SCC ชู 3 กลยุทธ์ มั่นใจผ่ามรสุมพายุเศรษฐกิจ

Categories : Update News, Stock Market

Public : 31/07/2025

 SCC  ชู 3 กลยุทธ์  ลดต้นทุน  ปรับโครงสร้างธุรกิจ   ขยายพอร์ตสินค้ามูลค่าสูง    มองครึ่งปีหลังท้าทายฝ่ามรสุมเศรษฐกิจ  โชว์กำไรฟื้น-หนี้ลด กระแสเงินสดแข็งแกร่ง ยึดฐานผลิตอาเซียน กระจายเสี่ยงตลาดสหรัฐ    ดันสินค้า Smart-Green เจาะตลาดโลก

นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย   (SCC )  หรือ เอสซีจี    เปิดเผยว่า ภาพรวมและกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจครึ่งหลังปี 2568 มีความท้าทายจากปัจจัยภายนอกสำคัญที่กระทบเศรษฐกิจโลก ได้แก่ 1.ภาษีนำเข้าจากสหรัฐ 2.ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ 3.ความผันผวนของราคาพลังงาน   แต่บริษัทยังคงเป้าหมายยอดขายปี 68 เติบโต 3-5%   และมุ่งมั่นเดินหน้าเต็มที่ด้วย 3 กลยุทธ์สำคัญ: ลดต้นทุน, ปรับโครงสร้างธุรกิจ และขยายพอร์ตสินค้ามูลค่าสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (HVA-Green Products) สู่ตลาดศักยภาพทั่วโลก นอกจากนี้ SCC เตรียมกลับมาเดินเครื่องโรงงานลองเซิน ปิโตรเคมิคอลส์ (LSP) เวียดนามปลายเดือนสิงหาคมนี้ และมีแนวโน้มเห็นความชัดเจนในการนำ บมจ.เอสซีจี เคมิคอลส์ [SCGC] เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายในปี 2571

สำหรับประเด็นที่น่าจับตาใกล้ชิด คือ การประกาศอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐที่คาดว่าจะมีข่าวออกมา เพราะครึ่งปีแรก 2568 ธุรกิจไทยได้รับผลกระทบจากภาษี 10% และกังวลช่วงครึ่งปีหลังอัตราภาษีอาจเพิ่มขึ้นหากคิดอัตราเทียบเท่าภูมิภาค 20% จะส่งผลให้ต้นทุนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

“หากอัตราภาษีใกล้เคียงเวียดนาม ทุกคนจะสบายใจ แต่หากสูงกว่าเป็นเรื่องต้องกังวล แต่ต้องอย่าลืมประเด็น Transhipment  (ค่าขนส่ง) จะเป็นอีกเรื่องที่ต้องปรับตัวเพื่อให้ Local Content เป็นไปตามเกณฑ์ภาษีของสหรัฐหรือไม่” อย่างไรก็ตาม SCG มั่นใจว่าการมีฐานการผลิตในอาเซียนทั้งเวียดนาม ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย จะช่วยปรับกระบวนการผลิตเพื่อส่งออกไปสหรัฐได้ ส่วนสินค้าที่ผลิตในไทยจะเน้นจำหน่ายและใช้งานในประเทศ แต่จะไม่ได้ทิ้งการลงทุนในไทย

ในช่วงครึ่งปีหลังนี้จนถึงปี 2569 ยังคงเผชิญความผันผวนจากอัตราภาษีสินค้าที่นำเข้าสหรัฐฯมากกว่าช่วงครึ่งปีแรกที่ระดับ 10% ทำให้ต้องเร่งขยายตลาดใหม่ๆ นอกเหนือจากตลาดสหรัฐฯ เช่น ทวีปแอฟริกาและตะวันออกกลาง รวมถึงการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง

“แนวโน้มทิศทางเศรษฐกิจโลกและภูมิภาคในช่วงครึ่งปีหลังชะลอตัวลง ซึ่งเชื่อว่าการปรับเป้าหมายตอนนี้คงไม่มีประโยชน์   ต้องเดินหน้าทำเต็มที่ก่อน  แม้ว่าจะยากลำบากขึ้น  “ นายธรรมศักดิ์กล่าว

   ในขณะเดียวกันบริษัทจะเร่งเดินหน้าทรานฟอร์มธุรกิจ อาทิ การลดต้นทุน การขายสินทรัพย์ที่ไม่จำเป็น และการลงทุนต่างๆที่ต้องเดินหน้าต่อเนื่อง     ส่วนการบันทึกกำไรจากรายการพิเศษในช่วงที่เหลือของปีนี้คาดว่าจะมีอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากปัจจุบันบริษัทยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการพิจารณาการขายสินทรัพย์ที่ไม่ทำกำไรอยู่หลายรายการ อาทิ สินทรัพย์ในกลุ่มธุรกิจวัสดุก่อสร้างและธุรกิจซีเมนต์ เป็นต้น

