โครงการไฟฟ้าหมุนเวียน 5,200 MW กระทบค่าไฟคนไทยอีก 25 ปี ?

Categories : Update News, Energy

Public : 22/04/2025

ประเด็นการเซ็นสัญญาโครงการไฟฟ้าหมุนเวียน 5,200 KM ที่ผ่านมา เต็มไปด้วยคำถาม มากมาย ทั้งเรื่องความโปร่งใส สัญญาเอื้อนายทุน ราคาพลังงานหมุนเวียนที่เป็นราคาที่เป็นธรรมหรือไม่ รวมถึงเชื่อมโยงผูกพันไปถึงผลกระทบประชาชนที่จะต้องทนแบกรับต้นทุนภาระค่าไฟฟ้าที่สูงกว่า 1 แสนล้านบาท ตลอดอายุสัญญา 25 ปีจริงหรือไม่

ท่ามกลางกระแสโลกที่มุ่งสู่พลังงานสะอาด ประเทศไทยเองก็เดินหน้าเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง   หนึ่งในดีลสำคัญที่ถูกจับตามองคือ โครงการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนรอบแรก ขนาด 5,200 เมกะวัตต์ ซึ่งมีไทม์ไลน์ที่ซับซ้อนและเต็มไปด้วยเงื่อนปมที่น่าสนใจ

จุดเริ่มต้นเมื่อปี 2565: คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ประกาศเปิดโครงการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน รอบแรก 5,203 เมกะวัตต์ ใช้รูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) ที่จะกำหนดอัตรารับซื้อคงที่ตลอดอายุโครงการ ใช้แต่จะใช้หลักเกณฑ์การคัดเลือกที่พิจารณาถึงความพร้อมทั้งด้านราคา คุณสมบัติ และเทคนิคร่วมกัน โดยไม่ใช้วิธีการแข่งขันทางด้านราคา (Competitive Bidding)

เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2566 ประกาศผล มีผู้ผ่านคัดเลือก 175 โครงการ รวม 4,852.26 MW พบว่ากลุ่ม GULF ได้รับการคัดเลือกสูงสุดถึง 34 โครงการ รวมกำลังการผลิต1,891.89 MW (เกือบ 39%) ครอบคลุมพลังงานแสงอาทิตย์ ลม และชีวภาพ รองลงมาก็เป็นกลุ่มของ GUNKUL ได้ 382.7 MW คิดเป็น 17.15%

หลังจากการประกาศผลผู้ผ่านการคัดเลือก ปรากฏว่ามีผู้ที่ไม่ได้รับการคัดเลือกยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง โดยมองว่ากระบวนการคัดเลือกอาจไม่โปร่งใสหรือไม่เป็นธรรม การฟ้องร้องดังกล่าวส่งผลให้การลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ต้องหยุดชะงักลงชั่วคราว สร้างความไม่แน่นอนให้กับโครงการ

จนกระทั่งศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษายกฟ้องทุกกรณีที่เกี่ยวข้องกับการประมูลครั้งนี้ คำตัดสินดังกล่าวถือเป็นการเปิดทางให้การลงนามในสัญญาสามารถเดินหน้าต่อไปได้

เมื่ออุปสรรคทางกฎหมายถูกปลดล็อก หน่วยงานการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง (กฟผ., กฟภ., กฟน.) จึงเริ่มเร่งดำเนินการตามขั้นตอนการลงนามสัญญา โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ต้องลงนามในสัญญาภายใน 2 ปี นับจากวันที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา ซึ่งสัญญาในส่วนของพลังงานแสงอาทิตย์มีกำหนดเส้นตายภายในวันที่ 18 เมษายน 2568 ส่วนพลังงานลมภายในปี 2569

 

มีเสียงท้วงติงจากฝ่ายค้าน นายศุภโชติ ไชยสัจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จากพรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงความกังวลอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งข้อสังเกตถึงความโปร่งใสของกระบวนการคัดเลือก และผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าของประชาชนในระยะยาว โดยอ้างว่าอัตราการรับซื้อไฟฟ้าที่กำหนดไว้อาจสูงเกินความจำเป็น และอาจเป็นภาระให้กับผู้บริโภค 1 แสนล้านบาท ระยะยาวถึง 25 ปี

 

ในขณะที่ฝ่ายค้านตั้งคำถาม รัฐบาลโดย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ออกมายืนยันถึงความโปร่งใสของกระบวนการ และชี้แจงว่าสัญญาที่ลงนามไปแล้วบางส่วน ได้มีการเพิ่มเงื่อนไขตามข้อเสนอแนะของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยระบุว่า หากพบปัญหาทางกฎหมายหรือความไม่ถูกต้องในภายหลัง ก็สามารถยกเลิกสัญญาได้ทันทีโดยไม่ต้องรอจนครบกำหนดสัญญา 25 ปี

