ประสานเสียง !!ภาษี36%กระทบหนักเศรษฐกิจแท้จริง ทั้งส่งออก การลงทุน และขีดความสามารถในการแข่งขันเพราะทุกประเทศแถบเพื่อนบ้าน มีภาษีต่ำกว่าไทย !!!แนะเร่ง จริงใจ เจรจา เปิดรูมนำเข้าสินค้าสหรัฐ ยอมรับเสี่ยง!! ถูกว่าประท้วง เหตุ จับภาคการเกษตรไทย แลกการส่งออก แต่เป็นเรื่องจำเป็นต้องทำ พร้อมให้มองข้ามช็อตการเปิดให้สหรัฐเข้ามาเป็นปัจจัยเร่งให้การการปฏิรูปและเพิ่มขีดความสามารถ!!!
Categories : Update News, Stock Market, Finance
Public : 08/07/2025อึ้ง!!! ทรัมป์ ส่งจดหมายถึงไทยยืน เพดานเก็บภาษี36% เสียงสะท้อน!!กระทบหนักเศรษฐกิจแท้จริง ทั้งส่งออก การลงทุน และขีดความสามารถในการแข่งขันเพราะทุกประเทศแถบเพื่อนบ้าน มีภาษีต่ำกว่าไทย !!!แนะเร่ง จริงใจ เจรจา เปิดรูมนำเข้าสินค้าสหรัฐ ยอมรับเสี่ยง!! ถูกว่าประท้วง เหตุ จับภาคการเกษตรไทย แลกการส่งออก แต่เป็นเรื่องจำเป็นต้องทำ พร้อมให้มองข้ามช็อตการเปิดให้สหรัฐเข้ามาเป็นปัจจัยเร่งให้การการปฏิรูปและเพิ่มขีดความสามารถ!!!
FETCO ชี้รอบนี้ ภาคธุรกิจจริงเจอหนัก-กระทบหุ้นจำกัด แล้ว !!!
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย หรือ FETCO เปิดเผยว่า สหรัฐฯ คิดอัตราภาษีทางการค้ากับไทยที่ 36% ส่งผลกระทบต่อตลาดทุนไม่ได้รุนแรงเหมือนก่อนหน้านี้ เนื่องจากตลาดรับรู้ข่าวผลกระทบมาต่อเนื่องตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศครั้งแรงมาตั้งแต่ 2 เม.ย. 68 ซึ่งนักลงทุน รวมไปถึงผู้เกี่ยวข้องพยายามมปรับตัวมาอย่างต่อเนื่อง และ หากผลกระทบต่อตลาดทุนทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ไม่รุนแรง ก็เชื่อว่าทรัมป์จะเดินหน้าทำเรื่องนี้ต่อไป
อย่างไรก็ตาม จากสิ่งที่เกิดขึ้นไทยจะมีทางเลือกใน 3 ทาง คือ อย่างแรก คือ ยอมรับภาษีที่ 36% อย่างที่สอง คือ กลับไปเจรจาเพิ่มให้ได้ที่ระดับ 25% อย่างที่สาม คือ ทำให้อยู่ในระดับเดียวกับเวียดนามที่ 20% ซึ่งไทยกำลังเดินหน้าเจรจาอย่างต่อเนื่อง และ ยังต้องติดตามผลในท้ายที่สุดก่อน จึงเชื่อว่า รอบนี้ตลาดหุ้นไทยจะไม่ผันผวนเท่ากับครั้งแรกที่สหรัฐประกาศ

โดยหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงจาก 36% จะกระทบต่อภาคเศรษฐกิจค่อนข้างมาก โดยเฉพาะภาคส่งออก เอสเอ็มอีในประเทศ การลงทุนโดยตรงที่จะเข้ามาในไทย ซึ่งภาวะที่เกิดขึ้นน่าจะเกิดกับภาคเศรษฐกิจจริงมากกว่าตลาดทุน แม้ว่านักลงทุนต่างชาติจะขายสุทธิหุ้นไทยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา และ ล่าสุดในต้นปีถึงปัจจุบันต่างชาติขายสุทธิไปประมาณ 80,000 ล้านบาทแล้วก็ตาม แต่เชื่อว่าในระยะถัดไปน่าจะขายออกไม่รุนแรง แต่ยังคงเห็นภาพการขาย หรือ ทยอยขายออกไปบ้าง
"ตลาดทุนอยากได้อะไรจากการการดูแลของภาครัฐนั้น มองว่า อัตราภาษีที่ไทยถูกคิด 25% ภาคธุกิจน่าจะพอรับได้ เพราะอัตรานี้สูงกว่าเวียดนาม 5% จากที่เวียดนามได้ 20% แต่ยังต้องดูว่าไทยจะต่ำกว่า จีน ยุโรป ญี่ปุ่น และ อินเดีย ได้หรือไม่ ซึ่งคาดว่า สหรัฐจะทยอยปิดดีลกับคู่ค้าที่เป็นประเทศรายใหญ่ในเร็วๆ นี้ ดังนั้น จึงอยากให้รัฐบาลรักษาโมเมนตัมของการเติบโตทางเศรษฐกิจ รักษาความเชื่อมั่นนักลงทุน และ รักษาความสงบทางการเมือง หรือ ความขัดแย้งทางการเมืองให้อยู่ในกรอบ"ดร.กอบศักดิ์ กล่าว
