พิชัย เชื่อหุ้นไทย ยังมีเสน่ห์น่าลงทุน ชี้ไทยต้องเร่งปฏิรูปภาษี – อัดงบ 1.57 แสนล้านภายใน 3 เดือน กระตุ้นเศรษฐกิจ
นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงาน “เดลินิวส์ ทอล์ก 2025” ในหัวข้อ “เสน่ห์หุ้นไทย : พลังผลักดันเศรษฐกิจ” ว่า ไทยจำเป็นต้องเร่ง ปฏิรูประบบภาษี เนื่องจากอัตราการจัดเก็บภาษีลดลงจาก 16% เหลือ 14% ของ GDP ขณะที่ประเทศอื่นเก็บเฉลี่ย 18% หากไม่แก้ไขจะกระทบต่อรายได้รัฐ ทำให้หนี้สาธารณะพุ่งสูง และเกิดภาระขาดดุลงบประมาณ
รัฐบาลเตรียมอัดฉีดงบ 157,000 ล้านบาทภายใน 3 เดือน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่โตชะลอ โดยคาดว่า GDP ปี 2568 จะโตเพียง 1.2–2% จากเป้าหมายเดิม 3% พร้อมสั่ง สภาพัฒน์ (สศช.) จัดลำดับความสำคัญของแผนใช้งบโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 4 ล้านล้านบาท ปี 68–71 เน้นเรื่องน้ำ การเกษตร คมนาคม และท่องเที่ยว
นายพิชัยกล่าวว่า เศรษฐกิจไทยเติบโตช้าต่อเนื่อง 15 ปี จากระดับ 10% เหลือ 1.9% ปัจจัยหลักคือ การลงทุนภาคเอกชนลดลงครึ่งหนึ่ง จาก 40% เหลือ 20% ของ GDP โดยสาเหตุสำคัญคือ “ไม่เห็นโอกาส ไม่ปรับตัว โครงการรัฐไม่ผลักดัน-นโยบายไม่ชัดเจน”
โครงสร้างเศรษฐกิจยังพึ่งพาการส่งออกสูงถึง 65% ของ GDP แต่มี “มูลค่าต่ำ” ไม่เกิดรายได้ในประเทศ กระทบการบริโภค ต้องเร่งปรับโครงสร้างการผลิตให้มีมูลค่าสูงขึ้นและลดโอเวอร์ซัพพลาย
อีกทั้งปัญหากฎระเบียบ-ธรรมาภิบาลของรัฐและเอกชน ส่งผลให้ต่างชาติไม่กล้าลงทุน ดังนั้นไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างภาษี สร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทย โดยเน้นสร้างนวัตกรรม พัฒนาทักษะแรงงาน และเพิ่มบทบาทของตลาดหุ้น
นาย พิชัย กล่าวว่า ดัชนีหุ้นไทยยังมี “เสน่ห์” หากเข้าใจพื้นฐาน โดยรัฐบาลเตรียมปรับกฎหมายเพื่อให้ กองทุนและบริษัทประกันขนาดใหญ่ หันมาลงทุนในหุ้นมากขึ้น จากเดิมที่เน้นพันธบัตร พร้อมส่งเสริมโครงการ “Jump+” สร้างระบบรองรับธุรกิจใหม่ เช่น Green, ESG และลงโทษผู้ทำ “Naked short” อย่างจริงจัง
ตลท.ลุ้นลงทุนรัฐปลุก SET ไทย พร้อมเล็งหาธุรกิจใหม่เข้าจดทะเบียน
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวในหัวข้อ “ปลุกเสน่ห์หุ้น-คริปโทฯ -ทองคำ ครึ่งปีหลัง 2025 ว่าตลาดหุ้นไทยยังมีเสน่ห์ เพราะมีบริษัทที่เติบโตได้ดี แต่ต้องวิเคราะห์ข้อมูลลึกขึ้นและมีแผนการลงทุนที่ชัดเจน โดยเฉพาะโครงการโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ เช่น รถไฟความเร็วสูง ที่ต่างชาติจับตามองว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่
