กรุงศรี มองปัญหาการเมืองกระทบเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง แต่ยังคงจีดีพี 1.5-2.1%
Categories : Update News, Finance
Public : 01/07/2025กรุงศรี มองการเมืองกระทบเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง แต่ยังคงจีดีพี 1.5-2.1% เศรษฐกิจไทยยังคงมีความท้าทายจากปัจจัยภายใน - ภายนอกประเทศ อัตราแลกเปลี่ยนจะผันผวนสูง กรอบกว้างที่ 31.75-34.00 บาท/ดอลลาร์ เผย 4 กลยุทธ์หลัก ด้านโกลบอลมาร์เก็ตส์ เติบโตอย่างยั่งยืน
นางสาวรุ่ง สงวนเรือง ผู้อำนวยการอาวุโสสายวางแผนโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า กรณีศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 7 ต่อ 2 ให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกฯ หยุดปฏิบัติหน้าที่ มีผลกระทบฉุดรั้งเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง หลังจากมีคำสั่งศาลฯ ค่าเงินบาทอ่อนค่าทันที 15 สตางค์ ถือว่าไม่มาก แต่ก็ต้องถือว่าการเมืองมีผลกระทบต่อตลาดเงิน และเศรษฐกิจภาพรวม
“การเมืองมีผลเรื่องความเชื่อมั่น และการจัดทำงบประมาณปี 2569 ตอนนี้สภาฯ ยังมีอยู่ ปัญหาการเมืองยังไม่รุนแรงที่ขั้นยุบสภาฯ ในทันทีทันใด ซึ่งถือเป็นกรณีที่เลวร้ายที่สุดกับเศรษฐกิจไทย ที่ตอนนี้ยังไปไม่ถึงขั้นนั้น และเชื่อว่าไม่น่าจะกระทบการการเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐอเมริกา เพราะยังมีรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรยังคงทำหน้าที่อยู่ ” นางสาวรุ่ง กล่าว
นางสาวรุ่ง กล่าวว่า แม้ว่า สถานการณ์การเมืองที่ร้อนแรงในขณะนี้ ทั้งการหยุดปฏิบัติหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี - การชุุมชน และความไม่แน่นอนของเสถียรภาพรัฐบาล ธนาคารยังคงอัตราการการเติบโตของเศรษฐกิจ (จีดีพี ) ในกรอบ 1.5-2.1% เนื่องจากปัจจัยที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คือเรื่อง งบประมาณปี 69 ยังคงเดินหน้าได้ตามปกติ แต่หากมีการยุบสภาเกิดขึ้นอาจจะมีการทบทวนเป้าหมายจีดีพใหม่
อย่างไรก็ตามขยายตัวของจีดีพีที่ 2.1% ได้ประเมินบนสมมุติฐานสหรัฐฯเก็บภาษีนำเข้า 10% กับประเทศส่วนใหญ่รวมถึงไทย และ 30% กับจีน ตลอดจนจีนเก็บภาษีนำเข้า 10% กับสหรัฐฯแต่หากสหรัฐฯเก็บภาษีตอบโต้ 36% กับไทย หรือ ไทยเผชิญกำแพงภาษีสูงกว่าคู่แข่งจีดีพีไทยจะลงมาอยู่ที่ 1.5%
"ความต่อเนื่องของนโยบาย และ เสถียรภาพต่อรัฐบาลจะส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งกรณีที่นายกรัฐมนตรีถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้มีผลกระทบมากนัก เราให้น้ำหนักส่งออกมากกว่า หากไม่เติบโตจะมีผลกระทบมากกว่าการเมืองต่อภาคเศรษฐกิจจริง แต่หากนำไปสู่การยุบสภาแบบไม่ทันตั้งตัว อาจจะเกิดผลกระทบเลวร้ายที่สุด เนื่องจากรัฐบาลไม่มีอำนาจเต็มในการเจรจากับสหรัฐ รวมทั้งการสานต่อนโยบายต้องติดตามว่าจะเป็นอย่างไร"นางสาวรุ่ง กล่าว
สำหรับภาพรวมของสถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ยในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ดังนี้ นโยบายกำแพงภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีทรัมป์กดดันค่าเงินดอลลาร์อ่อนลง เนื่องจากวัฏจักรเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ชะลอตัวจะเอื้อให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) ลดดอกเบี้ยลงต่อในระยะข้างหน้า
อีกทั้ง ความกังวลของตลาดเกี่ยวกับสถานะการคลังสหรัฐฯ ชัดเจนมากขึ้น รวมถึงผู้ค้าสำคัญของสหรัฐฯ มีเวลาที่จะเตรียมตัวตั้งรับด้วยการสนับสนุนเศรษฐกิจในประเทศเพื่อชดเชยผลกระทบจากสงครามการค้า แม้ในกรณีที่ความตึงเครียดด้านการค้าคลี่คลายลง การฟื้นตัวของเงินดอลลาร์จะถูกจำกัดด้วยความเชื่อมั่นที่สูญเสียไป ซึ่งเป็นผลของนโยบายการค้าสุดโต่ง และ ปรับเปลี่ยนไปมา
“กรุงศรี โกลบอลมาร์เก็ตส์ คาดว่า อัตราแลกเปลี่ยนจะกลับมาผันผวนสูงขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐ รวมถึงความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ แล ะผลต่อต้นทุนพลังงาน โดยประเมินว่า เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าเล็กน้อยในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 ในกรอบกว้างที่ 31.75-34.00 บาท/ดอลลาร์ บนสมมติฐานสำคัญที่ว่าสหรัฐฯ อาจลดดอกเบี้ยมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ และ ปัจจัยลบของเงินดอลลาร์ในตลาดโลกยังคงดำเนินต่อไป”นางสาวรุ่ง กล่าว
ส่วนสกุลเงินของเศรษฐกิจกำลังพัฒนาที่พึ่งพาการส่งออกสูง รวมถึงเงินบาทอาจอ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก เช่น เงินเยน และ เงินยูโร ขณะที่การค้าโลกเข้าสู่ภาวะซบเซา โดยคาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อาจลดดอกเบี้ยนโยบายอีกอย่างน้อย 0.25% ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 จากระดับ 1.75% ในปัจจุบันเพื่อประคองเศรษฐกิจ ซึ่งเผชิญหลากหลายความเสี่ยงด้านขาลง
