ลงทุน ThaiESGX วันนี้ !!ลุ้นผลตอบแทนเลข2หลัก!!! 19บลจ.ส่ง 37 กองทุน เข้าร่วม Thai ESGX ให้เลือกช้อป เปิดขาย 2 พ.ค.นี้ คาดดึงเม็ดเงินใหม่ไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท และเงินจากการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF เดิมอีกกว่า 1.5 แสนล้าน ด้านกระทรวงการคลังยอมเจ็บ เงินรายได้จากภาษีหาย . 4-5 หมื่นล้าน .
Categories : Update News, Stock Market, Wealth
Public : 28/04/2025ลงทุน ThaiESGX วันนี้!!ลุ้นผลตอบแทนเลข 2หลัก!!! หุ้นไทยลงลึกดันอัตราผลตอบแทนเงินปันผลพุ่งโด่งเกิน 4.5% มองไปข้างหน้าเป็นจังหวะเหมาะเข้าลงทุน ถือเป็นโอกาสทอง การลงทุน 19บลจ.ส่ง 37 กองทุน เข้าร่วม Thai ESGX ให้เลือกช้อป เปิดขาย 2 พ.ค.นี้ คาดดึงเม็ดเงินใหม่ไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท และเงินจากการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF เดิมอีกกว่า 1.5 แสนล้าน ด้านกระทรวงการคลังยอมเจ็บ เงินรายได้จากภาษีหาย . 4-5 หมื่นล้าน .
เมื่อวันที่ 28 เมษายน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนและกระทรวงการคลังร่วมแถลงข่าวการเปิดตัว กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืนแบบพิเศษ (Thai ESGX) อย่างเป็นทางการ

ยอมเจ็บรัฐสูญภาษีรายได้ 4-5หมื่นล้าน
นายวโรทัย โกศลพิศิษฐ์กุล ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง กล่าวว่าภายหลังการทยอยขายหน่วยลงทุนของกองทุน LTF ในช่วงต้นปี 68 ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย จึงมีการเสนอมาตรการภาษีเพื่อรักษาเสถียรภาพ ยกระดับการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสนับสนุนการลงทุนในหุ้นกลุ่มความยั่งยืน (ESG)
โดยแบ่งเป็น 2 แนวทางสำหรับเงินลงทุนใหม่และเงินลงทุนเดิม คือ 1.การลดหย่อนภาษีสำหรับการซื้อหน่วยลงทุนในกองทุน Thai ESGX และ 2.การลดหย่อนภาษีสำหรับการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนจากกองทุน LTF เป็นกองทุน Thai ESGX ซึ่งมาตรการดังกล่าวนี้ จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการลงทุน เพิ่มจำนวนนักลงทุนที่ตระหนักถึงความยั่งยืน รวมถึงเพิ่มสัดส่วนของนักลงทุนสถาบันที่เน้นการลงทุนในธุรกิจที่มีเป้าหมายด้านความยั่งยืน ตลอดจนผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ปรับธุรกิจสู่ความยั่งยืนในระยะยาว
อย่างไรก็ตามกระทรวงการคลังคาดว่าการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกับกองทุน Thai ESGX ครั้งนี้ จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีรวมประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นจากสิทธิเงินลงทุนใหม่ประมาณ 20,000 ล้านบาท และในส่วนจากการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF ไป Thai ESGX อีกประมาณ 20,000-30,000 ล้านบาท
โอกาสทอง!ลงทุนวันนี้ได้ทั้งสิทธิทางภาษีและผลตอบแทน
นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า กองทุน Thai ESGX จะเริ่มเปิดเสนอขายพร้อมกันตั้งแต่วันที่ 2 พ.ค.68 และรองรับการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนจากกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ได้ตั้งแต่วันที่ 13 พ.ค.68 โดยมีกำหนดการเปิดเสนอขายช่วงเวลา 2 เดือน (ตั้งแต่วันที่ 2 พ.ค.- 30 มิ.ย.68) ตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด
ทั้งนี้ปัจจุบัน ก.ล.ต.ได้ออกหลักเกณฑ์รองรับจัดตั้งและจัดการ Thai ESGX เรียบร้อยแล้ว ซึ่งขณะนี้มีกองทุน Thai ESGX รวม 37 กองทุน จากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) 19 แห่ง ที่อยู่ระหว่างพิจารณาคำขออนุมัติจัดตั้งกองทุน จากปัจจุบันที่มีกองทุน LTF จำนวนรวม 80 กอง จาก บลจ.ราว 20 แห่ง และมีผู้ลงทุนรวมประมาณ 4-5 แสนราย
ขณะที่ความคาดหวังเม็ดเงินจากเงินลงทุนในกองทุน Thai ESGX ในครั้งนี้นั้น แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่
1.เม็ดเงินใหม่ ซึ่งคาดว่าจะไม่ต่ำกว่ากองทุน TESG เดิมที่เฉลี่ยประมาณ 10,000 ล้านบาทต่อเดือน
2.เม็ดเงินจากการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนจากกองทุน LTF เดิม ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่ารวมประมาณ 150,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันมีนักลงทุนที่ลงทุนในกอง LTFประมาณ 4แสนคน
