PTTGC เปิดกลยุทธ์ ฝ่าวิกฤตภาษีทรัมป์ เดินหน้า ปรับพอร์ตโฟลิโอ-ลดต้นทุน-คืนหนีั
Categories : Update News, Stock Market
Public : 23/05/2025PTTGC เปิดกลยุทธ์ ฝ่าวิกฤตภาษีทรัมป์ เดินหน้า ปรับพอร์ตโฟลิโอ ขายโรงงาน Vencorex ใน ไทย-สหรัฐฯ คาดแล้วเสร็จครึ่งหลังปี 68 ลดต้นทุน-เพิ่มรายได้ พร้อมปรับเพิ่มเป้ารายได้ส่วนเพิ่มจากเรื่องนี้เป็น 5,500 ล้าน บาทจากต้นปีตั้งไว้ 4,500 ล้านบาท และ และลดหนี้-แผน Asset Light ตั้งเป้า 30,000 ล้านบาท เล็งขายธุรกิจ Non-Core หวังเพิ่มกระแสเงินสด
นายปวีณ เจียสกุล ผู้จัดการแผนกนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) กล่าว ในงาน Opportunity Day ถึงทิศทางการทำธุรกิจท่ามกลาง ปัญหา ที่จะเกิดขึ้นจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ว่า บริษัทให้ความสำคัญ 1. การปรับพอร์ตโฟลิโอ ซึ่งเป็นบริษัทแรกที่เริ่มทำ ปีนี้ก็จะได้เห็นผลทำให้ผลประกอบการดีขึ้น

อย่างไร ซึ่งในปีที่ผ่านมาได้ยุติ 2 บริษัทหลัก คือ VencorexFrance และ Vencorex TDI เนื่องจากเล็งเห็นว่าความสามารถในการแข่งขันระยะยาวอาจได้รับผลกระทบจากอุตสาหกรรม ซึ่ง 13 พ.ค. 2568 เป็นต้นไป บริษัทฯจะยุติการรับรู้ผลขาดทุน และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของทั้งสองบริษัทก็จะยุติไป คาดว่าจะบันทึกกำไรราว 30-40 ล้านยูโรในไตรมาส2/2568 ส่วนโรงงาน Vencorex ที่ตั้งในไทย และสหรัฐฯอยู่ในกระบวนการเจรจากับผู้ชื่ออยู่ คาดว่าจะแล้วเสร็จในครึ่ง ปีหลัง
“เราไม่ได้รับผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ เพราะ GC ไม่ได้ส่งเม็ดพลาสติกไปสหรัฐฯ ดังนั้นกำแพงภาษีสหรัฐฯที่ตั้งขึ้นมาก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับเราลูกค้าหลักของเราก็อยู่ในประเทศ และอยู่ในเอเชียแปซิฟิก ดังนั้นการส่งออกยังทำได้เหมือนเดิม"
นอกจากนี้ บริษัทก็มีดูการบริหารความสามารถในการแข่งชันให้มีความคล่องตัว เช่น การลด Inventory การลด Productgrade ที่อาจจะไม่มีความจำเป็น เพื่อให้มีความคล่องตัว
” ในช่วง 1-3 ปีข้างหน้ามีความไม่ แน่นอนทางเศรษฐกิจ การเมืองประเทศต่าง ๆ รวมถึง อุตสาหกรรม ซึ่ง Supply ที่สร้างในจีนมีมากกว่า Demandทำให้ภาพเป็น Over Supply บริษัทจึงต้องให้ความสำคัญในการควบคุมให้ได้ เป็นขีดความสามารถในการแข่งขัน ความได้เปรียบ อย่างที่ PTTGC มีความได้เปรียบในแง่วัตถุดิบอีเทนทำให้มีความสามารถในการแข่งขัน ทางธุรกิจได้ เพราะส่วนใหญ่จะใช้วัตถุดิบนาฟทา และบริษัทยังให้ความสำคัญในการลดต้นทุน ไตรมาสแรกเห็นผลช่วยลดต้นทุนได้ราว 800 ล้านบาท และทำต่อไป เป้าปี 2568 ทำให้ได้ 5,500 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้สามารถผ่านสถานการณ์ที่ท้าทายไปได้“
นอกจากนี้ มุ่งเน้นระยะยาวเข้าสู่ธุรกิจ High Value อย่างAllnex ที่สามารถรักษาการทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้บริษัทมีภูมิคุ้มกันจากปัจจัยภายนอกได้ รวมไปถึงเป้าหมายการลดคาร์บอนให้เป็น Net Zero
นายปวีณ กล่าวว่า บริษัทได้ปรับเพิ่มเป้าหมายเพิ่มรายได้ และ ลดค่าใช้จ่าย ปี 2568 ขึ้นมาอยู่ที่ 5,500 ล้านบาท จากเดิม 4,500 ล้านบาท โดยมาจากแผนการเพิ่มประสิทธิภาพ และ ลดค่าใช้จ่าย ซึ่งเห็นผลมาตั้งแต่ไตรมาส 1/68 โดยแผนการเสริมความแข็งแกร่งให้กับผลประกอบการ และ รองรับความท้าทายในอุตสาหกรรม ซึ่งครอบคลุม 4 แนวทางหลัก
ประกอบด้วย Holistic Optimization : ปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานแบบองค์รวม พร้อมเดินหน้าต่อยอดการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในเพื่อยกระดับประสิทธิภาพทั่วทั้งองค์กร , Portfolio Transformation : บริหารจัดการสินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อเพิ่มมูลค่า และ ลดต้นทุนในระยะยาว , OPEX Saving : ลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ด้วยการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการควบคุมต้นทุนในทุกส่วนขององค์กร โดยไม่กระทบต่อคุณภาพการดำเนินงาน และ Other Enhancements : เพิ่มความสามารถในการจัดหาวัตถุดิบ และ เพิ่มความเป็นเลิศด้านการค้า
"ไตรมาส 1 เราทำผลประกอบการดีขึ้น ทั้งจากเพิ่มประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่าย ซึ่งเราลดค่าใช้จ่ายไป 800 ล้านบาทในไตรมาส 1/68 และ หลังจากที่หยุดกิจการของบริษัท Vencorex ที่ฝรั่งเศสไปแล้ว ทำให้หยุดรับรู้ผลขาดทุน และ ค่าใช้จ่ายมาตั้งแต่วันที่ 13 พ.ค. ที่ผ่านมา ส่วนในไทย อยู่ระหว่างเจรจากับผู้ซื้อ โดยคาดว่าจะจบในครึ่งปีหลังนี้ จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เราลดค่าใช้จ่าย ลดผลขาดทุน ทำให้ผลประกอบการเราดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป"นายปวีณ กล่าว
อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงมุ่งมั่นในกลยุทธ์แบบไม่พึ่งพาสินทรัพย์ (asset-light) โดยมีแผนจะจัดสรรสินทรัพย์ให้กับผู้ซื้อ หรือ พาร์ทเนอร์ ซึ่งจะทำให้มีเงินเข้ามาประมาณ 30,000 ล้านบาท โดยจะนำเงินดังกล่าวไปลดหนี้ต่อไป ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการได้ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ไปจนถึงปี 2569
