PTT เผยไตรมาส 1 / 2568 กำไร 2.3 หมื่นล้านบาท ลดลง 19.5% เหตุธุรกิจการกลั่น – สต๊อกน้ำมันฉุด ตั้งวอร์รูมรับสงครามการค้า
Categories : Update News, Stock Market, Energy
Public : 13/05/2025PTT แจ้งผลประกอบการ ไตรมาส 1/ 2568 กำไร 23,315 ล้านบาท วูบ 19.5% เหตุธุรกิจการกลั่น - สต๊อกน้ำมันฉุด คาดปี 2568 ยังเสี่ยงจากเศรษฐกิจชะลอตัวมากกว่าที่คาด ราคาพลังงานลด ทตั้งวอร์รูมรับสงครามการค้า
นางสาวภัทรลดา สง่าแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) รายงานผลการดําเนินงานของบริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) และบริษัทย่อย สําหรับงวด 3เดือน สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 25 ผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า แม้ว่าเศรษฐกิจโลกในไตรมาส 1 ปี 2568 (1Q2568) ขยายตัวต่อเนื่องจากปี 2567อย่างไรก็ตาม ความกังวลด้านอุปทานที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากนโยบายพลังงานของสหรัฐฯ หลังมีการเลือกตั้งประธานาธิบดี ในช่วงปลายปี2567 และนโยบายการขึ้นภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ที่ออกมาในช่วงปลาย ไตรมาส 1/ 2568 เป็นปัจจัยกดดันราคาพลังงาน
โดยราคานํ้ามันดิบดูไบใน ไตรมาส 1/ 2568 เฉลี่ยอยู่ที่ 76.9 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล อ่อนตัวลง จาก ไตรมาส 1/ 256 7ที่ระดับ 81.3 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลอย่างไรก็ตาม กลุ่ม ปตท. มีการควบคุมค่าใช้จ่ายในการดําเนินงานรวมทั้งบริหารสมดุลผ่านโครงการต่างๆ ของบริษัทในกลุ่ม
ทั้งนี้ใน ไตรมาส 1 / 2568 ปตท. และบริษัทย่อย มีกําไรสุทธิจํานวน 23,315ล้านบาท ลดลง 5,653ล้านบาท หรือร้อยละ 19.5จากใน ไตรมาส 1/ 2567 ที่จํานวน 28,968 ล้านบาท ทั้งนี้ผลการดําเนินงานของกลุ่ม ปตท. ในปี 2568 ยังเผชิญความเสี่ยงจากเศรษฐกิจที่อาจชะลอตัว มากกว่าคาด รวมถึงคาดการณ์ราคาพลังงานที่ปรับลดลงอย่างไรก็ตาม กลุ่ม ปตท. มีการบริหารจัดการ ผลกระทบ โดยได้มีการจัดตั้ง War Room เพื่อรับมือสถานการณ์เศรษฐกิจโลกถดถอยจากสงครามการค้า รวมถึงการผลักดันโครงการต่างๆ เพื่อก้าวไปสู่ความสําเร็จร่วมกันภายในกลุ่ม ปตท.