รวมถึงบริษัทยังมองหาโอกาสซื้อกิจการใหม่ (M&A) อย่างต่อเนื่องเพื่อให้องค์กรเข้มแข็งขึ้น โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจา และหากได้ดีลที่ดี บริษัทพร้อมจะเข้าลงทุนทันทีจากกระแสเงินสดที่มีเพียงพอ โดยปีนี้บริษัทเตรียมงบลงทุน ประมาณ 30,000 ล้านบาท

 

ทั้งนี้บริษัทมั่นใจว่ากระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (EBITDA)ปีนี้จะเติบโตดีกว่าปีก่อนที่ทำได้ 54,000 ล้านบาท หลังจากที่ในช่วงครึ่งปีแรกสามารถทำ EBITDA แข็งแกร่งขึ้นกว่า 30,320 ล้านบาท และถือว่าเกินครึ่งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่ทำได้ราว 27,000 ล้านบาท

สำหรับผลประกอบการของ SCC ในครึ่งปีแรก มีรายได้ 249,077 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 18,436 ล้านบาท ซึ่งหากไม่รวมรายการพิเศษจากการปรับโครงสร้างธุรกิจจะมีกำไรอยู่ที่ 3,266 ล้านบาท ลดลงจากครึ่งแรกของปี 67 ที่ทำไปได้ 6,133 ล้านบาท ส่วน EBITDA อยู่ที่ 30,320 ล้านบาท ดีขึ้นกว่าครึ่งปีหลังปี 67 ราว 21%

ทั้งนี้ SCC มั่นใจว่าทั้งปี 68 EBITDA จะดีกว่าปีก่อนที่ทำไปได้ 54,000 ล้านบาท หนุนด้วยกลยุทธ์ปรับพอร์ตลงทุน หยุดธุรกิจไม่ทำกำไร และบริหารจัดการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของทุกธุรกิจ รวมถึงหาโอกาสเข้าซื้อกิจการใหม่เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของ SCC ที่ทำมาอยู่ตลอด โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจาและพร้อมลงทุนทันทีถ้าข้อสรุปออกมาดี

สำหรับสินทรัพย์ที่ไม่ทำกำไรนั้น บริษัทฯ ได้พิจารณาถึงมาตรการต่าง ๆ ที่ควรจะทำ ทั้งยุติกิจการชั่วคราว ยุติถาวร หรือขายออกไป โดยระหว่างนี้มีการพูดคุยถึงสินทรัพย์ในกลุ่มธุรกิจซีเมนต์บางตัว

ขณะที่โครงการสำคัญ คือ โรงงานลองเซิน ปิโตรเคมิคอลส์ เวียดนาม (LSP) เตรียมกลับมาเปิดดำเนินการอีกครั้งปลายเดือนสิงหาคม 2568 แม้จะมีการพิจารณาปิดเป็นช่วงๆ หากไม่คุ้มทุน แต่เชื่อว่าการเดินหน้าทดลองทำย่อมดีกว่าการปล่อยให้โรงงานหยุดนิ่ง ขณะที่โครงการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันด้วยวัตถุดิบก๊าซอีเทนของ LSP ยังคืบหน้าตามแผน คาดแล้วเสร็จปี 2570 และเมื่อโครงการนี้เสร็จสมบูรณ์ อาจจะพิจารณาผลักดัน SCGC เข้าตลาดหลักทรัพย์ SET

นายธรรมศักดิ์ กล่าวว่า โรงงาน LSP เป็นส่วนหนึ่งของแผนเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันทางธุรกิจ เพื่อรองรับผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และราคาพลังงานที่ผันผวน SCC จะใช้จุดแข็งจากการมีฐานการผลิตที่หลากหลายในอาเซียน (Regional Optimization) ในการโยกย้ายฐานผลิตและส่งออกในภูมิภาคได้อย่างยืดหยุ่น เช่น การใช้ฐานการผลิตในเวียดนามที่ได้รับอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่ได้เปรียบ 20% และมีต้นทุนที่แข่งขันได้ อีกทั้งยังเป็นฐานการบริโภคที่มีศักยภาพการเติบโตสูง

 

