ธปท.ชี้ปีครึ่งนับจากนี้!! จีดีพีไทยจะโตต่ำกว่า2%กิ

Categories : Update News, Finance

Public : 09/07/2025

ธปท.คาด GDP ไทยโตต่ำ2% กินเวลสเกินปีครึ่ง หลังจากนี้ รับพิษภาษีทรัมป์ กดส่งออกติดลบ  มอง ครึ่งปีหลังโตชะลอเหลือ 1.6%

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในครึ่งปีหลังจะชะลอตัวลงเหลือเพียง 1.6% จากที่ครึ่งปีแรกขยายตัวได้ดี เนื่องจากได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีการค้าของสหรัฐ ซึ่งจะทำให้ GDP ในช่วงต่อจากนี้ขยายตัวต่ำกว่า 2% ไปอีกอย่างน้อยปีครึ่ง เนื่องจากประเมินว่าการส่งออกในช่วงครึ่งหลังของปีนี้จะหดตัว 4% และปีหน้าจะหดตัวต่อเนื่องอีก 2% คาด GDP ครึ่งปีหลังโตชะลอเหลือ 1.6% มองโตต่ำกว่า 2% อีกปีครึ่ง

น.ส.บัณณรี ปัณณราช ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. ระบุว่า เศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค.-มิ.ย.68) ขยายตัวได้ดีจากแรงขับเคลื่อนของภาคการผลิต และการส่งออกสินค้า ในขณะที่ระยะข้างหน้าเศรษฐกิจไทยมีโอกาสชะลอตัวจากผลกระทบของนโยบายปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อเนื่องมายังการบริโภค และการลงทุนภายในประเทศ รวมถึงรายรับภาคการท่องเที่ยวที่ชะลอตัวลง จากนักท่องเที่ยวจีนที่ชะลอตัวลง อย่างไรก็ดี ยังมีการจับจ่ายของกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะไกล (Long haul) เช่น นักท่องเที่ยวยุโรป ที่เข้ามาช่วยชดเชยรายได้จากนักท่องเที่ยวจีนที่ชะลอตัวลงได้บ้าง

"เมื่อมองไปข้างหน้า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยคาดว่าจะชะลอลงพอสมควร โดยครึ่งปีหลัง คาดว่าจะชะลอตัวมาเหลือที่ 1.6% ส่วนปีหน้า (69) อยู่ที่ 1.7% เป็นความท้าทายของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า ที่จะมีการเติบโตได้ต่ำกว่า 2% ไปอย่างน้อยอีกปีครึ่ง" น.ส.บัณณรี กล่าว

ภาษี"ทรัมป"กดส่งออกปีหน้าหดตัว -2%

ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้าชะลอตัวลง เป็นผลกระทบจากการส่งออกที่คาดว่าจะหดตัวรุนแรงตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 68 อันเนื่องจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งจะเริ่มเห็นผลกระทบที่ชัดเจนมากขึ้นในระยะข้างหน้า ทำให้คาดว่าการส่งออกไทยช่วงครึ่งปีหลังนี้จะหดตัว -4% และปีหน้าหดตัว -2% ภายใต้ความไม่แน่นอนที่ต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง

"การส่งออกไตรมาส 2 ได้แรงส่งจากการส่งออกสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งยังมีแรงขับเคลื่อนต่อเนื่อง เพราะเป็นสินค้าที่ยังไม่ถูกเรียกเก็บภาษีจากมาตรการของสหรัฐฯ และตลาดโลกยังมีความต้องการสินค้าจากกลุ่ม data center ที่ยังมีต่อเนื่องปีนี้ และปีหน้า แต่คาดว่าการส่งออกจะชะลอลงในระยะข้างหน้า จากผลกระทบมาตรการภาษีในช่วงครึ่งหลังปีนี้ ซึ่งการส่งออกจะลดลงรุนแรงตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไป และทำให้ภาพรวมการส่งออกไทยครึ่งปีหลังนี้ ติดลบ -4% และปีหน้า ติดลบต่อเนื่องที่ -2%" ผอ.ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ระบุ

ทั้งนี้ ธปท. คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปี 68 จะขยายตัวได้ 2.3% โดยมีการขยายตัวที่ดีใกล้เคียง 3% ในช่วงครึ่งปีแรก และจะชะลอตัวรุนแรงในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ต่อเนื่องไปจนถึงปี 69 ที่คาดว่าจะขยายตัวได้เพียง 1.7% ซึ่งเป็นผลจากการส่งออกที่คาดว่าจะติดลบ การลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวต่ำมาก รวมทั้งการบริโภคที่ชะลอตัวลงเช่นกัน