ทั้งนี้ ตลท. เตรียมปลุกโปรแกรม “จั๊มป์พลัส” ให้บริษัทจดทะเบียนกลับมาวางแผนการเติบโตในระยะ 3 ปี พร้อมสื่อสารความคืบหน้าทุกไตรมาส สร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน
นายอัสสเดช กล่าวว่า หลายคนเข้าใจผิดว่าตลาดหลักทรัพย์สามารถทำให้ราคาหุ้นขึ้นได้ ทั้งที่หน้าที่จริงคือ “สร้างทางเลือก” เช่น การออกผลิตภัณฑ์ DR ให้ลงทุนหุ้นต่างประเทศได้ด้วยเงินบาท และการปรับปรุงกฎเกณฑ์เพื่อป้องกันพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น ชอร์ตเซลล์ผิดกฎ
นอกจากนี้ ยังหารือกับ BOI เรื่องการจูงใจธุรกิจใหม่ที่เติบโตสูงเข้าตลาดทุนไทย โดยอาจต้องมีกฎพิเศษรองรับ รวมถึงแนวทางเพิ่ม “ทรัสต์” หรือความเชื่อมั่นในระบบ ด้วยการเน้นธรรมาภิบาลและควบคุมความเสี่ยง เพื่อฟื้นฟูชื่อเสียงตลาดหุ้นไทยที่เคยถูกกระทบจากเหตุการณ์ใหญ่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
ปัจจุบันมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลงจาก 90,000 ล้านบาท เหลือ 40,000 ล้านบาท จึงต้องร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ หาทางเพิ่มสภาพคล่อง ดึงดูดนักลงทุนหน้าใหม่และต่างชาติ รวมถึงใช้เทคโนโลยีช่วยนักลงทุนรายย่อยที่มีกำลังซื้อน้อยลง เช่น การใช้แชตบอทหรือ ChatGPT ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น และทำให้คุณภาพบริษัทจดทะเบียนดีขึ้น โปร่งใสขึ้น และระดมทุนได้สะดวกขึ้นในอนาคต.
รัฐต้องผลักดันตลาดทุนจริงจัง
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร นายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) กล่าวว่า แม้หุ้นไทยมีราคาน่าสนใจ 60–70% ต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน แต่ยังขาดความเชื่อมั่น นักลงทุนถือหุ้นน้อย ขายทิ้ง ราคาต่ำกว่าที่ควร เพราะไม่มั่นใจในอนาคต
รัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญกับตลาดทุนมากที่สุดในรอบ 10 ปี แต่ต้องมี แผนชัดเจน และดึงธุรกิจใหม่ๆ เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้น เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ สตาร์ทอัพ และต้องสร้างวัฒนธรรมการลงทุน ดึงดูดนักลงทุนระยะยาว
ทั้งนี้เสนอให้รวมแผนพัฒนาตลาดทุนจากหลายหน่วยงานให้เป็น “หมุดหมายเดียวกัน” และหากรัฐบาลต้องการดันดัชนีหุ้นแตะ 2,000 จุด ต้องไม่ใช้วิธี “แต่งบัญชี” แต่ต้องเน้นผลประกอบการจริง มีนักลงทุนระยะยาว และโครงสร้างตลาดทุนที่เอื้อต่อการเติบโต
รัฐบาลต้องมี Action Plan ที่ชัดเจน พร้อมเดดไลน์ หากใครทำไม่ได้ก็ต้องลาออก ต้องสร้างแผนปฏิรูปที่ชัดเจนและดึงดูดเงินทุนระยะยาวเข้าสู่ประเทศ
คริปโทฯ มีเสน่ห์ แต่ต้องรู้จักบริหารความเสี่ยง
