รมว.คลัง ดึงทุกภาคส่วนร่วมปรับโครงสร้างภาคการผลิต รับมือภาษีทรัมป์ 19% มีผล 1 ส.ค.นี้

Categories : Update News, Finance

Public : 01/08/2025

นายพิชับ ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึง การประกาศอัตราภาษีนำเข้าต่างตอบแทน (Reciprocal Tariffs) กับสหรัฐอเมริกา ที่อัตรา 19% ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 .. 2568 เป็นต้นไปว่า นับเป็นโอกาสที่ดีที่ประเทศไทย จะมุ่งสู่การปรับโครงสร้างการผลิตสินค้าทั้งที่ขายในประเทศและนอกประเทศใหม่เพื่อให้สินค้าไทยถูกลง และมีขีดความสามารถในการแข่งขัน เพราะ 2-3 ปีที่ผ่านมา ขนาดเงินลงทุนยังคิดเป็นสัดส่วนน้อยแค่ 20 % จากที่ควรจะต้องเพิ่มให้ได้ไม่น้อยกว่า 30-35% ของงบลงทุนทั้งหมด

 

ซึ่งภาครัฐเตรียมมาตรการสนับสนุนผู้ที่ได้รับผลกระทบ ทั้งงบประมาณ Soft Loan เงินอุดหนุน มาตรการภาษี และการปฏิรูปกฎระเบียบ โดยในส่วนของ Soft Loan จะเตรียมมาช่วยผู้ส่งออกที่ต้องปรับตัวและเจอปัญหาต้องชะลอการขายให้มีสภาพคล่องรองรับสถานการณ์ระหว่างนี้

 

ขณะที่การปรับโครงสร้างภาคการผลิตได้หารือกับสภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า เพื่อจัดกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ แล้วใช้กองทุนเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ" (Competitiveness Enhancement Fund) เข้าไปช่วยเพื่อสนับสนุนเรื่องปรับปรุงเครื่องจักรให้เป็นดิจิทัล

     

“ 90% ในสิ่งที่เขาขอมาก็เป็นสิ่งที่เราควรต้องทำอยู่แล้ว การเพิ่มขีดความสามารถสินค้าที่ผลินในไทย ขายในไทยจึงสำคัญ เพราะจะเจอสินค้าจากสหรัฐเข้ามาแข่งขัน รวมถึงการผลิตเพื่อการส่งออกด้วยที่ต้องปรับโครงสร้างครั้งใหญ่นำไปสู่การแข่งขันในตลาดส่งออก  นายพิชัยกล่าว

 

สำหรับสินค้าเกษตร เช่น ข้าวโพด เบื้องต้นได้เจรจาเปิดโควต้าการนำเข้าเพิ่มจากสหรัฐ จาก 10 ล้านตัน เป็น 13 ล้านตัน โดยข้าวโพดที่นำเข้าจากสหรัฐ จะมีราคาที่ถูกกว่าของไทย จึงให้ผู้ประกอบการในประเทศตกลงเรื่องการแบ่งโควต้าซื้อข้าวโพดจากสหรัฐกัน โดยมีข้อแม้ว่าต้องซื้อข้าวโพดจากในประเทศซึ่งมีราคาแพงกว่า และมีกำลังการผลิตอยู่ที่ราว 5 ล้านตันก่อนซึ่งการนำเข้าโควต้าข้าวโพตจากสหรัฐจะมาจากการลดการซื้อข้าวโพดจากประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่ทำตามข้อตกลงของไทยเรื่องใช้วิธีเก็บเกี่ยวโดยการเผา

 

เช่นเดียวกับ การเปิดโควต้าการนำเข้าปลานอลจากสหรัฐ จากที่ได้หารือกับผู้ประกอบการไทย เชื่อว่าจะไม่มีผลกระทบมากนั้น เพราะราคาปลานิลตกแต่งนำเข้าจากสหรัฐ จะมีราคาที่สูงกว่าราคาปลานิลในประเทศเรามาก และมีสินค้าบางอย่างที่เรานำเข้าจากออสเตรเลีย และจีนภายใต้ข้อตกลง FTA จากนี้ไปก็จะมีสหรัฐเข้ามาเป็นคู่แข่งอีกเจ้าในตลาด ขณะที่สินค้าไทยที่ส่งไปสหรัฐก็จะเจอภาษี 19 % ซึ่งผู้บริโภคเขาต้องแบ่งรับภาระไปส่วนสินค้าที่นำเข้าจากสหรัฐคนไทยจะได้ซื้อในราคาที่ถูกลงก็เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคแต่ผู้ที่ผลิตสินค้าในประเทศไทยก็ปรับตัวหาเทคโนโลยีลดต้นทุนการผลิตให้แข่งขันได้ทั้งในประเทศและส่งออกไปขายนอกประเทศศด้วย

 

พร้อมกันนี้ เชื่อว่าข้อตกลงภาษีใหม่กับสหรัฐจะไม่กระทบเรื่องแรงงาน เพราะแรงงานไทยส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่มีฝีมือ และสหรัฐมีการลงทุนในประเทศไทยเกี่ยวกับซอฟแวร์ต่างๆมานานนับ 30 ปี ซึ่งในการเจรจาได้รับการยืนยันว่า จะไม่ย้ายฐานการผลิต โดยปัจจุบันไทยได้ดุลการค้าสหรัฐ อยู่ราว 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่ง 30% ของยอดการส่งออกไปสหรัฐก็คือธุรกิจกลุ่มอิเล็คทอรนิกส์ที่ไปสนับสนุนเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์

 

ขณะเดียวกัน ในข้อตกลงครั้งนี้ไทย มีแผนจะซื้อเครื่องบินพาณิชย์อยู่แล้วราว 100 ลำในอนาคต หลังจากที่ไม่ได้มีการซื้อเครื่องบินไทยหลังสถานการณ์โควิด 19 ซึ่งในอนาคตก็ต้องมาวางแผนในการจัดซื้อเครื่องบินโบอิ้งซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกมากขึ้นด้วย