ทริสเรทติ้งจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน วงเงินไม่เกิน 1.8 หมื่นล้านบาท “บ. ทรู คอร์ปอเรชั่น” ที่ “A+” แนวโน้ม “Stable”
Categories : Update News, Stock Market
Public : 29/05/2025ทริสเรทติ้งจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน วงเงินไม่เกิน 1.8 หมื่นล้านบาท “บ. ทรู คอร์ปอเรชั่น” ที่ “A+” แนวโน้ม “Stable”
ทริสเรทติ้งจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดใหม่ในวงเงินไม่เกิน 1.8 หมื่นล้านบาทและไถ่ถอนภายใน 10 ปีของ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ระดับ “A+” โดยบริษัทจะนำเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ดังกล่าวไปใช้ชำระหนี้ ในขณะเดียวกัน ทริสเรทติ้งยังคงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดปัจจุบันของบริษัทที่ระดับ “A+” พร้อมคงแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” ด้วย
อันดับเครดิตสะท้อนถึงสถานะผู้นำทางการตลาดของบริษัทในธุรกิจให้บริการสื่อสารโทรคมนาคมและบริการดิจิทัลในประเทศไทยซึ่งได้รับแรงหนุนจากโครงข่ายในการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ตลอดจนจำนวนคลื่นความถี่ในการให้บริการที่หลากหลาย และแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับเป็นอย่างดี นอกจากนี้ การพิจารณาอันดับเครดิตยังคำนึงถึงผลการดำเนินงานของบริษัทที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการผสานพลังทางธุรกิจภายหลังการควบรวมกิจการและประสิทธิภาพในการดำเนินงาน อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตยังคงมีข้อจำกัดจากการที่บริษัทมีงบดุลที่มีภาระหนี้สูง
ผลการดำเนินงานของบริษัทในไตรมาสแรกของปี 2568 สอดคล้องกับความคาดหมายของทริสเรทติ้ง โดยบริษัทมีรายได้จากการดำเนินงานรวมทั้งสิ้น 5.15 หมื่นล้านบาท การรับรู้ประโยชน์จากการผสานพลังทางธุรกิจรวมถึงความพยายามในการพัฒนาและปรับปรุงเครือข่ายให้ทันสมัยอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานด้านโครงข่ายและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ของบริษัทลดลงจนทำให้บริษัทมี EBITDA ที่ระดับ 2.64 หมื่นล้านบาท มีอัตรากำไร EBITDA ต่อรายได้รวม (EBITDA Margin) ที่แข็งแกร่งที่ระดับ 51.2% และมีเงินทุนจากการดำเนินงานที่จำนวน 2.12 หมื่นล้านบาท แม้จะมีการบันทึกการด้อยค่าของสินทรัพย์ แต่บริษัทก็สามารถสร้างกำไรสุทธิหลังการควบรวมกิจการเป็นครั้งแรกได้ที่จำนวน 1.6 พันล้านบาท
บริษัทมีรายได้จากการให้บริการจำนวน 4.13 หมื่นล้านบาทในไตรมาสแรกของปี 2568 โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของธุรกิจสื่อสารแบบไร้สายและอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงอันเป็นผลมาจากรายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้บริการ (Average Revenue per User – ARPU) ที่เพิ่มสูงขึ้น ในส่วนของธุรกิจสื่อสารแบบไร้สายนั้น บริษัทยังคงตำแหน่งผู้นำตลาดด้วยจำนวนผู้ใช้บริการรวม 48.8 ล้านราย ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2568 อย่างไรก็ดี ฐานผู้ใช้บริการของบริษัทลดลง 1% เมื่อเทียบกับเมื่อสิ้นปี 2567 อันเป็นผลมาจากนโยบายการลงทะเบียนซิมการ์ดที่เข้มงวดมากขึ้นและกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นคุณภาพของผู้ใช้บริการเป็นสำคัญ แม้ว่าจำนวนผู้ใช้บริการจะลดลง แต่ ARPU ในธุรกิจบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนโดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการใช้งานข้อมูลและบริการเสริมที่เพิ่มขึ้น สำหรับธุรกิจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงนั้นมีจำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทมีฐานลูกค้ารวม 3.78 ล้านรายและ ARPU ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 524 บาท ในเดือนมีนาคม 2568 อย่างไรก็ตาม การเติบโตของธุรกิจทั้งสองส่วนข้างต้นก็ถูกลดทอนบางส่วนด้วยการลดลงของรายได้จากธุรกิจโทรทัศน์ระบบบอกรับสมาชิก (Pay-TV) ซึ่งสะท้อนถึงรายได้จากค่าสมาชิกที่ปรับตัวลดลงถึงแม้ว่าจะมีรายได้จากธุรกิจบันเทิงและดนตรีเพิ่มขึ้นก็ตาม