อย่างไรก็ตามหากมีการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนทั้งหมดคาดว่าจะหนุนเม็ดเงินเข้ามาในตลาดทุนกว่า 150,000 ล้านบาท
“ก.ล.ต. เชื่อมั่นว่า Thai ESGX จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการส่งเสริมให้ภาคธุรกิจดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและส่งเสริมเป้าหมายด้านความยั่งยืนของประเทศ พร้อมทั้งสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนลงทุนระยะยาวผ่านตลาดทุน ซึ่งที่ผ่านมา ก.ล.ต. ได้เร่งดำเนินการปรับปรุงหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ บลจ. สามารถยื่นขอจัดตั้งและอนุมัติได้ตามช่วงเวลาที่วางไว้ พร้อมทั้งประสานความร่วมมือกับสมาคม บลจ. และ บลจ. รวมทั้งกลุ่มตลาดหลักทรัพย์ฯเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ถือหน่วยลงทุน LTF สามารถตรวจสอบหน่วยลงทุน LTF ทั้งหมดที่ตนเองถือครองอยู่ได้ เนื่องจากตามเงื่อนไขในการรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจะต้องสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF ไป Thai ESGX ให้ครบทุกกองทุนและทุก บลจ.” นางพรอนงค์ กล่าว
ตลท.คาดเบรกแรงขาย LTF ได้แน่นอน
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่าคาดว่ากองทุน Thai ESGX จะช่วยหนุนตลาดหุ้นไทยใน 2-3 ปัจจัย ได้แก่
1.ช่วยลดแรงขายของกองทุน LTF เดิมที่มีอยู่ราว 1.5 - 1.6 แสนล้านบาทให้น้อยลง และคาดหวังจะมีการโยกเม็ดเงินไปกองทุน Thai ESGX จำนวนมาก
2.คาดจะมีเม็ดเงินใหม่ที่เข้ามาลงทุนในตลาดมากขึ้น ซึ่งไม่เฉพาะแต่ตลาดหุ้นอย่างเดียว
โดย ตลท.มีความพร้อมในการให้บริการข้อมูล LTF แก่ผู้ลงทุนผ่านเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยจะสามารถดูภาพรวมการถือครองหน่วยลงทุน LTF ทั้งหมดของตนเองจากทุก บลจ.ได้ในที่เดียว ทำให้สามารถตรวจสอบข้อมูลและพิจารณาตัดสินใจสับเปลี่ยนจากกองทุน LTF เป็น Thai ESGX เพื่อสิทธิลดหย่อนทางภาษีได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยสามารถดูข้อมูลได้ตั้งแต่วันที่ 2 พ.ค.68 เป็นต้นไป ทางเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ฯ www.set.or.th/ltf

นอกจากนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯยังมีแผนต่อยอดความร่วมมือกับสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (บลจ.) ขยายบริการเรียกดูข้อมูลให้ครอบคลุมกองทุนลดหย่อนภาษีประเภทอื่น ๆ อาทิ RMF, SSF และ Thai ESG เพื่อความสะดวกแก่ผู้ลงทุนในการตรวจสอบและบริหารจัดการลงทุนมากยิ่งขึ้น
19 บลจ. เตรียมออกอีก 37 กองทุนรองรับ ลุ้นรับผลตอบแทนเลข2หลัก
นายธีรนาถ รุจิเมธาภาส กรรมการสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) ในฐานะตัวแทนบริษัทจัดการลงทุนในประเทศไทย กล่าวว่าสำหรับ Thai ESGX นั้น บลจ. 19 แห่ง ได้เตรียมพร้อมนำเสนอ 37 กองทุน ซึ่งผู้สนใจสามารถลงทุนได้ตั้งแต่วันที่ 2 พ.ค.68 หรือแจ้งความประสงค์สับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF ที่มีอยู่ทั้งหมด ทุกกองทุน ได้ตั้งแต่วันที่ 13 พ.ค.68 โดยสามารถลงทุนและสับเปลี่ยนได้ภายในเดือนมิ.ย.68 เท่านั้น พร้อมตั้งเป้าหมายในการระดมเงินลงทุนในกองทุน Thai ESGX ไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท
นอกจากนี้มองว่าปัจจุบันภาวะตลาดหุ้นไทยสะท้อนความเสี่ยงไปพอสมควรแล้ว หลังปัจจุบัน P/E ratio ตกไปต่ำกว่า -2 S.D. ซึ่งคาดว่าจะสามารถให้ผลตอบแทนในระดับ 2 หลักได้ หากค่า P/E ratio กลับไปที่ระดับเดิม ส่วนการลงทุนระยะยาวเชื่อว่าจะได้รับผลตอบแทนที่ดีอยู่แล้ว โดยเฉพาะเชื่อมั่นว่าบริษัทที่ดำเนินธุรกิจอิงกับ ESG จะเติบโตมากกว่าบริษัททั่วๆไป อีกทั้งการที่ดัชนีตลาดหุ้นลงมา ดันให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลพุ่งขึ้นสู่ระดับ 4.5% จากเดิมที่ตลาดหุ้นไทยมีจุดเด่นเรื่องอัตราเงินปันผลอยู่แล้ว และถือว่าเป็นตลาดที่ให้ผลตอบแทนเงินปันผลสูงที่สุด
อย่างไรก็ตามการมีกองทุน Thai ESG ระยะยาวจะเป็นเรื่องดีเพราะจะกระตุ้นและสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนในความสำคัญในประเด็นนี้มากขึ้น ซึ่งหากดูตัวเลขจากเดิมที่ตลาดหลักทรัพย์ทำในเรื่องของ ESGเริ่มต้นมี บจ .เข้ามาอยู่ในดัชนีนี้เพียง 200บริษัทแต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นมากว่า 400บริษัทแลัวซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีที่จะต้องสนับสนุนในเรื่องนี้ต่อไป