ส่วนสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาขณะนี้ การดำเนินงานของกลุ่ม SCG ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ซึ่งต้องขอบคุณพนักงานที่ช่วยสื่อสารและดูแลกันและกัน โดยเน้นย้ำว่าจะให้กำลังใจและช่วยเหลือพนักงานทุกคนให้ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปให้ได้

รวมทั้ง SCG ยังคงติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด SCG พร้อมเผชิญความท้าทายด้วยกลยุทธ์ที่แข็งแกร่งและมุ่งมั่นที่จะเติบโตไปพร้อมกับภูมิภาคอาเซียน เพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว

ส่วนธุรกิจซีเมนต์แอนด์กรีนโซลูชันส์ ก็จะขยายฐานผลิตปูนคาร์บอนต่ำในเวียดนามใต้ที่มีกำลังการผลิตสูงสุด 8,000 ตันต่อวันรองรับตลาดเวียดนาม และส่งออกไปสหรัฐฯ แคนาดา ออสเตรเลีย ทวีปโอเชียเนีย

   

ส่วนฝั่ง บมจ. เอสซีจี เดคคอร์ [SCGD] เพิ่มกำลังการผลิตกระเบื้องเกรซ พอร์ซเลนที่เวียดนาม ซึ่งเป็นสินค้าที่มีความต้องการสูง อีกทั้งบริหารต้นทุนการผลิตกระเบื้องให้แข่งขันกับผู้เล่นระดับโลกได้ และฝั่งธุรกิจบรรจุภัณฑ์ หรือ [SCGP] ก็ได้เดินหน้าเสริมแกร่งของธุรกิจบรรจุภัณฑ์ครบวงจรในเวียดนาม ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์กระดาษ บรรจุภัณฑ์พอลิเมอร์ จนถึงบรรจุภัณฑ์อาหาร

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมองหาโอกาสในตลาดอื่น ๆ ที่มีศักยภาพ ซึ่งส่วนหนึ่งก็เพื่อกระจายตัวออกสหรัฐฯ ด้วย เช่น

ทวีปแอฟริกา: มีการขยายตลาด "ปูนเม็ด" (Cement Clinker) ของเอสซีจี ดิสทริบิวชั่น แอนด์ รีเทล ไปยังประเทศโกตติวัวร์ และกานา

ทวีปเอเชีย: มีการขยายตลาด "3D Printing Solution" เพื่อการก่อสร้างเสร็จไว ไร้ Waste ไปญี่ปุ่น ซาอุดิอาระเบีย มาเลเซีย

ทวีปโอเชียเนีย: มีการขยายตลาด "หลังคาและฝาฝ้า" ที่พัฒนาคุณสมบัติให้เหมาะกับลูกค้าออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ของเอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง และขยายตลาด "ปูนเอสซีจี คาร์บอนต่ำ Gen 1 และ 2" ไปออสเตรเลีย รวมทั้งเตรียมออก "ปูนเอสซีจี คาร์บอนต่ำ Gen 3" สู่ตลาดเป็นรายแรก โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างทำ Pilot Project กับกว่า 15 โครงการ ของเอสซีจี ซีเมนต์ แอนด์ กรีนโซลูชันส์

ทวีปยุโรป: มีการขยายตลาด "กระเบื้องเกรซ พอร์ซเลน" ไปสาธารณรัฐเช็ก ของ SCGD และการปรับกระบวนการผลิต "บรรจุภัณฑ์อาหาร" เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนของ SCGP

SCC จะมุ่งลดต้นทุนเพื่อให้สามารถแข่งขันในระดับโลกได้ ตั้งแต่การลดต้นทุนบริหารจัดการ จากการรวมศูนย์การผลิตของโรงงานที่มีความซ้ำซ้อน และการใช้หุ่นยนต์บรรจุปูนซีเมนต์และลำเลียงไปยังคลังสินค้า และใช้ระบบจัดเก็บและเบิกจ่ายสินค้าอัตโนมัติ (AS/RS Warehouse System) ช่วยจัดสินค้าไปยังรถขนส่ง และร่วมกับพาร์ทเนอร์ พัฒนารถบรรทุกไฟฟ้าขนส่งในเหมือง (EV Mining Truck) แบบไร้คนขับเป็นรายแรกในไทย

ด้านเอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง ได้ใช้ระบบอัตโนมัติผลิตกระเบื้องและครอบหลังคา และแผ่นฝ้าผนังสมาร์ทบอร์ด ทำให้ได้สินค้าคุณภาพมาตรฐาน ลดค่าใช้จ่ายจากของเสียในกระบวนการผลิต ลดต้นทุนบริหารจัดการ และเริ่มใช้ AI ช่วยลดขั้นตอนออกแบบ-พัฒนาสินค้าใหม่

