กนง.หั่นดอกเบี้ย 0.25% จาก 2% เป็น 1.75% มีผลทันที ห่วงสงครามการค้าฉุดจีดีพี
Categories : Update News, Finance
Public : 01/05/2025กนง. มีมติ 5:2 ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก 2% เป็น 1.75% มีผลทันที ห่วงนโยบายการค้าสหรัฐฯ กระทบเศรษฐกิจ พร้อมปรับมุมมองอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ปี 68 เหลือ 2% หากสงครามการค้ารุนแรงยืดเยื้อส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงในระดับที่ต่ำลง จีดีพีอาจจะเติบโตเหลือ 1.3% ย้ำการลดดอกเบี้ยครั้งนี้เป็นนโยบายผ่อนคลายไม่ใช่วัฏจักรดอกเบี้ยขาลง
นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย และ เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการฯ มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก 2.00% เป็น 1.75% ต่อปี โดยให้มีผลทันที ทั้งนี้ 2 เสียง เห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดย กนง.มองสถานการณ์นโยบายการค้าสหรัฐฯ และการตอบโต้ของประเทศเศรษฐกิจหลักจะ นำไปสู่การปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจ การเงิน และการค้าโลกอย่างมีนัย โดยในปัจจุบันยังอยู่ในระยะเริ่มต้นที่ความไม่แน่นอนสูงมาก เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มปรับลดลง สถานการณ์มีแนวโน้มยืดเยื้อและผลกระทบจะทอดยาวไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการค้าการผลิตโลกที่ทำให้ประสิทธิภาพลดลงในระยะยาว ทั้งนี้ นโยบายการค้าโลกของประเทศเศรษฐกิจหลักในอนาคตยังคาดเดาได้ยาก ส่งผลต่อการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในระยะต่อไป
เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มปรับลดลงและ มีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นจากนโยบายการค้าโลกและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มลดลงต่ำกว่า กรอบเป้าหมายจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ ด้านภาวะการเงินโดยรวมยังตึงตัว
ดังนั้น กนง.ประเมินภาพเศรษฐกิจภายใต้หลายฉากทัศน์ ตัวอย่างเช่น ฉากทัศน์ที่การเจรจาทางการค้ามีความยืดเยื้อและภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ใกล้เคียงกับอัตราปัจจุบัน (reference scenario) อาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในปี 2568 ขยายตัวประมาณ 2.0% และฉากทัศน์ที่สงครามการค้ารุนแรงมากและภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ อยู่ใน อัตราที่สูง (alternative scenario) อาจทำให้เศรษฐกิจไทยในปี 2568 ขยายตัวประมาณ 1.3%
การปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ (30 เม.ย)เป็นการปรับลดลงต่อเนื่อง 2 ครั้งในปีนี้ แต่ กนง.ไม่ได้ประเมินว่าเป็นการเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ย ขาลง (Easing Cycle) เพราะวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงจะเกิดขึ้นเมื่อเศรษฐกิจลดลงรุนแรงและต้องลดดอกเบี้ยนโยบายลงต่อเนื่อง เหมือนที่เคยเกิดขึ้นตอนวิกฤตการเงินโลกในอดีตหรือในช่วงโควิด-19 ที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยเคยลดลงต่ำสุดไปอยู่ที่ 0.5% ในครั้งนี้ผล กระทบต่อเศรษฐกิจไทยจากนโยบายภาษีสหรัฐฯใน รอบนี้ไม่ได้เท่าโควิด-19 และไม่ได้กระทบวงกว้าง อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลงจึงไม่ใช่ Easing Cycle แต่เป็นการเปลี่ยนมุมมองของ กนง. มาสู่การดำเนินนโยบายผ่อนคลายลงเพื่อให้เหมาะสมกับเศรษฐกิจ
ส่วนกรณี Moody's ปรับมุมมอง Outlook ไทยเป็น Negative เป็นความกังวล ของ Moody's เรื่องภาวะเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัว ได้ช้าและเรื่องของภาระหนี้ภาครัฐที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสิ่งที่การดำเนินนโยบายต้องให้น้ำหนักในเรื่องนี้มากขึ้นในระยะข้างหน้า อย่างไรก็ตาม Moody's ยังไม่ได้มีการปรับลดอันดับเรตติ้งของประเทศไทย สำหรับผลกระทบจากกรณีที่อันดับเรตติ้งของประเทศถูกปรับ จะมีผลต่อต้นทุนในการระดมทุนของภาคธุรกิจ แต่ในขณะนี้ยังไม่เห็นผลกระทบเรื่องนี้ เช่นเดียวกับเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เห็นผลกระทบว่าทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่ามากนัก อย่างไรก็ดีเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องมองถึงผลระยะยาวและมองถึงการดำเนินนโยบายที่ต้องมุ่งเน้นการ สร้างรายได้สร้างประสิทธิภาพ และคำนึงถึงประสิทธิผลของการดำเนินนโยบาย
"ต่อให้ Moody's จะเตือนหรือไม่เตือนก็ต้องมีการระมัดระวังการใช้พื้นที่ทางการคลังและทางการเงินอยู่แล้วภายใต้ภาวะปัจจุบันที่มีความไม่แน่นอน ยกตัวอย่างเช่น การลงทุนภาคเอกชนที่อาจจะลดลงไปจากสงครามการค้า ซึ่งสิ่งที่จะมาทดแทนได้คือการลงทุนของภาครัฐเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งนโยบายที่ควรทำคือ นโยบายที่สามารถสร้างรายได้ระยะยาวมากกว่าการกระตุ้น" .