โดยเศรษฐกิจไทยทั้งปี 68 และปี 69 มีความเสี่ยงไปทางด้านต่ำ และมีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม คือ

1. พัฒนาการของการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ (Trade War) และความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์

2. ความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ

3. ความตึงตัวของสินเชื่อในบางจุด ที่อาจะกระทบกลุ่มเปราะบางและ SMEs มากกว่าที่คาด เงินเฟ้อต่ำ แต่ไม่ใช่ภาวะเงินฝืด นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวว่า ธปท.ประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) ปีนี้อยู่ที่ 0.5% ส่วนปี 69 อยู่ที่ 0.8% ซึ่งการที่เงินเฟ้อของไทยที่อยู่ในระดับต่ำนั้น เป็นผลมาจากการปรับตัวลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน และอาหารสดเป็นหลัก แต่ไม่ได้ส่งผลให้ราคาสินค้าอื่น ๆ ในตะกร้าคำนวณเงินเฟ้อลดลงเป็นวงกว้าง ในขณะที่ราคาสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคยังปรับตัวเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง

ทั้งนี้ จากเหตุผลดังกล่าว เป็นการสนับสนุนด้วยว่าประเทศไทยไม่ได้เข้าสู่ภาวะเงินฝืดแต่อย่างใด

"อัตราเงินเฟ้อหมวดพลังงาน ปีนี้ -3.2% ส่วนปีหน้า -1.3% เป็นการติดลบติดกัน 2 ปี ซึ่งเราไม่ค่อยเห็น เพราะในอดีต ค่าเฉลี่ยอัตราเงินเฟ้อหมวดพลังงานของไทย จะเฉลี่ยอยู่ที่ 1.5% จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมเราจึงเห็นเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในระดับต่ำ" นายสุรัช ระบุ ภาวะการเงินตึงตัว ทิศทางค่าเงินยังสอดคล้องภูมิภาค นายสุรัช กล่าวถึงภาพรวมภาวะการเงินไทยว่า สินเชื่อหดตัว ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการชำระคืนหนี้ และความต้องการสินเชื่อที่ลดลง อันเนื่องจากสถาบันการเงินมีความระมัดระวังมากขึ้นในการปล่อยสินเชื่อให้แก่ลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงสูง ขณะที่คุณภาพสินเชื่อโดยรวมยังทรงตัว แต่สินเชื่อ SMEs และสินเชื่อที่อยู่อาศัย คุณภาพด้อยลง

สำหรับสถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยน พบว่าเงินบาทในช่วงไตรมาส 2/68 เคลื่อนไหวผันผวน และมีค่าเฉลี่ยที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน จากปัจจัยภาคนอกเป็นหลัก โดยเฉพาะเงินดอลลาร์สหรัฐที่มีทิศทางอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับคาดการณ์การปรับลด Fed fund rate จากความกังวลแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ ส่งผลให้ค่าเงินในภูมิภาค รวมถึงค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์ โดยทิศทางการเคลื่อนไหวของเงินบาทยังสอดคล้องกับสกุลเงินอื่นในภูมิภาค

โดย key message หลักคือ นโยบายการเงินควรอยู่ในระดับผ่อนคลาย เพื่อสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ส่วนการพิจารณาการดำเนินนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า จำเป็นต้องพิจารณาความสำคัญของจังหวะเวลา และประสิทธิผลของนโยบายการเงิน ภายใต้บริบทที่มีความไม่แน่นอนสูงเป็นสำคัญดังเช่นในช่วงนี้

นายสุรัช กล่าวว่า การดำเนินนโยบายการเงินในช่วงที่ความไม่แน่นอนสูงนี้ จะต้องคำนึงถึงขีดความสามารถในการรองรับการเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด รวมทั้งประสิทธิผลที่ลดทอน ภายใต้บริบทอัตราดอกเบี้ยต่ำ และเศรษฐกิจที่เผชิญความไม่แน่นอนสูง รวมทั้งความท้าทายส่วนหนึ่ง ที่มีสาเหตุจากความสามารถในการแข่งขัน และความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

"ที่ผ่านมา กนง.ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายรวมแล้ว 3 ครั้ง อัตราดอกเบี้ยนโยบายถือว่าอยู่ในระดับที่ผ่อนคลาย ซึ่งขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงินถือเป็นสิ่งสำคัญ ภายใต้ความไม่แน่นอนสูงในระยะข้างหน้า เช่น ปัจจัยในประเทศ, ปัจจัยเรื่องภาษีสหรัฐ ซึ่งอาจนำมาซึ่ง unexpected shock ขนาดใหญ่ ดังนั้น การที่เรามีขีดความสามารถในการรองรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดไว้ จึงเป็นเรื่องสำคัญ"