ทิศทางค่าเงินบาทผันผวนสูง แนวโน้มแข็งค่า ไทยพาณิชย์คาดสิ้นปีอยู่ที่ 31.50 – 32.50 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่า 2-3 % เงินทุนต่างชาติไหลเข้าน้อยลง

Categories : Update News, Finance

Public : 11/06/2025

ทิศทางค่าเงินบาทผันผวนสูง แนวโน้มแข็งค่า ไทยพาณิชย์คาดสิ้นปีนี้อยู่กรอบ 31.50 - 32.50 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่า 2-3 % ชี้เศรษฐกิจไทยอ่อนแอ  เงินต่างชาติไหลเข้าลงทุนน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้าน   ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดเงินบาท  32 บาท  / ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่า 6 %

 

นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ประเมินว่า เงินบาทจะยังคงผันผวนสูง โดยสิ้นปีนี้อาจอยู่ในกรอบ 31.50 - 32.50 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าได้เพียง 2-3% ตลอดปี อีกทั้งยังคาดว่าเงินทุนต่างชาติยังคงไหลเข้ามาน้อยลง เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังอ่อนแอเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ ไต้หวัน หรือเกาหลีใต้ และมาเลเซีย

 

นอกจากนี้ไทยมีพัฒนาการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐช้า   และสัดส่วนลงทุนต่างประเทศของไทยยังต่ำ ทำให้แนวโน้มการนำเงินกลับเข้าไทย (Repatriation flows) อาจจะมีน้อย อีกทั้งความสนใจของนักลงทุนต่างชาติต่อสินทรัพย์ไทยก็ยังมีไม่มากนัก สะท้อนจากสัดส่วนการถือครองพันธบัตรรัฐบาลไทยของนักลงทุนต่างชาติ โดยพบว่ามีนักลงทุนต่างชาติถือครองเพียงราว 9.8% เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค ซึ่งต่ำกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค อีกทั้ง สัดส่วนพันธบัตรรัฐบาลไทยในดัชนี JPMorgan Government Bond Index-Emerging Markets ยังถูกปรับลดลงมาอยู่ที่ 8.8%

 

ในปีนี้เงินบาทเคยอ่อนค่าไปแตะระดับสูงสุดที่ประมาณ 35.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ก่อนที่จะกลับมาแข็งค่าแตะระดับต่ำสุดที่ราว 32.40 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเปลี่ยนแปลงถึง 7.4% ภายในระยะเวลาไม่ถึง 2 เดือน ความผันผวนนี้มาจากทั้งปัจจัยต่างประเทศและในประเทศที่มีความไม่แน่นอนสูงต่อเนื่อง

 

   

ทั้งนี้ เงินบาทจะยังเผชิญแรงกดดันด้านแข็งค่าต่อเนื่องในปีนี้ เนื่องจาก

1. เทรนด์การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐน่าจะดำเนินไปต่อเนื่องอย่างน้อยในปีนี้ โดยนักลงทุนโลกยังต้องการลด Concentration risk ในสินทรัพย์สหรัฐฯ ผ่านการขายสินทรัพย์สหรัฐฯ ออกบางส่วน ทำให้เงินทุนอาจไหลออกจากสหรัฐฯ และดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่าต่อ

2. ข้อตกลงการค้าของสหรัฐฯ อาจพ่วงเงื่อนไขทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงได้ โดยถึงแม้ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะปฏิเสธข่าว แต่มักพบว่าในเวลาที่มีข่าวการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศเอเชีย มักมีการพูดถึงการแทรกแซงค่าเงินร่วมด้วย ซึ่งมักเห็นเงินเอเชีย เช่น เงินไต้หวันดอลลาร์ เงินเกาหลีวอน แข็งค่าขึ้นในช่วงดังกล่าว ดังนั้น ประเด็นนี้อาจเป็นแรงกดดันเพิ่มเติมที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นในระยะกลางถึงยาวได้

3. สงครามการค้าที่มีแนวโน้มรุนแรงน้อยลง และมาตรการสนับสนุนเศรษฐกิจของรัฐบาลจีน ทำให้เงินหยวนมีแนวโน้มอ่อนค่าน้อยกว่าที่เคยประเมินไว้ จึงทำให้เงินบาทที่มีความสัมพันธ์กับเงินหยวนค่อนข้างสูงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าน้อยลงตามไปด้วย

4. ราคาทองที่ยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูง จะเป็นแรงหนุนต่อการแข็งค่าของเงินบาทต่อไปได้

จับตาเดือน ก.ค. อาจมีแรงกดดันอ่อนค่า

ประเด็นที่ต้องติดตามคือ คำตัดสินของศาลการค้าสหรัฐฯ ต่อภาษีนำเข้าของรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางค่าเงิน โดยช่วงต้นเดือนกรกฎาคมอาจเกิดแรงกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าชั่วคราว โดยคาดว่าในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า เงินบาทจะอยู่ในกรอบ 32.30 - 33.30 บาท/ดอลลาร์

แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยไทย

SCB คาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ จาก 2.50% เหลือ 1.25% ภายในสิ้นปี สวนทางกับมุมมองตลาดที่คาดเพียง 1 ครั้ง โดยระบุว่าไทยเผชิญความเสี่ยงเศรษฐกิจโตต่ำ (จีดีพีปีนี้คาดโตเพียง 1.5%) และความเสี่ยงจากการเมือง-การถูกลดเครดิต

มุมมองจากกสิกรไทย ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า แนวโน้มค่าเงินบาทมองว่ามีโอกาสแข็งค่าต่อ เพราะในช่วงที่ค่าเงินดอลลาร์ขาดแรงหนุนและคาดว่าช่วงที่เหลือของปีนี้เฟดมีโอกาสปรับลดดอกเบี้ยลง ซึ่งระยะใกล้จะทำให้เห็นค่าเงินบาทที่แข็งค่าใกล้ระดับภูมิภาคที่ 6% โดยคาดว่าอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทจะอยู่ที่ระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์ ภายในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้า อย่างไรก็ตามผู้ส่งออกต้องระวังทิศทางของค่าเงินบาทที่แข็งค่าและความผันผวนที่จะเกิดขึ้น