ทริสเรทติ้งคงเครดิตPTGที่BBB+ชี้การใช้PT Max Card ยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในกลยุทธ์เพื่อเพิ่มยอดขายและรักษาฐานลูกค้า การรุกธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมันสร้างมาร์จิ้นให้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เติบโตอย่างมีนัยสำคัญคาดว่า EBITDA โดยรวมของบริษัทจะอยู่ในช่วง 6.4-7.2 พันล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2568-2570

Categories : Update News, Stock Market

Public : 01/05/2025

ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กร “บ. พีทีจี เอ็นเนอยี” ที่ “BBB+” แนวโน้ม “Stable” ชี้การเติบโตยังแข็งแกร่ง ผ่านการให้ สิทธิเศษแก่สมาชิก PT Max Card ของบริษัทยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในกลยุทธ์เพื่อเพิ่มยอดขายและรักษาฐานลูกค้า การรุกธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมันสร้างมาร์จิ้นให้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เติบโตอย่างมีนัยสำคัญที่ 29% ส่งผลให้สัดส่วนการมีส่วนร่วมของธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมันต่อผลประกอบการโดยรวมของบริษัทเพิ่มขึ้น โดยคิดเป็น 8% ของรายได้รวม และ 25% ของกำไรขั้นต้นรวมในปี 2567 เทียบกับ 7% และ 21% ตามลำดับในปีที่ผ่านมา พร้อม คาดว่า EBITDA โดยรวมของบริษัทจะอยู่ในช่วง 6.4-7.2 พันล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2568-2570

ทริสเรทติ้งคง

อันดับเครดิตองค์กรของ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) ที่ระดับ “BBB+” ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่”  อันดับเครดิตสะท้อนถึงความแข็งแกร่งทางธุรกิจของบริษัทที่มีเครือข่ายสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงที่ครอบคลุมทั่วประเทศ และส่วนแบ่งตลาดค้าปลีกน้ำมันในประเทศไทยที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความพยายามในการขยายธุรกิจไปยังกลุ่มที่ไม่ใช่น้ำมัน  และการใช้ประโยชน์จากโปรแกรมสิทธิพิเศษแก่สมาชิกเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตและการเสนอขายข้ามกลุ่มผลิตภัณฑ์

อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตก็มีข้อจำกัดจากการลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อขยายธุรกิจ และต้นทุนในการเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด ซึ่งส่งผลให้การเติบโตของกำไรต่ำกว่ายอดขาย นอกจากนี้ อันดับเครดิตยังพิจารณาถึงความเสี่ยงจากการแทรกแซงด้านราคาจากภาครัฐ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อค่าการตลาดน้ำมันในภาพรวมของอุตสาหกรรมด้วย

ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต

ส่วนแบ่งตลาดน้ำมันได้รับแรงขับเคลื่อนจากโปรแกรมสิทธิพิเศษแก่สมาชิก

ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันผ่านเครือข่ายสถานีบริการของบริษัทเติบโตขึ้น 13% ในปี 2567 สูงกว่าการเติบโตของอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ที่ 2% ในช่วงเวลาเดียวกัน ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดน้ำมันค้าปลีกของบริษัทในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากประมาณ 20% ในปีที่ผ่านมา เป็น 22% ในปี 2567 ปัจจัยหลักที่สนับสนุนการเพิ่มขึ้นของส่วนแบ่งตลาดคือการเติบโตของยอดขายจากสาขาเดิมที่แข็งแกร่ง แม้ว่าบริษัทจะขยายสาขาใหม่ไม่มากนัก โดยมีการเปิดสถานีบริการน้ำมันเพิ่มขึ้น 28 แห่ง ส่งผลให้จำนวนสถานีบริการรวมอยู่ที่ 2,229 แห่ง ณ สิ้นปี 2567

