนมาใช้บริการท่อส่งน้ำมันแทนการขนส่งด้วยรถบรรทุกในช่วงแรก ฟิทช์คาดว่า BPT จะเริ่มปรับส่วนลดให้น้อยลง เมื่อบริษัทฯ มีส่วนแบ่งการตลาดประมาณร้อยละ 60 ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นหลังจากโครงการเชื่อมต่อท่อขนส่งน้ำมัน เริ่มดำเนินการในปี 2570
สถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่งในธุรกิจเติมน้ำมันอากาศยาน: BAFS เป็นผู้ให้บริการคลังเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน (Depot Service) และเครือข่ายท่อจ่ายน้ำมันอากาศยาน (Hydrant Pipeline Network) แต่เพียงรายเดียว และเป็นผู้ให้บริการหลักในการเติมน้ำมันอากาศยาน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นท่าอากาศยานนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย รวมถึงเป็นผู้ให้บริการเติมน้ำมันอากาศยานแต่เพียงรายเดียว ณ ท่าอากาศยานดอนเมือง ซึ่งเป็นท่าอากาศยานนานาชาติที่รองรับสายการบินต้นทุนต่ำ
บริษัทฯ ได้รับการต่ออายุสัญญาบริการเติมน้ำมันที่ท่าอากาศยานสมุย สุโขทัย และตราดเป็นเวลา 25 ปี ตั้งแต่ปี 2568 ถึง 2592 การแข่งขันมีจำกัดเนื่องจากต้องได้รับสัมปทานจากผู้ดำเนินการท่าอากาศยานเพื่อให้บริการเติมน้ำมันอากาศยาน
ความเสี่ยงต่อความผันผวนของราคาน้ำมันที่จำกัด: BAFS ไม่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมัน เนื่องจาก BAFS จะเรียกเก็บเฉพาะค่าบริการเติมน้ำมันจากบริษัทน้ำมันเท่านั้น (โดยบริษัทน้ำมันเป็นผู้ขายน้ำมันให้แก่สายการบิน) นอกจากนี้ ต้นทุนหลักของ BAFS เป็นค่าสัมปทานซึ่งเป็นอัตราที่ตกลงกันก่อนตามสัญญา ทำให้อัตราส่วนความสามารถในการทำกำไรของ BAFS ค่อนข้างคงที่ อีกทั้งธุรกิจเติมน้ำมันอากาศยานเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันจำกัด เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ต้องได้รับสัมปทานในการดำเนินธุรกิจ
รายได้ที่สม่ำเสมอจากธุรกิจพลังงานหมุนเวียน: การขยายธุรกิจไปยังธุรกิจพลังงานหมุนเวียนของ BAFS น่าจะช่วยสนับสนุนสถานะทางธุรกิจในระยะกลางด้วยกระแสเงินสดที่คงที่ แต่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากความแปรผันของแหล่งพลังงาน โครงการพลังงานหมุนเวียนได้รับประโยชน์จากสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวที่มีอายุเฉลี่ย 20-25 ปี และคู่สัญญาที่แข็งแกร่ง เช่น การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและโครงการพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาร่วมกับบริษัท โกลบอล คอนซูเมอร์ จำกัด (มหาชน) ฟิทช์คาดว่าธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์จะสร้างรายได้ที่สม่ำเสมออยู่ที่ระดับประมาณ 280-290 ล้านบาทต่อปีให้แก่ BAFS
หุ้นกู้ด้อยสิทธิ: หุ้นกู้ด้อยสิทธิของ BAFS มีอันดับเครดิตต่ำกว่าอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของ BAFS ที่ 2 อันดับ เพื่อสะท้อนถึงสถานะด้อยสิทธิซึ่งมีแนวโน้มที่จะต้องรองรับผลขาดทุนที่สูงกว่าปกติ เมื่อเทียบกับหนี้อื่นๆ ของบริษัทฯ โดยหุ้นกู้ด้อยสิทธิดังกล่าวมีส่วนของหนี้ที่คิดเป็นทุน (Equity Credit) ร้อยละ 50 ตามหลักเกณฑ์การจัดอันดับเครดิตของฟิทช์ โดยลักษณะที่คล้ายทุนของหุ้นกู้ด้อยสิทธิดังกล่าวประกอบด้วย สถานะด้อยสิทธิเป็นอย่างมาก การมีระยะเวลาไถ่ถอนที่น่าจะเป็น (Effective Maturity) คงเหลือมากกว่า 5 ปี สิทธิของผู้ออกหุ้นกู้ในการเลื่อนการชำระดอกเบี้ย และการกำหนดเหตุผิดนัดมีจำกัด ส่วนของหนี้ที่คิดเป็นทุนถูกจำกัดที่ร้อยละ 50 เนื่องจากดอกเบี้ยที่มีการเลื่อนการชำระจะต้องมีการสะสมเอาไว้ชำระภายหน้า
สภาพคล่อง
BAFS มีส่วนของหนี้สินจำนวน 1.9 พันล้านบาทที่จะครบกำหนดชำระในปี 2568 ซึ่งประกอบด้วยเงินกู้ระยะสั้นจำนวน 700 ล้านบาทและเงินกู้ระยะยาวที่ครบกำหนดชำระจำนวน 1.2 พันล้านบาท ซึ่งน่าจะได้รับการชำระจากเงินสด (ตามคำจำกัดความของฟิทช์) จำนวน 708 ล้านบาท วงเงินสินเชื่อที่ยังไม่ได้เบิกถอนจำนวน 560 ล้านบาท และแผนการออกหุ้นกู้จำนวน 1.0 พันล้านบาทในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 นอกจากนี้ สภาพคล่องยังได้รับการสนับสนุนจากการเข้าถึงแหล่งเงินกู้จากธนาคารและตลาดตราสารหนี้จากสถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง
ลักษณะธุรกิจ
BAFS เป็นผู้ให้บริการคลังเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน และเครือข่ายท่อจ่ายน้ำมันอากาศยาน และเป็นผู้ให้บริการหลักในการเติมน้ำมันอากาศยาน ณ ท่าอากาศยานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย 2 แห่ง BAFS มีบริษัทย่อยที่ BAFS ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 75.85 ซึ่งเป็นผู้ให้บริการขนส่งน้ำมันทางท่อ จากคลังน้ำมันบางจากไปยังท่าอากาศยานทั้ง 2 แห่ง และเป็นเจ้าของระบบท่อขนส่งน้ำมันไปยังภาคเหนือระบบแรกของประเทศไทย นอกจากนี้ BAFS ยังมีโครงการโรงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ที่มีกำลังผลิตรวม 36 เมกะวัตต์ในประเทศไทยและ 13 เมกะวัตต์ในประเทศญี่ปุ่น