นอกจากนี้ ยังต้องมีการหาตลาดใหม่มาแทนสหรัฐฯ เช่น จีน อินเดีย ยุโรป หรือ ตลาดอื่นๆ ที่อาจเติบโตได้ดีกว่า เพื่อลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ จากปัจจุบันไทยมีสัดส่วนส่งออกไปสหรัฐฯ อยู่ที่ 18% โดยต้องลดสัดส่วนให้เหลือครึ่งหนึ่ง หรือ ลงมาอยู่ที่ 10% เพื่อกระจายความเสี่ยง และ ต่อรองกับสหรัฐฯ ได้มากขึ้น
ทั้งนี้ ยังเสนอแนะให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ย โดยดอกเบี้ยที่ลดลงจะเข้ามาช่วยลดความเฉื่อยของผลกระทบที่จะเข้ามา และ ช่วยให้เศรษฐกิจไทยยังเดินหน้าไปได้ ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบันมองว่า จีดีพีปีนี้จะขยายตัวได้ 1.5 - 2% โดยลดลงจาก 3% ที่คาดไว้ต้นปีนี้
KKP มองสหรัฐบีบไทยเปิดตลาดสินค้าอ่อนไหวทั้งเกษตร-เนื้อสัตว์ทำรัฐบาลเผชิญแรงกดดันในประเทศ
นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ประเมินว่า หากไทยถูกเรียกเก็บภาษีตอบโต้จากสหรัฐในอัตรา 36% จากเดิม 10% จะกระทบอัตราเติบโตของเศรษฐกิจ (GDP) ประมาณ 0.4-0.5% ซึ่งเป็นการคาดการณ์ที่คาดว่าจะถูกเรียกเก็บภาษีระดับดังกล่าวตลอดทั้งปี แต่หากอัตราภาษีใหม่ถูกบังคับใช้ 1 ส.ค.จะกระทบ GDP ปี 68 ราว 0.2% หรือเติบโตลดเหลือ 1.4% จากก่อนหน้านี้ KKP ประเมินไว้ที่ 1.6%
หากดูข้อเสนอของเวียดนามที่ได้มีข้อตกลงกับสหรัฐไปแล้ว ค่อนข้างจะสุดโต่งโดยเปิดตลาดสินค้าทุกรายการ แต่หากย้อนดูไทย อ้างอิงจากรายงาน USTR ปี 68 สหรัฐส่งสัญญาณว่าไทยมีประเด็นกีดกันทางการค้าทั้งในแง่ของภาษีนำเข้าที่เก็บสูงกว่าสหรัฐ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการเกษตร และเนื้อสัตว์ก็มีประเด็นแบนการนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐ นอกจากนี้ ยังมีค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ภาษี ซึ่งวันนี้ดูเหมือนว่ากลุ่มที่จะอ่อนไหวกับสหรัฐ คือการเกษตร โดยเฉพาะสินค้าอย่างข้าวโพด ถั่วเหลือง และเนื้อสัตว์
"สหรัฐฯ กำลังบังคับให้เราแลกเปลี่ยนระหว่างภาคอุตสาหกรรมการส่งออก การลงทุน กับภาคการเกษตรที่ค่อนข้าง Sensitive กับไทย แม้ภาคการเกษตรจะมีสัดส่วนต่อ GDP น้อยมากประมาณ 8% แต่การจ้างงานของภาคเกษตรเป็น 30% ของภาคแรงงาน ผลทางเศรษฐกิจไม่เยอะ แต่กระทบคนจำนวนมากแน่นอน และอาจถูกต่อต้านจากในประเทศและถูกกล่าวว่า นำภาคเกษตรของไทยไปแลกเพื่ออุ้มการส่งออก "
อย่างไรก็ตามประเด็น นี้ ส่งผลให้การเจรจาภายในยากเช่นเดียวกับการเจรจาภายนอก ในวันที่รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพและความเป็นเอกภาพ แต่ก็เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการเพื่อไม่ให้เราเจอ 36 % เพราะจะส้รางปัญหาในระยะยาวที่หนักมาก ทั้ง รายได้การส่ง ออก การลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ เพราะคงไม่มีใครเข้ามาลงทุนถ้าหากดูภาษีประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ต่ำกว่าไทย และก่อนหน้าการที่ ลงทุนไหลเข้ามาลงทุน จะพบว่าเป็นทุนจากจีน ซึ่งหากไทยเจอ 36%และยังมีประเด็นเรื่องสวมสิทธิผลิตส่งออก และการคอรัปชั่นจากการนำเข้าสินค้าของสหรัฐ ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง ประเด็นทั้งหมดนี้จึงเป็นเรื่องจำเป็นต้องดำเนินการ เพื่อเปิดให้มีการนำเข้าสินค้าโดยเฉพาะเกษตรจากสหรัฐเข้ามา