โปรแกรมสิทธิเศษแก่สมาชิก PT Max Card ของบริษัทยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในกลยุทธ์เพื่อเพิ่มยอดขายและรักษาฐานลูกค้า นอกจากนี้ การเปิดตัวโปรแกรมสมาชิกแบบมีค่าใช้จ่าย PT Max Card Plus ในปี 2564 ยังมีส่วนช่วยในการขยายฐานลูกค้าของบริษัท และเพิ่มสามารถในการดึงส่วนแบ่งตลาดจากคู่แข่ง ทั้งในกลุ่มธุรกิจน้ำมันและไม่ใช่น้ำมัน ซึ่งเห็นได้จากการเติบโตอย่างมากในช่วงปี 2566-2567 โปรแกรมนี้ใช้กลยุทธ์มอบส่วนลดเพื่อจูงใจให้ลูกค้าทดลองใช้สินค้าและบริการหลากหลายในระบบนิเวศของบริษัท ส่งผลให้ปริมาณยอดขายเพิ่มขึ้น บริษัทคาดว่าโปรแกรมสิทธิพิเศษเหล่านี้จะยังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตหลักในอนาคต อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของกลยุทธ์นี้ในการรักษาฐานลูกค้าในระยะยาว รวมถึงผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรโดยรวมยังคงต้องติดตามต่อไป

การขยายธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมันอย่างต่อเนื่อง

บริษัทมุ่งเน้นการขยายธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมันในเชิงรุก โดยในปี 2567 รายได้จากธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) เติบโตอย่างมีนัยสำคัญที่ 29% ส่งผลให้สัดส่วนการมีส่วนร่วมของธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมันต่อผลประกอบการโดยรวมของบริษัทเพิ่มขึ้น โดยคิดเป็น 8% ของรายได้รวม และ 25% ของกำไรขั้นต้นรวมในปี 2567 เทียบกับ 7% และ 21% ตามลำดับในปีที่ผ่านมา ธุรกิจหลักในกลุ่มที่ไม่ใช่น้ำมันของบริษัท ได้แก่ ธุรกิจจำหน่ายก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ร้านกาแฟพันธุ์ไทย ร้านสะดวกซื้อ Max Mart และบริการดูแลรถยนต์ Autobacs

ธุรกิจร้านกาแฟของบริษัทเติบโตอย่างมาก โดยมีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 83% ในปี 2567 การเติบโตนี้ได้รับแรงสนับสนุนจากการขยายจำนวนสาขาร้านกาแฟพันธุ์ไทยเพิ่มขึ้น 53% ส่งผลให้จำนวนร้านรวมเพิ่มเป็น 1,347 ร้าน ณ สิ้นปี 2567 ทริสเรทติ้งประมาณการว่าบริษัทจะเปิดร้านกาแฟเพิ่มปีละ 400 สาขาในช่วงปี 2568-2569 และอีก 270 สาขาในปี 2570 นอกจากนี้ บริษัทยังขยายสาขาร้าน Max Mart และ Autobacs โดยเพิ่มขึ้น 29 และ 49 สาขาตามลำดับในปี 2567 โดย Max Mart มีอัตราการเติบโตของยอดขายเล็กน้อยที่ 1% ขณะที่ Autobacs มียอดขายถึง 77% ในช่วงเวลาเดียวกัน

อัตรากำไรอ่อนตัวลง

บริษัทมี EBITDA เติบโตขึ้น 7% เป็น 6.1 พันล้านบาทในปี 2567 โดยการเติบโตดังกล่าวมาจากการเพิ่มขึ้นของยอดขายทั้งในกลุ่มธุรกิจน้ำมันและธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน อย่างไรก็ตาม อัตราการเติบโตของ EBITDA ต่ำกว่าการเติบโตของปริมาณการขายน้ำมัน โดยมีสาเหตุหลักมาจากกำไรขั้นต้นต่อลิตรของธุรกิจน้ำมันที่ลดลง และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้นจากการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องของบริษัท