นายฮิโรทากะ คุโรกิ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า เราจับตามองการเมืองใกล้ชิด ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาการเมืองไม่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในระยะยาวความมั่นคงด้านการเงิน และความเชื่อมั่นของนักลงทุน ปัจจัยทางการเมืองมีผล ซึ่งธนาคารติดตามใกล้ชิด
เศรษฐกิจไทยมีทั้งปัจจัยภายใน และ ภายนอกประเทศที่ส่งผลกระทบ และ เป็นความท้าทาย โดยเฉพาะภาคการส่งออก ซึ่ง กรุงศรี โกลบอลมาร์เก็ตส์ จะยังคงขับเคลื่อนธุรกิจด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน รวมทั้งสนับสนุนลูกค้า และ ผู้ประกอบการไทยให้สามารถดำเนินธุรกิจท่ามกลางความท้าทายดังกล่าวได้อย่างมั่นคง และ ยั่งยืนด้วยเช่นกัน
ทัั้งนี้ ในปี 2568 กรุงศรี โกลบอลมาร์เก็ตส์ มุ่งสร้างการเติบโตของธุรกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยกำหนด 4 กลยุทธ์หลัก ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ คือ การสนับสนุนผลิตภัณฑ์เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่เชื่อมโยงกับมิติ ESG การส่งเสริมธุรกรรมสกุลเงินเกิดใหม่ การขยายฐานธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัล และ การนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่มีความหลากหลายมากขึ้น
โดยในไตรมาส 1/68 ปริมาณธุรกรรมการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของกรุงศรี โกลบอลมาร์เก็ตส์ ขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 10% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเติบโตมากกว่าอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจ และ อัตราการส่งออก และ นำเข้าในไตรมาสแรกของปีนี้ โดยคาดว่าจะสามารถรักษาระดับการเติบโตอย่างต่อเนื่องด้วย 4 กลยุทธ์หลักนี้
กลยุทธ์หลักในการดำเนินงานของกรุงศรี โกลบอลมาร์เก็ตส์ ในปี 2568 ประกอบด้วย
1. การสนับสนุนผลิตภัณฑ์เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่เชื่อมโยงกับมิติ ESG : นำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เชื่อมโยงกับมิติ ESG เพิ่มขึ้น เช่น ธุรกรรมอนุพันธ์ด้านอัตราดอกเบี้ยที่อ้างอิงกับ ESG (ESG-linked Interest Rate Derivatives) และ ผลิตภัณฑ์แลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่อ้างอิงกับ ESG (ESG-linked FX) ซึ่งปัจจุบันมีปริมาณซื้อขายผลิตภัณฑ์ ESG-linked FX อยู่ที่ประมาณ 100 ล้านเหรียญสหรัฐ
2. การส่งเสริมธุรกรรมสกุลเงินเกิดใหม่ : เพิ่มความสามารถของสกุลเงินเกิดใหม่ (Emerging Currency) โดยในปีที่ผ่านมา กรุงศรีสามารถขยายขีดความสามารถเพื่อรองรับธุรกรรมสกุลเงินเดอร์แฮมสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (AED) และ ธุรกรรมปริวรรตเงินตราต่างประเทศให้ครอบคลุมเงินสกุลเปโซเม็กซิโก (MXN) เพื่ออำนวยความสะดวก และ เพิ่มทางเลือกในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนแก่ลูกค้าที่มีธุรกิจเกี่ยวข้องกับตะวันออกกลาง และ อเมริกาเหนือ โดยในปี 2567 ธนาคารมีปริมาณธุรกรรมในการใช้ธุรกรรมสกุลเงินเกิดใหม่เพิ่มขึ้นถึง 10% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
3. การขยายฐานธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัล : พัฒนาทั้งในแง่เทคโนโลยี และ ความสามารถในการให้บริการผ่านช่องทางดิจิทัลอย่างต่อเนื่องให้มีความหลากหลาย สะดวก รวดเร็ว และ สอดคล้องกับความต้องการ โดยในปี 2567 มีจำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้นถึง 138% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าและในไตรมาส 1/68 มีจำนวนธุรกรรม FX ที่ทำผ่านแพลตฟอร์ม FX@Krungsri สูงถึง 26% ของธุรกรรม FX ที่สามารถซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ได้
4. การนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่แก่ลูกค้า : มุ่งขยายขีดความสามารถในการให้บริการและนำเสนอผลิตภัณฑ์ ไม่จำกัดเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับปริวรรตเงินตราต่างประเทศ และ ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยเท่านั้น แต่ยังนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์แก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เช่น ในปี 2567กรุงศรีได้ออกผลิตภัณฑ์สัญญาซื้อขายตราสารหนี้ล่วงหน้า (Bond Forward) ที่ลูกค้า และ นักลงทุนสามารถใช้ในการลดความเสี่ยงด้านตลาด และ ด้านสภาพคล่องในการกำหนดราคาซื้อขายพันธบัตร