" อยากให้คิดเพื่อประเทศและภาพรวมเพราะการมีการแข่งขัน อาจทำให้เกิดการปฏิรูปในภาคการผลิตของสินค้าเกษตรและจะช่วยยกระดับขึ้นได้เพราะมีตัวเร่งที่ทำให้มีการยกระดับ แต่ในขณะเดียวกันรัฐอาจต้องมีในเรื่องการเข้าไป ชดเชยความเสียหายในกลุ่มที่อาจได้รับผลกระทบจากข้อเสนอที่ให้กับสหรัฐ ไม่อย่างนั้นอาจกลายเป็นประเด็นทางการเมืองและมีการชุมนุม อย่างไรก็ตามในสถานการณ์ปัจจุบันจะจัดทำได้ทันทีค่อนข้างยาก อาจต้องใช้เวลาในการปรับตัวและกลไกในการช่วยเหลืออย่างน้อยในระยะสั้น ซึ่งเป็นความท้าทายมากสำหรับรัฐบาลปัจจุบัน
สำหรับทางออกหากมองในแง่ดีอาจทำให้ไทยได้ปฏิรูปบางภาคที่ได้รับการปกป้องมากนาน อาทิ อาหารและเกษตร ให้สามารถแข่งขันได้สูงขึ้น อย่างไรก็ตามประเด็นดังกล่าวค่อนข้างอ่อนไหวและอาจต้องใช้เวลาในการปรับโครงสร้างพอสมควร
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การที่สหรัฐฯ ส่งจดหมายแจ้งไทยในกลุ่มประเทศแรก ๆ ว่าจะเก็บภาษีในอัตรา 36% ซึ่งเป็นกลุ่มที่การเจรจายังไม่สำเร็จ นอกจากนี้ยังมีประเทศที่น่าสนใจอย่าง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และมาเลเซียที่มีข่าวว่ามีการเจรจาอยู่ตลอด แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเช่นกัน ขณะที่กลุ่มที่สองเชื่อว่าระยะถัดไปสหรัฐฯ อาจส่งจดหมายเพิ่มอีก 100 ฉบับกับประเทศที่เกินดุลสหรัฐไม่มากนัก หรือขาดดุลการค้ากับสหรัฐ ซึ่งคาดว่าจะถูกเรียกเก็บภาษีในอัตรา 10% และกลุ่มที่ 3 กลุ่มประเทศยุโรป และอินเดีย ซึ่งยังมีข่าวอยู่ระหว่างการเจรจา
อย่างไรก็ตามจดหมายของสหรัฐยังไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย แต่จะเป็นการเรียกกลับไปเจรจาเพิ่ม เนื่องจากมีการขยายเวลาบังคับใช้มาตรการภาษีไปเป็นวันที่ 1 ส.ค. หากดูเนื้อหาก็ระบุค่อนข้างชัดว่าต้องการแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้า ต้องการดึงการลงทุนกลับไปยังสหรัฐ และหากไทยเปิดตลาดสามารถปรับเปลี่ยนเงื่อนไขที่ระบุในจดหมายได้ และอีกประเด็นสำคัญ สหรัฐฯ เน้นเรื่องอัตราภาษีนำเข้าแต่ละประเทศ มาตรการกีดกันการค้าที่ไม่เกี่ยวกับภาษี และการเข้มงวดเรื่องการสวมสิทธิ์ ซึ่งเป็นข้อตดลงเดียวกันกับที่เห็นจากเวียดนาม
ขณะที่กรณีไทย มองว่าถูกยื่นให้เลือกทางใดทางหนึ่ง และเป็นการแลกเปลี่ยนที่ไม่ง่ายในสถานการณ์ปัจจุบัน ด้านหนึ่งหากไทยไม่สามารถเจรจาได้ มีความเสี่ยงที่จะถูกเรียกเก็บภาษีในอัตรา 36% จะกระทบกับต้นทุนการส่งออกที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และกระทบกับดีมานด์อย่างแน่นอน และที่สำคัญหากไทยถูกเรียกเก็บอัตราภาษีในระดับที่สูงกว่าประเทศคู่แข่งทางการค้าที่สำคัญ จะกระทบภาคการลงทุนด้วย โดยเฉพาะการลงทุนใหม่ ปัจจุบันไทยส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐ 18% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ซึ่งภาคการส่งออกคิดเป็น 50% ของ GDP ซึ่งจะกระทบทั้งในแง่ของรายได้การส่งออก การลงทุน และความสามารถในการแข่งขันระยะยาว เนื่องจากการลงทุนที่มีเป้าหมายเพื่อส่งออกไปยังสหรัฐจะหายไปอาจได้รับผลกระทบในแง่ของการลงทุนระยะสั้น อย่างไรก็ตามคาดว่าจะยังมีการลงทุน สำหรับการส่งออกไปยังตลาดอื่น อาทิ ญี่ปุ่น ยุโรป
