ทริสเรทติ้ง กดจีดีพีไทยปี68โต1.8% จากเดิม 2.8% รับผลกระทบของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ

Categories : Update News, Stock Market, Economy

Public : 23/04/2025

ทริสเรทติ้ง ประเมิน เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเติบโตชะลอลงมาอยู่ที่ 1.8% ในปี 2568จากเดิม 2.8%  ผลกระทบของมาตรการภาษนำเข้าของสหรัฐฯ

 

สรุปประเด็นสำคัญ

ทริสเรทติ้งปรับลดคาดการณ์การเติบโตของ GDP ของไทยในปี 2568 จาก 2.8% เป็น 1.8%พื่อสะท้อนผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ
ภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทยผ่านดุลการค้าที่ปรับลดลงเนื่องจากสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของไทย การนำเข้าสินค้าของไทยจะยังขยายตัวได้จากการที่ประเทศคู่ค้าของสหรัฐฯ รายอื่นพยายามหาตลาดใหม่เพื่อทดแทนการส่งออกไปสหรัฐ
ผลกระทบทางอ้อมคือจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง โดยเฉพาะจากประเทศจีน การลงทุนภาคเอกชนที่ล่าช้า และการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอตัว

ความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ จะทำให้การเติบโตของ GDP ของไทยชะลอตัวลงในปี 2568

โดยรวมแล้วทริสเรทติ้งได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของ GDP ไทยในปี 2568 ลงเหลือ 1.8% จากการคาดการณ์ครั้งก่อนหน้าที่ 2.8% (ตารางที่ 1) หลังจากพิจารณาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ภายใต้สมมติฐานในกรณีฐาน (Baseline Assumption) การเจรจากับสหรัฐฯ ในช่วงพักการเก็บภาษีแบบตอบโต้เป็นเวลา 90 วัน น่าจะทำให้อัตราภาษีแบบตอบโต้ที่ประกาศโดยรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับลดลงจากที่ประกาศไว้เดิมที่ 36% ได้ในระดับหนึ่ง แม้ว่าอัตราภาษีอาจจะต่ำลง แต่ปัจจัยดังกล่าวจะยังมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญโดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 สำหรับความเสี่ยงเชิงลบ ทริสเรทติ้งมีสมมติฐานว่าการกำหนดภาษีตอบโต้ 36% ของสหรัฐ ถือเป็นฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด (Worst-case Scenario) ซึ่งจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น ทั้งนี้ การกำหนดภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ จะมีผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อเศรษฐกิจไทย

ตารางที่ 1: ประมาณการ GDP และองค์ประกอบ

เครื่องชี้เศรษฐกิจที่สำคัญ

2562

2563

2564

2565

2566

2567

2568F*

 อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (% จากปีก่อน)

2.1

-6.1

1.6

2.6

2.0

2.5

1.8 (2.8)  

    การบริโภคภาคเอกชน

4.0

-0.8

0.6

6.2

6.9

4.4

3.1 (3.4)  

    การอุปโภคภาครัฐ

1.6

1.4

3.7

0.1

-4.7

2.5

2.5

    การลงทุนภาคเอกชน

2.6

-8.1

2.9

4.6

3.1

-1.6

2.6 (3.0)

    การลงทุนภาครัฐ

0.1

5.2

3.5

-3.9

-4.2

4.8

3.7

    ปริมาณการส่งออก    (สินค้าและบริการ)

-3.0

-19.7

11.1

6.2

2.4

7.8

0.9 (3.1)  

    ปริมาณการนำเข้า    (สินค้าและบริการ)

-5.2

-13.9

17.8

3.4

-2.5

6.3

1.3 (2.5)

   จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ    (ล้านคน)

39.9

6.7

0.4

11.2

28.1

35.5

36.0 (38.2)

ที่มา: สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และประมาณการโดยทริสเรทติ้ง

หมายเหตุ: * ประมาณการครั้งก่อน ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 ในวงเล็บ