ทริสเรทติ้งยังคงมุมมองและการคาดการณ์กรณีพื้นฐานเกี่ยวกับผลการดำเนินงานของบริษัทเช่นเดิม โดยคาดว่ารายได้จากการดำเนินงานรวมของบริษัทจะอยู่ในช่วงระหว่าง 2.05-2.09 แสนล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2568-2570 ในขณะที่ EBITDA นั้นคาดว่าจะอยู่ในช่วง 1.04-1.07 แสนล้านบาทต่อปี และ EBITDA Margin น่าจะยังคงแข็งแกร่งที่ระดับ 50%-51% ซึ่งสะท้อนถึงประสิทธิภาพการดำเนินงานที่มีอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุดังกล่าว ทริสเรทติ้งจึงคาดว่าเงินทุนจากการดำเนินงานของบริษัทจะอยู่ในช่วง 7.9-8.4 หมื่นล้านบาทต่อปี
อันดับเครดิตของบริษัทยังคงมีข้อจำกัดที่สำคัญจากการมีโครงสร้างเงินทุนที่มีภาระหนี้อยู่ในระดับสูง โดย ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2568 บริษัทมีหนี้สินทางการเงินที่ปรับปรุงแล้วทั้งสิ้นจำนวน 4.63 แสนล้านบาท ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนอยู่ในระดับสูงที่ 86% ทั้งนี้ ในช่วง 3 ปีข้างหน้าทริสเรทติ้งคาดว่าระดับหนี้สินของบริษัทจะยังคงอยู่ในระดับสูงแต่จะค่อย ๆ ทยอยลดลงเมื่อพิจารณาจากเงินลงทุนภายหลังการควบรวมกิจการ ตลอดจนภาระการชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตคลื่นความถี่ตามกำหนด การลงทุนในใบอนุญาตใหม่ ๆ และความสามารถในการทำกำไรของบริษัทที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งคาดว่าเงินลงทุนของบริษัทมีแนวโน้มที่จะลดลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนการควบรวมกิจการ ซึ่งสอดคล้องกับการลงทุนในการบูรณาการโครงข่ายหลักที่ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว ด้วยเหตุนี้ ทริสเรทติ้งจึงคาดว่าอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA ของบริษัทจะอยู่ในช่วง 4-5 เท่าในระหว่างปี 2568-2570 ในขณะที่อัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินน่าจะอยู่ในช่วง 16%-20% อย่างไรก็ตาม ทริสเรทติ้งยังคาดว่าอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนจะยังคงอยู่ในระดับสูงที่ประมาณ 85%–87% ตลอดช่วงระยะเวลาประมาณการ
ณ เดือนมีนาคม 2568 บริษัทมีหนี้สินรวมทั้งสิ้นจำนวน 3.34 แสนล้านบาทซึ่งไม่รวมหนี้สินตามสัญญาเช่าและภาระหนี้จากค่าใบอนุญาตคลื่นความถี่ บริษัทยังคงพึ่งพาการออกหุ้นกู้เพื่อใช้เป็นแหล่งเงินทุนค่อนข้างสูงซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 87% ของหนี้สินรวมของบริษัท ทั้งนี้ บริษัทมีอัตราส่วนหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนต่อหนี้สินรวมที่ประมาณ 26%
แนวโน้มอันดับเครดิต
แนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” สะท้อนถึงมุมมองของทริสเรทติ้งว่าบริษัทจะยังคงสามารถรักษาตำแหน่งผู้นำในตลาดให้บริการโทรคมนาคมและดิจิทัลในประเทศไทยเอาไว้ได้ นอกจากนี้ ทริสเรทติ้งยังคาดว่าสถานะทางการเงินของบริษัทจะแข็งแกร่งมากขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยที่ EBITDA และหนี้สินทางการเงินจะอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับที่ทริสเรทติ้งคาดการณ์ไว้
ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง
โอกาสในการปรับเพิ่มอันดับเครดิตมีค่อนข้างจำกัดในระยะใกล้ อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตอาจได้รับการปรับเพิ่มขึ้นหากบริษัทมีผลการดำเนินงานที่ดีกว่าที่ทริสเรทติ้งคาดการณ์ไว้โดยบริษัทสามารถลดภาระหนี้สินลงได้อย่างมีนัยสำคัญ มีตำแหน่งทางการตลาดที่แข็งแกร่งขึ้น และมีแหล่งเงินทุนที่หลากหลายมากขึ้น ในขณะเดียวกัน อันดับเครดิตอาจได้รับการปรับลดลงหากผลการดำเนินงานและสถานะทางการเงินของบริษัทอ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญจนส่งผลให้อัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินอยู่ในระดับต่ำกว่า 10% อย่างต่อเนื่อง
บริษัทยังมีคดีความอีกหลายคดีที่จะต้องใช้เวลาในการพิจารณาตัดสิน ทั้งนี้ อันดับเครดิตของบริษัทอาจได้รับแรงกดดันในทางลบหากความคืบหน้าของคดีความเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบในทางลบอย่างมีสาระสำคัญต่อสถานะทางการเงินของบริษัท
