กกร. ปรับเป้าจีดีพีปีนี้เหลือ 2-2.2% หวั่นสหรัฐเก็บภาษี 36% จะโตเพียง 0.7-1.4%

Categories : Update News, Economy

Public : 07/05/2025
 

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่าที่ประชุมได้ปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไทยในปึ 2568 อยู่ที่ 2-2.2% ต่ำกว่าประมาณการเดิมที่ 2.4-2.9%

ทั้งนี้ เนื่องจากผลกระทบของมาตรการภาษีของสหรัฐ โดยประเมินภายใต้สถานการณ์ที่ไทยถูกเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ที่อัตรา 10% ในช่วงไตรมาส 2/2568 (หลังมีการเลื่อนขึ้นภาษีเต็มรูปแบบออกไป 90 วัน) และอัตราภาษีในครึ่งปีหลังยังอยู่ที่ 10% ที่ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกทั้งปีเติบโตเพียง 0.3-0.9% จากประมาณการเดิมที่ 1.5-2.5% ส่วนอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำที่ 0.5-1% ลดลงจากประมาณการเดิมเช่นกัน

“แต่ถ้าไทยถูกเรียกเก็บภาษีที่อัตรา 36% ในครึ่งปีหลัง จีดีพีของไทยปี 2568 จะโตเพียง 0.7-1.4% สาเหตุจากการส่งออกทั้งปีอาจหดตัวได้มากถึง -2% โดยปัจจัยลบจากสงครามการค้าสามารถก่อให้เกิดหลุมรายได้ขนาดใหญ่ถึง 1.6 ล้านล้านบาทในช่วง 5 ปีข้างหน้า จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะเจรจากับสหรัฐ เพื่อลดภาษีให้สำเร็จ ประกอบกับยกระดับศักยภาพในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในภาวะที่ตลาดสินค้ามีการแข่งขันรุนแรงขึ้น”

     

นอกจากนี้ กกร. สนับสนุนภาครัฐในการดำเนินแนวทางการป้องกันผลกระทบจากสถานการณ์เบี่ยงเบนทางการค้า (Trade Diversion) จากมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ โดยเฉพาะการใช้มาตรการปกป้องการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguard Measure) เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการภายในประเทศ โดยเสนอให้ภาครัฐบูรณาการข้อมูลการนำเข้า-ส่งออก ใช้ระบบดิจิทัล (e-Government) ช่วยในการวิเคราะห์ ติดตาม เฝ้าระวัง และปรับกระบวนการให้สามารถเปิดไต่สวนได้ทันทีหากพบการนำเข้าเพิ่มขึ้นผิดปกติ

 

ที่ประชุมยังให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการสวมสิทธิ์สินค้าส่งออกจากไทยไปตลาดสหรัฐฯ โดยเห็นชอบร่วมกันกับกระทรวงพาณิชย์ ส.อ.ท. และสภาหอการค้าฯ ให้กรมการค้าต่างประเทศเป็นหน่วยงานเดียวในการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form C/O) ทั่วไป สำหรับรายการสินค้าเฝ้าระวัง 65 รายการ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดิม 49 รายการ

 

"กกร. มองว่า นอกจากการเจรจาเพื่อลดกำแพงภาษีกับสหรัฐฯ แล้ว ไทยยังต้องติดตามผลการเจรจาของประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย ซึ่งอาจส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ ได้ หากประเทศเหล่านี้ได้รับการยกเว้นหรือลดอัตราภาษีต่ำกว่าไทย"

 

ทั้งนี้ สัญญาณการเตรียมเจรจาเพื่อคลายความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ถือเป็นสัญญาณบวกต่อการค้าโลก

ประเด็นความกังวลอีกด้านคือสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว มาอยู่ในช่วง 32.5-32.7 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งแข็งค่ากว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาค กกร. มองว่าแข็งค่ากว่าระดับที่ธุรกิจแข่งขันได้ จึงเสนอให้มีการดูแลค่าเงินไม่ให้แข็งค่าหรือผันผวนเร็วเกินไป และมีการสื่อสารเชิงรุกเพื่อให้ภาคธุรกิจรับรู้และปรับตัวได้ทัน รวมถึงการส่งผ่านประโยชน์จากค่าเงินบาทแข็ง เช่น ต้นทุนนำเข้าพลังงานและวัตถุดิบที่ลดลง ไปยังภาคการผลิตและภาคประชาชนอย่างเป็นระบบ

 

นายเกรียงไกร กล่าวต่อว่า ภาคเอกชนอยากเห็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้น กลาง และยาว หลังจากที่นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำลงมาก โดยในระยะสั้นการอัดฉีดเม็ดเงินเป็นเรื่องจำเป็น

 

ดังนั้นการตั้งรับของไทยต่อจากนี้ควรมีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ต้องพึ่งพาการส่งออกไปยังตลาดใหม่มากขึ้น เร่งการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) และการเข้าร่วมเป็นสมาชิกในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจที่มีศักยภาพ เช่น BRICS