นายนิรันดร์ ฟูวัฒนานุกูล CEO ของ BINANCE TH by Gulf Binance กล่าวถึงเสน่ห์ของ คริปโทเคอร์เรนซี ว่าเป็นสินทรัพย์ระดับโลก ซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง มีนวัตกรรมที่แตกต่าง และเริ่มเป็นที่ยอมรับในกระแสหลัก โดยเฉพาะในกลุ่มเจนวาย (เกิดปี 1980–1996) ซึ่งเป็นกลุ่มลงทุนหลัก
แม้ในอดีตคริปโทฯ ถูกมองเป็นเครื่องมือเก็งกำไร แต่ปัจจุบันรัฐบาลไทยเริ่มส่งเสริม เช่น ออกพันธบัตร G Token และทดลองใช้บล็อกเชนในแซนด์บ็อกซ์ที่ภูเก็ต
ทั้งนี้ นักลงทุนควรเริ่มลงทุนในคริปโทฯ ไม่เกิน 5–10% ของพอร์ต และต้องมีการให้ความรู้แก่ประชาชน เพื่อเข้าใจความเสี่ยงและโอกาสในระยะยาว
วายแอลจี” คาดราคาทองอาจแตะ 3,700 ดอลลาร์ หากจีน-สหรัฐยังไม่ลงรอย ชี้ทองยังเสน่ห์แรงท่ามกลางโลกผันผวน
นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทวายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า ว่าทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ที่ความตึงเครียดระหว่างจีน-สหรัฐยังไม่คลี่คลาย
“เรามองว่าแนวต้านเดิมที่ 3,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ มีโอกาสถูกทดสอบอีกครั้ง และหากปัจจัยเสี่ยงระหว่างจีนกับสหรัฐ โดยเฉพาะการเจรจาการค้าภายใน 90 วันจากนี้ไม่ประสบความสำเร็จ ราคาทองอาจพุ่งแตะระดับ 3,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้” นางพวรรณ์กล่าว พร้อมแนะนักลงทุนจับตาแนวรับที่น่าซื้อบริเวณ 3,100–3,200 ดอลลาร์
ทั้งนี้ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ทองคำเติบโตเฉลี่ยปีละ 20% หรือเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า ขณะที่ช่วง 10 ปี (ถึงมี.ค. 2568) เติบโตเฉลี่ยปีละ 8% โดยไตรมาสแรกของปีนี้เพียงไตรมาสเดียว ราคาทองคำก็พุ่งขึ้นถึง 26% จากราคาเปิดตลาดที่ 2,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์
นางพวรรณ์ กล่าวว่า 49% ของคนไทยนิยมลงทุนในทองคำ และทองคำถือเป็นสัญลักษณ์ผูกพันในวัฒนธรรมไทยมายาวนาน ไม่ว่าจะเป็นการแจกทองเมื่อมีเด็กเกิดใหม่ ให้ของขวัญวันสำคัญ หรือซื้อเป็นของสะสมส่วนตัว
ในด้านตลาดโลก ประเทศที่ซื้อทองคำมากที่สุดคือจีนและอินเดีย เฉลี่ยปีละ 1,000 ตัน ขณะที่ไทยมีการ ซื้อทองเฉลี่ยปีละ 150 ตัน ซึ่งถือว่าสูงเป็นอันดับ 3 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อเทียบตามสัดส่วนประชากร
นอกจากนี้เพื่อรักษามาตรฐานทองคำ สมาคมทองคำได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแยกเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มคณะกรรมการสมาคมฯ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อดูแลกลุ่มรีเทลให้รักษาคุณภาพทองคำไทยให้อยู่ในระดับ 96.5% กลุ่มคณะกรรมการสมาคมฯ ที่ดูแลกลุ่มรีเซลล์ที่มีจำนวน 20 กว่าราย และกลุ่มสุดท้ายเป็นอนุกรรมการฯ เพื่อกำกับดูแลสมาชิกของสมาคมในการเทรดทองอยู่ในมาตรฐานที่สมาคมกำหนด คาดว่าจะสามารถประกาศหลักเกณฑ์ออกมาได้ในช่วงกลางเดือน มิ.