ในไตรมาส 1/ 2568 ปตท. และบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายจํานวน 700,223 ล้านบาท ลดลงจํานวน 82,056 ล้านบาท หรือร้อยละ 10.5 จาก ในไตรมาส 1 ปี 2567 (1Q2567) ที่จํานวน 782,279 ล้านบาท โดยหลักจาก กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ และกลุ่มธุรกิจปิ โตรเคมีและการกลั่น จากราคาขายที่ลดลงตามราคานํ้ ามันในตลาดโลก นอกจากนี้กลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติมีรายได้จากการขายลดลงเช่นกัน โดยหลักจากธุรกิจจัดหา และค้าส่งก๊าซฯ ที่ปริมาณขายเฉลี่ยปรับลดลง
โดยหลักจากกลุ่มลูกค้าโรงไฟฟ้าที่ได้รับใบอนุญาตจัดหาและ ค้าส่งก๊าซฯ (New Shippers) มีการนําเข้า LNG เพื่อใช้ในโรงไฟฟ้าของตนเองเพิ่ มขึ้น ประกอบกับราคาขาย เฉลี่ยปรับลดลงตามราคา Pool Gas จากการรับรู้ผลกระทบของนโยบาย Single Pool ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2567 เป็ นต้นมา นอกจากนี้ มีการปรับอัตราค่าบริการก๊าซฯ สําหรับผู้รับใบอนุญาตจัดหาและค้าส่งก๊าซฯ ตามมติคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงาน (กกพ.) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 2567
แม้ว่าใน ไตรมาส 1/ 2567 จะมีการนําค่าปรับจากปริมาณที่ผู้ผลิตก๊าซฯ ส่งได้ไม่ถึงปริมาณตามสัญญา (Shortfall) ของแหล่งก๊าซฯ ในอ่าวไทยจํานวน 4,300 ล้านบาท มาคํานวณเป็ นส่วนลดราคา Pool Gas ตามคําสั่ ง กกพ. นอกจากนี้ ราคาขาย เฉลี่ยให้กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมปรับลดลงตามราคาอ้างอิง แม้ว่าธุรกิจโรงแยกก๊าซฯ มีรายได้เพิ่ มขึ้นจาก ปริมาณขายรวมที่ปรับเพิ่ มขึ้นโดยหลักจากผลิตภัณฑ์ Ethane ภายหลังจากการปรับแผนการเดินเครื่องของ โรงแยกก๊าซฯ (Optimization) แม้ว่าราคาขายโดยเฉลี่ยทรงตัว
ใน ไตรมาส 1 / 2568 ปตท. และบริษัทย่อย มีกําไรสุทธิจํานวน 23,315 ล้านบาท ลดลง 5,653 ล้านบาท หรือ ร้อยละ 19.5 จากใน ไตรมาส 1/ 2567 ที่จำนวน 28,968 ล้านบาท จาก EBITDA ที่ลดลง ตามกล่าวข้างต้น แม้ว่ากําไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้น และขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์ลด ลง ประกอบกับ ใน 1Q2568 มีการรับรู้รายการที่ไม่ได้เกิดขึ้นประจํา (Non-recurring Items) สุทธิภาษีตามสัดส่วนของ ปตท. เป็นขาดทุนประมาณ 200 ล้านบาท
โดยหลักจากส่วนแบ่งผลขาดทุนจากการด้อยค่าสุทธิกับการกลับรายการ ด้อยค่าเงินลงทุนของบริษัท อูเบะ เคมิคอลส์ (เอเชีย) จํากัด (มหาชน) (UCHA) ของบริษัท ไออาร์พีซี จํากัด (มหาชน) (IRPC)ขณะที่ใน 1Q2567 มีการรับรู้ Non-recurring Items สุทธิภาษีตามสัดส่วนของ ปตท. เป็นกําไรประมาณ 4,600 ล้านบาท โดยหลักจากกําไรจากการขายเงินลงทุนใน Alvogen Malta (Out-licensing) Holding Ltd. (AMOLH)ของบริษัท ปตท. โกลบอล แมนเนจเม้นท์ จํากัด (PTTGM)
ใน ไตรมาส 1 / 2568 ปตท. และบริษัทย่อยมีEBITDA จํานวน 93,527 ล้านบาท ลดลง25,190 ล้านบาท หรือร้อยละ 21.2 จากใน 1Q2567 ที่จํานวน 118,717 ล้านบาท โดยหลักจากกลุ่มธุรกิจปิ โตรเคมีและการกลั่น โดยธุรกิจการกลันมีผลการดําเนินงานลดลงจากกําไรขั้นต้นจากการกลั่น ( Market GRM) ที่ลดลง ประกอบกับ Crude Premium ที่ปรับเพิ่มขึ้น
ใน ไตรมาส 1/ 2568 ปตท. และบริษัทย่อยมีกําไรสต๊อกนํ้ามันสุทธิกับมูลค่าสุทธิที่ จะได้รับของสินค้าคงเหลือประมาณ 1,500 ล้านบาท ขณะที่ใน ไตรมาส 1/ 2567 มีกําไรประมาณ 2,600 ล้านบาท นอกจากนี้ ธุรกิจปิ โตรเคมีมีผลการดําเนินงานลดลงโดยหลักจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบของ กลุ่มอะโรเมติกส์ที่ปรับตัวลดลง อีกทั้งกลุ่มธุรกิจสํารวจและผลิตปิ โตรเลียมมีผลการดําเนินงานลดลงจาก ราคาขายเฉลี่ยที่ลดลง และค่าใช้จ่ายในการดําเนินงานที่เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้กลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติมีผลการดําเนินงานลดลงเช่นกัน โดยหลักจากธุรกิจโรงแยกก๊าซฯ มีกําไรขั้นต้นลดลงจากต้นทุนขายที่เพิ่ มขึ้นอย่าง มากจากผลกระทบของการเริ่มคํานวณต้นทุนราคาก๊าซฯ ด้วยนโยบาย Single Pool ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2567 เป็นต้นมา
