หุ้นกู้CPFชุดใหม่ 9.6พันล้าน ทริสแจกเครดิตA

Categories : Update News, Stock Market

Public : 04/07/2025

ทริสเรทติ้งจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันวงเงินไม่เกิน 9,896 ล้านบาท “บ. เจริญโภคภัณฑ์อาหารที่ “Aแทนที่หุ้นกู้วงเงินไม่เกิน 6,800 ล้านบาทเดิม

ทริสเรทติ้งจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดใหม่ในวงเงินไม่เกิน 9,896 ล้านบาทและไถ่ถอนภายใน 15 ปีของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ที่ระดับ “A” โดยอันดับเครดิตหุ้นกู้ชุดใหม่จะใช้ทดแทนอันดับเครดิตหุ้นกู้วงเงินไม่เกิน 6,800 ล้านบาท ที่มีกำหนดไถ่ถอนภายในระยะเวลา 15 ปี ที่ทริสเรทติ้งได้ประกาศเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2568 เนื่องจากบริษัทปรับเพิ่มวงเงินของหุ้นกู้ที่ออกจำหน่าย

เงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ชุดใหม่จะนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ของบริษัทหรือบริษัทในกลุ่มเจริญโภคภัณฑ์อาหารดังนี้ (1) ใช้ในการดำเนินธุรกิจทั่วไป และ/หรือ (2) ขยายธุรกิจ และ/หรือ (3) ลงทุนและ/หรือซื้อหุ้นหรือทรัพย์สิน และ/หรือ (4) ชำระหนี้ และ/หรือ (5) ให้กู้ยืมแก่บริษัทในกลุ่มเจริญโภคภัณฑ์อาหาร

ในขณะเดียวกัน ทริสเรทติ้งยังคงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดปัจจุบันของบริษัทที่ระดับ “A” พร้อมทั้งคงอันดับเครดิตหุ้นกู้ด้อยสิทธิลักษณะคล้ายทุน ไม่มีประกันและไถ่ถอนเมื่อเลิกบริษัท (Hybrid Debentures) ที่ระดับ “BBB+” โดยแนวโน้มอันดับเครดิตยังคงอยู่ที่ “Stable” หรือ “คงที่” ด้วยอันดับเครดิตของบริษัทยังคงสะท้อนถึงสถานะความเป็นผู้นำในธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมระดับโลก รวมถึงการมีฐานการผลิตที่กระจายตัวในหลายประเทศ และการมีสินค้าและตลาดที่หลากหลาย อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตถูกจำกัดโดยภาระหนี้สินระดับสูงของบริษัทจากการลงทุนและซื้อกิจการในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ จุดแข็งของบริษัทถูกลดทอนจากความเสี่ยงที่ต้องเผชิญกับความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ รวมถึงความผันผวนของอัตรากำไร นอกจากนี้ ภัยคุกคามจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวที่เกิดจากสงครามการค้าและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ยังเป็นความเสี่ยงสำคัญอีกประการหนึ่ง

ผลการดำเนินงานของบริษัทปรับตัวดีขึ้นอย่างมาก อันเป็นผลมาจากการดำเนินงานที่ดีขึ้นในธุรกิจสัตว์บก เนื่องจากต้นทุนอาหารสัตว์ที่ลดลงและราคาสุกรที่ฟื้นตัวทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่งผลให้ EBITDA ของบริษัทเพิ่มขึ้น 78.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนมาอยู่ที่ระดับ 2.2 หมื่นล้านบาทในไตรมาสแรกของปี 2568 อัตราส่วน EBITDA Margin ก็เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 15.1% ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากเทียบกับระดับ 8.7% ในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567

ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2568 บริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA อยู่ที่ระดับ 6 เท่าโดยคำนวณจากตัวเลขย้อนหลัง 12 เดือน ทั้งนี้ เมื่อไม่นานนี้บริษัทได้ลงทุนเพิ่มเติม 23.8% ใน บริษัท C.P. Pokphand Co., Ltd. (CPP) ด้วยมูลค่าประมาณ 3.6 หมื่นล้านบาท เพิ่มเติมจากค่าใช้จ่ายลงทุนที่วางแผนไว้เดิมที่ระดับ 2.5 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตาม จากการคาดการณ์ว่าผลการดำเนินงานของบริษัทจะแข็งแกร่งขึ้นในปี 2568 น่าจะช่วยชดเชยผลกระทบต่ออัตราส่วนหนี้สินจากการลงทุนใน CPP ลงได้บางส่วน

ทริสเรทติ้งประเมินว่าบริษัทจะกู้เงินใหม่เพื่อชำระคืนหนี้สินทางการเงินส่วนใหญ่ที่จะครบกำหนดในช่วง 12 เดือนข้างหน้า โดยบริษัทมีเงินกู้ระยะยาวจากธนาคารและตราสารหนี้ที่จะครบกำหนดชำระประมาณ 5.6 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะมีค่าใช้จ่ายลงทุนที่ระดับประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาทในปี 2568 และเงินลงทุนเพิ่มเติมใน CPP จำนวน 3.6 หมื่นล้านบาท โดยแหล่งที่มาของเงินสดเพื่อรองรับการชำระหนี้ประกอบด้วย เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดจำนวน 3.5 หมื่นล้านบาท ณ เดือนมีนาคม 2568 และเงินทุนจากการดำเนินงานของบริษัทที่คาดว่าจะอยู่ที่ระดับประมาณ 3.9 หมื่นล้านบาทในปี 2568 ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากความสามารถในการเข้าถึงตลาดทุนของบริษัทแล้ว ทริสเรทติ้งมองว่า ความเสี่ยงในการกู้ยืมใหม่เพื่อนำมาชำระคืนหนี้เงินกู้เดิมของบริษัทอยู่ในระดับที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ณ เดือนมีนาคม 2568 บริษัทมีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยรวมหุ้นกู้ที่มีลักษณะคล้ายทุนแต่ไม่รวมภาระผูกพันในสัญญาเช่า รวมทั้งสิ้นจำนวน 4.9 แสนล้านบาท โดยในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้ของบริษัทย่อยที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนประมาณ 3.2 แสนล้านบาท ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนของบริษัทอยู่ที่ระดับ 65% อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากการมีบริษัทย่อยที่ดำเนินธุรกิจกระจายตัวอยู่ในหลายพื้นที่ ทริสเรทติ้งจึงมองว่าผู้ถือตราสารหนี้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของบริษัทไม่มีความเสียเปรียบเจ้าหนี้เงินกู้ที่ไม่มีหลักประกันของบริษัทย่อยอย่างมีนัยสำคัญ

ตามข้อกำหนดทางการเงินของตราสารหนี้ที่ระบุให้บริษัทต้องดำรงอัตราส่วนหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อทุนต่ำกว่า 2.0 เท่านั้น ณ เดือนมีนาคม 2568 บริษัทมีอัตราส่วนดังกล่าวอยู่ที่ 1.3 เท่า ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะยังคงสามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดทางการเงินดังกล่าวได้ตลอดช่วงระยะเวลา 12-18 เดือนข้างหน้า