ด้านทาง SCGD ก็ใช้ระบบอัตโนมัติเคลื่อนย้ายชิ้นงานกระเบื้องและสุขภัณฑ์ในกระบวนการผลิตและบรรจุ รวมทั้งใช้ AI ช่วยออกแบบสินค้า จำลองกระบวนการก่อนผลิตจริง ตรวจสอบคุณภาพ รวมถึงบริหารคลังสินค้า และ เอสซีจีซี ใช้หุ่นยนต์บริหารจัดการโรงงาน อาทิ โรงงานนวพลาสติกอุตสาหกรรมที่ผลิตท่อและข้อต่อ PVC รวมถึงผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปจาก PVC มีสัดส่วนการใช้หุ่นยนต์ (Robot Density) เทียบเท่าระดับ Best in Class ของโลก และใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เพื่อลดระยะเวลาในการพัฒนาพอลิเมอร์

ในครึ่งปีแรก SCC ได้บริหารต้นทุนวัตถุดิบและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ที่เป็นผลพลอยได้ ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าได้รวม 912 ล้านบาท ปรับปรุงโรงงานให้เดินเต็มประสิทธิภาพ ลดต้นทุนได้ 616 ล้านบาท และลดเงินทุนหมุนเวียนลง 6,989 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีการใช้พลังงานสะอาดในกระบวนการผลิต ช่วยลดต้นทุนในแต่ละธุรกิจได้อีกด้วย

นายธรรมศักดิ์ กล่าวอีกว่า SCC ยังคงเดินหน้าปรับโครงสร้างการดำเนินงานและธุรกิจ เช่น ใน PT Chandra Asri Pacific Tbk. (CAP) อินโดนีเซีย, บางธุรกิจในยุโรปของ SCGC และบางธุรกิจในอินโดนีเซียของเอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง ซึ่งช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ประมาณ 1,200 ล้านบาทต่อปี

กลยุทธ์สำคัญสำหรับครึ่งปีหลัง 2568 คือการเร่งขยาย "สินค้า Smart Value - HVA - Green" สู่ตลาดเติบโตสูง:

สินค้าราคาคุ้มค่า (Smart Value Products - SVP): ตอบสนองกำลังซื้อในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน เช่น "ปูน ADAMAX" ในเวียดนาม "ปูน 5 Star" ในกัมพูชา "ปูน Bezt" ในอินโดนีเซีย

สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (High Value Added Products - HVA) และโซลูชัน: เช่น "CHILLOX" โซลูชันประหยัดพลังงานสำหรับคลังสินค้าห้องเย็น, "DRS" (Digital Reliability Service Solutions) บริการดิจิทัลโซลูชันอัจฉริยะสำหรับภาคอุตสาหกรรม, "ฝาปิดท่อคอนกรีตกำลังอัดสูง" สำหรับสายไฟใต้ดิน, "ปูนจับเซี้ยมสำเร็จรูป", "ONNEX ArcBox" นวัตกรรมป้องกันไฟไหม้แผงโซลาร์, "ผนังสมาร์ทบอร์ด เอสซีจี ซูเปอร์", "ฟิล์มติดอาคาร Raycoool", "สุขภัณฑ์อัตโนมัติ รุ่น Klirr", "วัสดุตกแต่งพื้นผิว Standard Click Lock" และ "กระเบื้อง X STRONG"

สินค้ากรีน (Green Products): เช่น "ประตูหน้าต่างไวนิลคาร์บอนต่ำ WINDSOR" รายแรกในไทย และ "กระเบื้องซีเมนต์ปูพื้น DECAAR by SCG รุ่นคอมฟอร์ท" ที่มีเทคโนโลยี HeatSync

"แม้สถานการณ์สงครามการค้าจะยังไม่แน่นอน แต่เอสซีจีเชื่อมั่นว่ากลยุทธ์ที่ชัดเจน การปรับตัวที่รวดเร็ว และความทุ่มเทของทีมงาน จะช่วยรักษาความแข็งแกร่งทางการเงินและความสามารถทางการแข่งขันขององค์กรไว้ได้" พร้อมย้ำความสำคัญของการร่วมมือกับพันธมิตรผ่านโครงการต่างๆ เช่น 'NZAP: Net Zero Accelerator Program' และ 'Go Together' รวมถึงการจัด Leadership Forum ในงาน 'ESG Symposium' เพื่อผลักดันเศรษฐกิจไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำและพร้อมแข่งขันในระดับโลก"นายธรรมศักดิ์ กล่าว