คาดว่ากำไรจะเติบโตขึ้นแต่อัตรากำไรจะยังถูกกดดัน

ทริสเรทติ้งคาดว่าปริมาณการขายน้ำมันรวมของบริษัทจะเติบโตขึ้น 6% ในปี 2568 และเพิ่มขึ้น 3% ต่อปีในช่วงปี 2569-2570 โดยพิจารณาจากแนวโน้มการเติบโตของปริมาณการขายน้ำมันในอุตสาหกรรมซึ่งคาดว่าจะอยู่ในระดับต่ำ และการแข่งขันที่คาดว่าจะรุนแรงขึ้นในตลาดค้าปลีกน้ำมันในการป้องกันหรือชิงคืนส่วนแบ่งตลาด ทั้งนี้ ด้วยราคาน้ำมันที่คาดว่าจะอยู่ในระดับต่ำกว่าปีที่ผ่านมา แรงกดดันจากนโยบายภาครัฐที่ส่งผลกระทบต่อกำไรต่อลิตรน่าจะลดลง อย่างไรก็ตาม ภายใต้สมมติฐานพื้นฐานของทริสเรทติ้ง ซึ่งพิจารณาถึงการใช้กลยุทธ์มอบส่วนลดให้สมาชิกแบบมีค่าใช้จ่ายเป็นกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จึงคาดว่ากำไรขั้นต้นต่อลิตรในธุรกิจค้าปลีกน้ำมันของบริษัทจะทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 1.64 บาทในช่วงปี 2568-2570

กำไรขั้นต้นจากธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมันของบริษัทคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตประมาณ 13%-21% ต่อปีในช่วงปี 2568-2570 โดยการเติบโตนี้เป็นผลหลักมาจากการขยายตัวของธุรกิจกาแฟ ซึ่งได้รับประโยชน์จากจำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้น รวมถึงประสิทธิผล

อย่างต่อเนื่องของโปรแกรมสมาชิกของบริษัท จากปัจจัยดังกล่าว คาดว่า EBITDA โดยรวมของบริษัทจะอยู่ในช่วง 6.4-7.2 พันล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2568-2570

อัตราส่วนภาระหนี้สินทางการเงินคาดว่าจะอยู่ในระดับใกล้เคียงเดิม

บริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 4.4 เท่าในปี 2567 จาก 4.1 เท่าในปี 2566 โดยมีสาเหตุจากการลงทุนจำนวนมากราว 6 พันล้านบาทในปี 2567 เพื่อขยายเครือข่ายบริการ ปรับปรุงสถานีบริการน้ำมันที่มีอยู่เดิม และลงทุนในธุรกิจใหม่ ๆ ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะมีเงินลงทุนอยู่ที่ 4.1-4.4 พันล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2568-2570 ซึ่งจะใช้ในการขยายและปรับปรุงสถานีบริการน้ำมัน ขยายธุรกิจก๊าซ LPG และธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน รวมถึงการลงทุนในโครงการเชิงกลยุทธ์ใหม่ ๆ นอกจากนี้ ยังคาดว่าจะมีการเพิ่มขึ้นของหนี้สินตามสัญญาเช่าซึ่งสอดคล้องกับการขยายสาขาในธุรกิจน้ำมันและธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมันของบริษัท ดังนั้น อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA คาดว่าจะคงอยู่ที่ระดับ 4.3-4.4 เท่าในช่วงปี 2568-2570

หุ้นกู้และเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินของบริษัทมีข้อกำหนดทางการเงินที่สำคัญซึ่งกำหนดให้บริษัทรักษาอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อทุนต่ำกว่า 3 เท่า และอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนทุนต่ำกว่า 3 เท่า ทั้งนี้ ณ เดือนธันวาคม 2567 อัตราส่วนดังกล่าวอยู่ที่ 0.87 เท่าและ 2.61 เท่า ตามลำดับ ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดทางการเงิน

สภาพคล่องที่จัดการได้

ณ เดือนธันวาคม 2567 แหล่งสภาพคล่องของบริษัทประกอบด้วยเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดจำนวน 2.3 พันล้านบาท และกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่คาดว่าจะได้รับในปี 2568 อีกประมาณ 5 พันล้านบาท การใช้สภาพคล่องในช่วง 12 ช่วงเดือนข้างหน้าประกอบด้วย การชำระคืนเงินกู้ระยะสั้นจำนวน 4 พันล้านบาท การชำระคืนเงินกู้ระยะยาวและหุ้นกู้ตามกำหนดจำนวน 3.2 พันล้านบาท การจ่ายค่าเช่าประมาณ 1.7 พันล้านบาท และค่าใช้จ่ายลงทุนที่คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 4.4 พันล้านบาทในปี 2568  ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะดำเนินการต่ออายุหรือรีไฟแนนซ์เงินกู้ส่วนใหญ่ที่มีอยู่เดิม เพื่อสนับสนุนแผนการลงทุนดังกล่าว

โครงสร้างหนี้

ณ เดือนธันวาคม 2567 บริษัทมีหนี้สินรวม 1.03 หมื่นล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้ประมาณ 5.3 พันล้านบาทเป็นหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อน (Priority Debt) ซึ่งเป็นหนี้ที่ไม่มีหลักประกันของบริษัทย่อย อัตราส่วนหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนต่อภาระหนี้ทั้งหมดของบริษัทอยู่ที่ 52% ซึ่งสูงกว่าระดับเกณฑ์ 50% ตาม “เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตตราสารหนี้” ของทริสเรทติ้งเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ทริสเรทติ้งพิจารณาว่าอัตราที่สูงนี้เป็นสถานการณ์ชั่วคราว เนื่องจากบริษัทมีแผนจะเปลี่ยนไปกู้ยืมที่ระดับบริษัทมากขึ้น แทนการกู้ยืมผ่านบริษัทย่อยในอนาคต

สมมติฐานกรณีพื้นฐาน

• ปริมาณการขายน้ำมันจะเติบโตที่ระดับประมาณ 6% ในปี 2568 และที่ระดับประมาณ 3% ต่อปีในช่วงระหว่างปี 2569-2570

• ราคาขายน้ำมันจะลดลง 6% ในปี 2568 และคงที่ในปี 2569-2570

• ค่าการตลาดน้ำมันอยู่ที่ 1.64 บาทต่อลิตรในช่วงปี 2568-2570

• รายได้จากธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมันจะเติบโตขึ้น 10% ในปี 2568 เพิ่มขึ้น 9% ในปี 2569 และ 7% ในปี 2570

• อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมันจะอยู่ที่ 22% ในปี 2568 24% ในปี 2569 และ 25% ในปี 2570

• เงินลงทุนรวมอยู่ที่ประมาณ 4.1-4.4 พันล้านบาทต่อปีในช่วงระหว่างปี 2568-2570

แนวโน้มอันดับเครดิต

แนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” สะท้อนการคาดการณ์ของทริสเรทติ้งว่าบริษัทจะสามารถรักษาสถานะทางการตลาดที่แข็งแกร่งในธุรกิจค้าปลีกน้ำมันเอาไว้ได้ในขณะที่ธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมันจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทริสเรทติ้งยังคาดด้วยว่าบริษัทจะมีความระมัดระวังในการลงทุนโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อขยายไปยังธุรกิจใหม่ที่ไม่คุ้นเคย

ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง

อันดับเครดิตอาจได้รับการปรับเพิ่มขึ้นหากผลการดำเนินงานของบริษัทดีกว่าที่ทริสเรทติ้งคาดการณ์ไว้อย่างมีนัยสำคัญซึ่งเป็นผลให้อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA อยู่ต่ำกว่า 4 เท่าอย่างต่อเนื่อง ในทางกลับกัน อันดับเครดิตอาจถูกปรับลดลงหากสถานะทางการเงินของบริษัทอ่อนแอลงอย่างมากเมื่อเทียบกับประมาณการ ซึ่งอาจเกิดจากผลการดำเนินของบริษัทถดถอยลงอย่างมีนัยสำคัญหรือบริษัทมีการลงทุนที่ใช้การก่อหนี้ในระดับสูงมาก