ส่วนสัญญาที่เหลือ รัฐบาลยังได้แสดงท่าทีว่าจะพิจารณาและตรวจสอบสัญญาที่เหลืออย่างรอบคอบ โดยเฉพาะในส่วนของโครงการพลังงานลมที่จะครบกำหนดการลงนามในปี 2569 เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินการเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง

 ทำไมดีลซื้อไฟไฟ้าหมุนเวียนอาจทำให้ค่าไฟแพงขึ้น?
แม้การส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนจะเป็นเรื่องดีในระยะยาว แต่หลายฝ่ายกังวลว่าโครงการรับซื้อไฟของรัฐอาจทำให้ค่าไฟสูงขึ้นในอนาคต เพราะ...

    1. ราคารับซื้อสูงเกินจริง
      รัฐกำหนดราคารับซื้อไฟจากพลังงานหมุนเวียนแบบ "คงที่" นาน 20-25 ปี เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ (โซล่าร์)ไทยรับซื้อที่ 2.17 บาท/หน่วย ขณะที่อินเดียแค่ 1.44 บาท ทั้งที่ต้นทุนจริงลดลงเรื่อย ๆ ตามเทคโนโลยี

    2. ไม่มีการแข่งขันราคา
      รัฐใช้วิธี “คัดเลือก” แทนการเปิดประมูล ทำให้ไม่ได้ราคาที่ดีที่สุด และอาจเอื้อเอกชนรายใหญ่บางราย

    3. ซื้อไฟเกินความจำเป็น
      ไทยมีไฟฟ้าสำรองสูงถึง 36% แต่ยังเดินหน้าซื้อเพิ่มแบบล็อกราคาไว้ยาวนาน ทำให้แม้ไฟราคาถูกลง ก็ยังต้องจ่ายราคาเดิม

    4. ตลาดไฟฟ้าไม่เสรี
      ผู้ติดตั้งโซลาร์รูฟขายไฟตรงให้ผู้ใช้ไม่ได้ เพราะรัฐยังผูกขาดการซื้อไฟ ส่งผลให้ไม่มีการแข่งขัน ราคาจึงไม่ลง

ในขณะที่มีหลายฝ่ายก็ยังสงสัยกับประเด็นเค้กก้อนใหญ่ของโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน คือเงินอุดหนุนจากรัฐบาลที่จ่ายให้กับโครงการซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ทั้งในรูปแบบ Adder และ FiT ตั้งแต่ปี 2550-2568 ที่ส่งผ่านมาในค่า Ft รวม 462,477 ล้านบาท    หรือหากดูเฉพาะค่า FiT  ตั้งแต่ปี 2557 จะพบว่า คนไทยต้องจ่ายค่า FiT ในบิลค่าไฟไปแล้ว เป็นจำนวน126,331.47 ล้านบาท

จากฐานข้อมูลของ กกพ. ณ วันที่ 5 มีนาคม 2568 ระบุว่า ยังมีโรงไฟฟ้า SPP ที่ได้รับค่า Adder จำนวน 22 โครงการ ขณะที่ VSPP มีจำนวน 520 โครงการ และได้รับค่า FiT อีก 372 โครงการ

 

ล่าสุด นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน( สนพ.) ออกมาชี้แจงว่า การรับซื้อไฟฟ้าหมุนเวียน 5,200 MW ไม่ทำให้ค่าไฟแพง แต่กลับช่วยลดต้นทุนค่าไฟลงปีละกว่า 4,500 ล้านบาท เพราะต้นทุนเฉลี่ยเพียง 2.7 บาท/หน่วย ต่ำกว่าค่าไฟขายส่งปัจจุบัน

 

แม้ว่าโครงการรับซื้อไฟฟ้าหมุนเวียน 5,200 MW คือก้าวสำคัญของไทยสู่พลังงานสะอาด แต่ขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยคำถาม ทั้งเรื่องความโปร่งใส และราคาที่ต้องจ่าย จะกลายเป็นภาระแฝงต้นทุนค่าไฟฟ้าให้ประชาชนต้องแบกรับค่าไฟแพงไปอีกยาวนาน 25 ปี จริงไหม ยังต้องติดตามกันต่อไป

                                                                      -------------------------

 

ข้อมูล

ปัญหาของโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ปี 2565-2573 : https://justpow.co/article-re-biglot/

ลดค่าไฟ อย่าตัดแค่ค่า Adder/FiT : https://justpow.co/article-electric-bill/

จากพลังงานสะอาดสู่ภาระค่าไฟ: จับตาดีลพลังงานหมุนเวียน 19 เมษานี้ https://www.the101.world/deal-energy-electricity-cost/

ประกาศ กกพ., มติ กพช., มติ กบง. และรายงานข่าวที่เกี่ยวข้อง