รูปที่ 1: ประเทศปลายทางการส่งออกในปี 2567 (% ของมูลค่าการส่งออก)

ผลกระทบโดยตรง: ภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ มีแนวโน้มทำให้ดุลการค้าของไทยปรับลดลง

ภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะทำให้การส่งออกสินค้าของไทยหดตัเนื่องจากสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของไทย คิดเป็นประมาณ 18% ของตลาดส่งออกรวมในปี 2567 (รูปที่ 1) สินค้าส่งออกที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุดจากภาษีนำเข้าของสหรัฐ ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ และสินค้าเกษตร นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะลดการเติบโตของปริมาการค้าโลก โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ในประเด็นนี้ เราวิเคราะห์จากเหตุการณ์สงครามการค้าที่เกิดขึ้นในปี 2561-2562 ซึ่งส่งผลให้การเติบโตของปริมาณการค้าโลกชะลอตัวลงอย่างมาก โดยลดลงเหลือ 0.2% ในปี 2562 จาก 3.8% ในปี 2561 จากการประเมินผลกระทบทางการค้า ทริสเรทติ้งได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการของไทยจาก 3.1% เป็น 0.9% ในปี 2568

เนื่องจากการนำเข้าวัตถุดิบ สินค้าขั้นกลาง และสินค้าทุน คิดเป็น 80% ของมูลค่าการนำเข้าสินค้าทั้งหมดในปี 2567 ทริสเรทติ้งคาดว่าการนำเข้าสินค้าทั้งหมดจะชะลอตัวลงตามการหดตัวของการส่งออกสินค้า อย่างไรก็ตาม ขนาดของการลดลงของการนำเข้าสินค้ามีแนวโน้มที่จะน้อยกว่าการส่งออกสินค้า เนื่องจากประเทศไทยอาจมีความพยายามเพิ่มการนำเข้าจากสหรัฐฯ เพื่อลดการเกินดุล

ในส่วนของกลยุทธ์การเจรจา รัฐบาลไทยเสนอที่จะนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquefied Natural Gas -- LNG) ข้าวโพด กากถั่วเหลือง รถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องบินจากสหรัฐฯ ในอนาคต การนำเข้าสินค้าราคาถูกจากจีนอาจหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศในอาเซียนรวมถึงประเทศไทยหลังจากที่สหรัฐฯ ใช้ภาษีนำเข้าที่สูงมากกับจีน การนำเข้าจากจีนคิดเป็นสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุดถึง 26% ของการนำเข้าทั้งหมดของไทยในปี 2567 โดยเครื่องจักรไฟฟ้าและชิ้นส่วนและเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนเป็นหมวดหมู่สินค้าที่มีการนำเข้าสูงสุด ราคานำเข้าที่ต่ำลงอาจนำไปสู่อัตราเงินเฟ้อของไทยที่ลดลง ในขณะที่การนำเข้าที่มากขึ้นอาจส่งผลให้ภาคการผลิตของไทยเผชิญกับแรงกดดันจากการแข่งขันเพิ่มขึ้น เมื่อพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นเหล่านี้ ทริสเรทติ้งได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของปริมาณการนำเข้าสินค้าและบริการจาก 2.5% เป็น 1.3% ในปี 2568

รูปที่ 2: จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ผลกระทบทางอ้อม: จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง การลงทุนภาคเอกชนที่ล่าช้า และการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอตัว

ผลกระทบทางอ้อมจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ มีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยเช่นกัน ผ่านปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักสามประการ

ประการแรก ทริสเรทติ้งปรับลดการคาดการณ์จำนวนของนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้จาก 38.2 ล้านคนเป็น 36.0 ล้านคนากตัวเลขนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ฟื้นตัวช้าเป็นหลัก แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวประเทศอื่น เฉลี่ยต่อเดือนในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2568 จะสูงกว่าตัวเลขในปี 2562และช่วง 3 เดือนแรกของปี 2562 แล้วก็ตาม แต่การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวชาวจีนในช่วงเวลาเดียวกันยังคงล่าช้า       (รูปที่ 2) จำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ลดลงในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2568 เกิดจากความกังวลด้านความปลอดภัย ภายหลังเหตุการณ์ลักพาตัวนักแสดงชาวจีนในเดือนมกราคมและการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเดือนกุมภาพันธ์ ในอนาคต ทริสเรทติ้งคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนจะยังคงลดลงตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนที่จะได้รับผลกระทบเพิ่มเติมจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ สำหรับนักท่องเที่ยวประเทศอื่นๆ คาดว่าการฟื้นตัวจะค่อยเป็นค่อยไปมากกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ เนื่องจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะนำไปสู่การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ดังนั้นการเติบโตของการส่งออกบริการจะต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้

รูปที่ 3: ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ (BSI) 3 เดือนข้างหน้า

รูปที่ 4: ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค

ที่มา: ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

ที่มา: มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

ประการที่สอง ทริสเรทติ้งคาดว่าการลงทุนภาคเอกชนจะเติบโต 2.6% ในปี 2568 ช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ 3.0% เนื่องจากความล่าช้าของการลงทุนภาคเอกชนที่อาจเกิดขึ้นในวงกว้าง ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น นักลงทุนมีแนวโน้มที่จะรอดูผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ก่อนตัดสินใจลงทุนใหม่ ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกก็อาจส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนเช่นกัน ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่คาดการณ์ไว้สำหรับสามเดือนข้างหน้าลดลงเหลือ 50.7 ในเดือนมีนาคม สะท้อนถึงความไม่แน่นอนของนโยบายดังกล่าว (รูปที่ 3)

ประการที่สาม ทริสเรทติ้งได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของการบริโภคภาคเอกชนในปี 2568 จาก 3.4% เป็น 3.1% ตามรายรับจากการส่งออกที่ลดลงและการลงทุนภาคเอกชนที่น่าจะเบิกจ่ายได้ล่าช้า เนื่องจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคยังปรับลดลงตามความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงเหลือ 56.7 ในเดือนมีนาคม สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลงในช่วงที่มีความไม่แน่นอนสูง (รูปที่ 4) อย่างไรก็ตาม ทริสเรทติ้งคาดว่ารัฐบาลจะยังคงสนับสนุนการบริโภคภาคเอกชนผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงเวลาที่มีความท้าทายเช่นนี้ โดยในกรณีที่เลวร้ายที่สุด รัฐบาลอาจจำเป็นต้องขยายระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP เกินกว่า 70% เพื่อสนับสนุนทั้งการบริโภคภาคเอกชนและกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ ทั้งนี้ในช่วงวิกฤต COVID-19 รัฐบาลได้สนับสนุนเศรษฐกิจผ่านทั้งโครงการช่วยบรรเทาและฟื้นฟูเพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

เศรษฐกิจไทยกำลังจะเผชิญกับช่วงเวลาที่ความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้น

ในอนาคต ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ จะยังอยู่ในระดับสูง ในขณะที่ประเทศต่าง ๆ เข้าสู่การเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งผลลัพธ์นั้นยากที่จะคาดเดา นอกจากนี้ แรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่อาจเกิดขึ้นจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ อาจทำให้การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในสหรัฐฯ ล่าช้า ส่งผลให้ภาวะการเงินทั่วโลกอาจตึงตัวกว่าที่คาดไว้ นอกเหนือจากการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ก็ยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจโลกซึ่งอาจทำให้ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก ต้นทุนพลังงานเพิ่มสูงขึ้น และภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว นอกจากนี้ การดำเนินนโยบายการเงินที่ยังมีความไม่แน่นอนของประเทศเศรษฐกิจหลักก็อาจนำไปสู่ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและตลาดทุนทั่วโลก