แม้ว่าปริมาณขายรวมปรับเพิ่มขึ้น ตามกล่าวข้างต้น ประกอบกับผลการดําเนินงานของบริษัทย่อยในกลุ่มธุรกิจก๊าซฯ ปรับลดลง โดยหลักจากบริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จํากัด (PTTLNG) เนื่องจากมีการลด สัดส่วนการถือหุ้นในโครงการ LNG Receiving Terminal แห่งที่ 2 (LMPT2) เป็ นร้อยละ 50.0 เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2567
ทั้งนี้ ผลการดําเนินงานไตรมาส 1 ปี 2568เปรียบเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2567 ใน 1Q2568 ปตท. และบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายจํานวน 700,223 ล้านบาท ลดลงจํานวน 24,150 ล้านบาท หรือร้อยละ 3.3 จาก ในไตรมาส 4 ปี 2567(4Q2567) ที่จํานวน 724,373ล้านบาท โดยหลักจากรายได้ ของกลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ กลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น กลุ่มธุรกิจสํารวจและผลิตปิโตรเลียม กลุ่มธุรกิจนํ้ามันและการค้าปลีก
และกลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติที่ลดลงตามปริมาณขายที่ลดลง ใน ไตรมาส 1/ 2568 ปตท. และบริษัทย่อยมีกําไรจากการดําเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจําหน่าย ต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้ (EBITDA)จํานวน 93,527 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 236 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.3 จากใน ไตรมาส 4 / 25687 ที่จํานวน 93,291 ล้านบาท โดยหลักจากกลุ่มธุรกิจปิ โตรเคมีและการกลั่น
ขณะที่ ฐานะการเงินของ ปตท. และบริษัทย่อย ณ 31 มีนาคม 2568 ปตท. และบริษัทย่อย ณ วันที่31 มีนาคม 2568 มีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้นจํานวน 3,450,293 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจํานวน 11,509 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.3 จาก ณ วันที่31ธันวาคม 2567 ที่จํานวน 3,438,784ล้านบาท โดยหลักจากเงินสดและเงินลงทุนระยะสั้นเพิ่มขึ้นจากกระแสเงินสดจากการดําเนินงานของ ปตท. และ บริษัทในกลุ่ม ขณะที่ ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ลดลง
โดยหลักจากโครงการพลังงานสะอาด (Clean Fuel Project: CFP) ของบริษัท ไทยออยล์ จํากัด (มหาชน) (TOP) เนื่องจากมีการนําเงินหลักประกัน EPC Contract ที่เคลมได้มาหักจากมูลค่างานระหว่างก่อสร้าง ทั้งนี้ ณ วันที่ 31 มี.ค. 2568 มีหนี้สินรวมทั้งสิ้นจํานวน 1,772,443ล้านบาท ลดลง 9,464ล้านบาท หรือร้อยละ 0.5 จาก ณ วันที่ 31ธ.ค. 2567 ที่จํานวน 1,781,907 ล้านบาท จากหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยลดลง
โดยหลักจากการชําระคืนเงินกู้ยืมระยะสั้นและระยะยาว แม้ว่า ภาษีเงินได้ค้างจ่ายและเงินปันผลค้างจ่ายเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ส่วนของผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 31 มี.ค. 2568 มีจํานวน 1,677,850ล้านบาท เพิ่ มขึ้นจํานวน 20,973ล้านบาท หรือร้อยละ 1.3 จาก ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2567 ที่จํานวน 1,656,877ล้านบาท จากกําไรสุทธิของ ปตท. และบริษัทย่อยสําหรับ 1Q2568 สุทธิกับการลดลงจากหุ้นทุน ซื้อคืนของ ปตท.
