ทริสเรทติ้งจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันวงเงินไม่เกิน 1.85 หมื่นล้านบาท “บ. ซีพี ออลล์” ที่ “AA-” แทนที่หุ้นกู้วงเงินไม่เกิน 1.5 หมื่นล้านบาทเดิม

Categories : Update News, Stock Market

Public : 23/06/2025

ทริสเรทติ้งจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันวงเงินไม่เกิน 1.85 หมื่นล้านบาท “บ. ซีพี ออลล์ที่ “AA-แทนที่หุ้นกู้วงเงินไม่เกิน 1.5 หมื่นล้านบาทเดิม

ทริสเรทติ้งจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดใหม่ในวงเงินไม่เกิน 1.85 หมื่นล้านบาทและไถ่ถอนภายใน 12 ปีของ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ที่ระดับ “AA-” โดยอันดับเครดิตหุ้นกู้ชุดใหม่จะใช้ทดแทนอันดับเครดิตหุ้นกู้วงเงินไม่เกิน 1.5 หมื่นล้านบาท ที่มีกำหนดไถ่ถอนภายในระยะเวลา 12 ปี ซึ่งทริสเรทติ้งได้ประกาศไว้เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2568 เนื่องจากบริษัทปรับเพิ่มวงเงินการจำหน่ายหุ้นกู้ โดยรายได้จากการออกหุ้นกู้ในครั้งนี้จะนำไปใช้ชำระคืนหนี้เงินกู้เดิมของบริษัท

ในขณะเดียวกัน ทริสเรทติ้งยังคงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดปัจจุบันของบริษัทที่ระดับ “AA-” พร้อมทั้งคงอันดับเครดิตหุ้นกู้ด้อยสิทธิลักษณะคล้ายทุน ไม่มีประกันและไถ่ถอนเมื่อเลิกบริษัท (Hybrid Debentures) ที่ระดับ “A” โดยแนวโน้มอันดับเครดิตยังคงอยู่ที่ “Stable” หรือ “คงที่”

อันดับเครดิตยังคงสะท้อนถึงสถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่งของบริษัทจากการมีเครือข่ายสาขาที่ครอบคลุมทั่วประเทศและการมีธุรกิจสนับสนุนที่เข้มแข็ง นอกจากนี้ ความสามารถในการแข่งขันของบริษัทยังมีปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนจากการมีบริษัทย่อยต่าง ๆ ที่มีสถานะเป็นผู้นำในธุรกิจค้าส่งอาหารและธุรกิจค้าปลีกอีกด้วย อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตถูกลดทอนลงบางส่วนจากภาวะการแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจค้าปลีกตลอดจนความเสี่ยงจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ

บริษัทมีผลการดำเนินงานที่น่าพอใจ โดยในปี 2567 บริษัทมีรายได้จากการดำเนินงานรวมอยู่ที่ระดับ 9.9 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในขณะที่ EBITDA ของบริษัทเพิ่มขึ้น 11.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนมาอยู่ที่ระดับ 8.9 หมื่นล้านบาทในปี 2567 บริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินสุทธิที่ปรับปรุงแล้วต่อ EBITDA อยู่ที่ระดับ 4.3 เท่าในช่วงปี 2567 ซึ่งปรับตัวดีขึ้นจากระดับ 4.7 เท่าในปี 2566

ในอนาคต ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะมีผลการดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการดำเนินกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นทั้งช่องทางการจำหน่ายออนไลน์และหน้าร้าน (Omni Channel) ซึ่งช่วยให้บริษัทสามารถใช้ประโยชน์จากการมีเครือข่ายที่ครอบคลุมตลาดอย่างทั่วถึง และการผสานพลังทางธุรกิจกับบริษัทย่อย  

ทริสเรทติ้งประเมินว่าบริษัทจะมีสภาพคล่องที่เพียงพอในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ทั้งนี้ ณ เดือนมีนาคม 2568 แหล่งเงินทุนของบริษัทประกอบด้วยเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดจำนวนประมาณ 4.9 หมื่นล้านบาท และวงเงินสินเชื่อที่ยังไม่เบิกใช้อีกจำนวน 3.8 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ ทริสเรทติ้งยังคาดว่าเงินทุนจากการดำเนินงานของบริษัทจะอยู่ที่ระดับประมาณ 6.6 หมื่นล้านบาทในปี 2568 ทั้งนี้ แหล่งเงินทุนดังกล่าวน่าจะเพียงพอสำหรับภาระหนี้เงินกู้ระยะยาวที่ต้องชำระจำนวน 4.5 หมื่นล้านบาทซึ่งจะครบกำหนดชำระภายในช่วง 12 เดือนข้างหน้าและค่าใช้จ่ายตามแผนการลงทุนอีกจำนวนประมาณ 4.2 หมื่นล้านบาท

ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2568 บริษัทมีหนี้สินคงค้างซึ่งรวมหุ้นกู้ที่มีลักษณะคล้ายทุนแต่ไม่รวมภาระผูกพันในสัญญาเช่ารวมทั้งสิ้นจำนวน 3.21 แสนล้านบาท โดยในจำนวนนี้เป็นหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนประมาณ 9.4 หมื่นล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนต่อหนี้สินรวมของบริษัทที่ระดับ 29%

ตามข้อกำหนดทางการเงินของตราสารหนี้ที่ระบุให้บริษัทต้องดำรงอัตราส่วนหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อทุน ต่ำกว่า 2.0 เท่านั้น ณ เดือนมีนาคม 2568 บริษัทมีอัตราส่วนดังกล่าวอยู่ที่ 0.8 เท่า ซึ่งทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทน่าจะสามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดทางการเงินดังกล่าวได้ตลอดช่วงระยะเวลา 12-18 เดือนข้างหน้า

แนวโน้มอันดับเครดิต

แนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” สะท้อนถึงการคาดการณ์ของทริสเรทติ้งว่าบริษัทจะสามารถรักษาสถานะความเป็นผู้นำในธุรกิจค้าปลีกของประเทศและดำรงความสามารถในการแข่งขันเพื่อรักษาผลการดำเนินงานทางการเงินที่ดีต่อไปได้ ทริสเรทติ้งคาดว่าระดับเงินสดคงเหลือที่อยู่ในระดับที่สูง และกระแสเงินสดที่มั่นคงจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินให้เพียงพอในการรองรับแผนการขยายธุรกิจในอนาคตได้

ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง

อันดับเครดิตของบริษัทอาจได้รับการปรับเพิ่มขึ้น หากโครงสร้างเงินทุนและกระแสเงินสดเพื่อการชำระหนี้ของบริษัทปรับตัวดียิ่งขึ้นจนทำให้อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA ที่ปรับปรุงแล้วอยู่ในระดับต่ำกว่า 3.5 เท่าอย่างต่อเนื่อง ในทางตรงกันข้าม อันดับเครดิตอาจได้รับการปรับลดลงหากบริษัทมีผลการดำเนินงานอ่อนแอลงกว่าที่คาดไว้เป็นอย่างมาก หรือบริษัทมีการลงทุนขนาดใหญ่ที่ก่อให้เกิดหนี้สินทางการเงินจำนวนมากจนส่งผลกระทบต่องบดุลของบริษัทและทำให้อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA สูงขึ้นเกินกว่า 5 เท่าเป็นระยะเวลานาน