ย.-ก.ค. 68 นอกจากนั้นยังมีการจัดไทยแลนด์ โกลด์ ฟอรัม (THAILAND GOLD FORUM) ที่สิงคโปร์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นระหว่างประเทศต่อทองคำไทย และไทยยังเป็นศูนย์กลางในการขายทองไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว กัมพูชา เวียดนาม เป็นต้น
กบข.แนะลงทุนหุ้นรายตัว-เน้นระยะยาว ชี้นักลงทุนแท้ไม่ชอบความผันผวน
นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ เลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กล่าวว่า กบข.ซึ่งบริหารเงินออมของข้าราชการ จำเป็นต้องมองการลงทุนระยะยาว และให้ผลตอบแทนชนะอัตราเงินเฟ้ออย่างน้อย 2%
“การลงทุนในช่วงนี้ ต้องมองเป็นรายกลุ่มอุตสาหกรรม บางกลุ่มยังเติบโตได้ดี แม้จะเผชิญความไม่แน่นอนจากสงครามการค้า แต่ตลาดทุนไทยยังมีศักยภาพที่จะเติบโต หากนักลงทุนเลือกอย่างมีข้อมูล” นายทรงพลกล่าว
พร้อมย้ำว่า กบข.ไม่ได้ลงทุนแบบเก็งกำไรระยะสั้น แต่ถือครองหลักทรัพย์ระยะยาวและพิจารณาทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งราคาหุ้นไทยในปัจจุบันบางส่วนต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (Book Value) ซึ่งเป็นโอกาสของนักลงทุนระยะยาว โดยเน้นว่า “ตลาดที่ผันผวนไม่ใช่สิ่งที่นักลงทุนทั่วไปต้องการ มีแต่นักเก็งกำไรเท่านั้นที่ชอบความผันผวน
สำหรับตลาดทุนไทย แม้จะไม่ได้เปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างมากนักในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา แต่ยังมีแนวโน้มการเติบโต หากภาคธุรกิจและหน่วยงานวิเคราะห์ข้อมูลช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนได้
ดร.นิเวศน์ มองหุ้นไทยไม่มีเสน่ห์ แต่ยังทำผลตอบแทนได้
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนในตลาดหุ้นไทย กล่าวว่า เสน่ห์หุ้นไทยปัจจุบันค่อนข้างหายาก เนื่องจากที่ผ่านมามูลค่าหุ้นไทยเติบโตมหาศาล แต่ขณะนี้การเติบโตหายไป
ดร.นิเวศน์กล่าวว่า สำหรับพอร์ตการลงทุน ของตัวเองได้ การกระจายการลงทุนไปทั่วโลก ทั้งไทย เวียดนาม และโลก โดยไทยถือเป็นกองหลัง ซึ่งจะพยายามรักษาให้มีรายได้ ปันผลสม่ำเสมอ อาจจะปีละ 5-7% ขณะที่โลก ถือเป็นกองกลาง โดยโลกถือว่าเติบโตได้ และมีบริษัทดีที่ค้าขายทั่วโลก เช่น META หุ้นจีน เป็นต้น ที่มีการค้าขายทั่วโลก กระจายไป 5-6 ตัว ขณะที่เวียดนาม เป็นกองหน้า เพราะเติบโตเร็ว แต่มีความเสี่ยงสูง เพราะมีปัญหาในประเทศค่อนข้างเยอะ จึงมีโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนที่ดี เช่นที่ไทยเคยเป็นเมื่อ 20 ปีก่อน อย่างไรก็ตาม ยังเน้นที่หุ้นปันผลที่ดีเป็นหลัก
