แม่เจ้า!!GULF!!!ไตรมาส2กำไร6.3หมื่นล้าน ฟาดกำไรพิเศษควบกิจการAIS
Categories : Update News, Stock Market
Public : 09/08/2025GULF รับรู้ Core Profit ไตรมาส 2/2568 จำนวน 7,101 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากธุรกิจพลังงานและส่วนแบ่งกำไรจาก AIS และรับรู้กำไรพิเศษจากการควบรวมธุรกิจกับ INTUCH จำนวน 56,120 ล้านบาท ทุ่มงบแสนล้านลงทุนช่วง3-5ปึขณะตั้งธนาคารไร้สาขาคืบ ตั้ง ธนาคารคลิกซ์!
บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (บริษัทฯ) รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2568โดยมีรายได้รวม (total revenue) อยู่ที่ 40,617 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% จาก 32,629 ล้านบาท ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรจากการดำเนินงาน (core profit) อยู่ที่ 7,101 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27% จาก 5,611 ล้านบาทในไตรมาส 2/2567
ทั้งนี้ ในไตรมาส 2/2568 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ (net profit) อยู่ที่ 63,871 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากกำไรจากการรวมธุรกิจ (gain from amalgamation) จำนวน 56,120 ล้านบาท (เนื่องจากการควบรวมธุรกิจกับ INTUCH เสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2568 บริษัทฯ จึงได้เปรียบเทียบผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2568 กับข้อมูลทางการเงินรวมเสมือนของไตรมาส 2/2567)
ผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของกลุ่มบริษัทฯ มีสาเหตุหลักมาจากการเติบโตของธุรกิจพลังงาน ทั้งกลุ่มโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและโรงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยในไตรมาส 2/2568 บริษัทฯ รับรู้ผลกำไรจากโครงการโรงไฟฟ้ากัลฟ์ ปลวกแดง (GPD) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้า IPP ภายใต้กลุ่ม IPD ครบทั้ง 4 หน่วย (กำลังการผลิตรวม 2,650 เมกะวัตต์) ที่ทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ปี 2566 ถึงปี 2567 เทียบกับในไตรมาส 2/2567 ที่รับรู้กำไรจากโครงการโรงไฟฟ้า GPD เพียง 3 หน่วย (กำลังการผลิตรวม 1,987.5 เมกะวัตต์) และรับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit ของโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติหินกอง (HKP) ครบทั้ง 2 หน่วย (กำลังการผลิตรวม 1,540 เมกะวัตต์) ที่ทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ปี 2567 ถึงปี 2568 เทียบกับในไตรมาส 2/2567 ที่รับรู้กำไรจากโครงการโรงไฟฟ้า HKP เพียง 1 หน่วย (กำลังการผลิต 770 เมกะวัตต์) อีกทั้ง GULF ยังรับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profitของโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Jackson Generation ในประเทศสหรัฐอเมริกา จำนวน 134 ล้านบาท ซึ่งพลิกจากผลขาดทุนจำนวน 164 ล้านบาท ในไตรมาส 2/2567 จากค่า Capacity Payment เฉลี่ยที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 29 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ต่อวัน ในช่วงเดือนมิถุนายน 2567 ถึงพฤษภาคม 2568 เป็น 270 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ต่อวัน ในช่วงเดือนมิถุนายน 2568 ถึงพฤษภาคม 2569ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในตลาด Pennsylvania-New Jersey-Maryland Interconnection (PJM) ในขณะที่ปริมาณไฟฟ้าเสถียรที่จ่ายเข้าสู่ระบบลดลง นอกจากนี้ ในไตรมาส 2/2568บริษัทฯ รับรู้ผลกำไรจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (solar farms) และโครงการพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (solar farms with battery energy storage systems) ในประเทศ จำนวน 5 โครงการ (กำลังการผลิตรวม 532 เมกะวัตต์) ซึ่งได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในเดือนธันวาคม 2567

อย่างไรก็ตาม ในไตรมาส 2/2568 บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit จากกลุ่ม GJP ลดลง 22% จาก643 ล้านบาท ในไตรมาส 2/2567 เป็น 500 ล้านบาท ในไตรมาสนี้ เนื่องจากโครงการ IPP ทั้ง 2 โครงการภายใต้กลุ่ม GJP ได้แก่ โรงไฟฟ้ากัลฟ์ หนองแซง (GNS) และโรงไฟฟ้ากัลฟ์ อุทัย (GUT) มีปริมาณการขายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ลดลง ตามความต้องการใช้ไฟฟ้ารวมของประเทศที่ชะลอตัวโดย GNS มี load factor เฉลี่ยลดลงจาก 52% ในไตรมาส 2/2567 เป็น 19% ในไตรมาสนี้ ในขณะที่ GUT มี load factor เฉลี่ยลดลงจาก 40% ในไตรมาส 2/2567เป็น 5% ในไตรมาสนี้ ขณะเดียวกัน กลุ่มโรงไฟฟ้า SPP จำนวน 7 โครงการภายใต้กลุ่ม GJP มีอัตรากำไรขั้นต้นจากการขายไฟฟ้าให้กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมที่ลดลง เนื่องจาก ปตท. เรียกเก็บค่าก๊าซย้อนหลังจากการตรึงราคาก๊าซในช่วงปลายปี 2566 เพื่อช่วยพยุงราคาไฟฟ้าที่ 3.99 บาทต่อหน่วยในช่วงวิกฤตพลังงาน ซึ่งต่อมาในเดือนมิถุนายน 2568 คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้มีมติเห็นชอบให้ ปตท. ดำเนินการเรียกคืนเงินส่วนต่างมูลค่าก๊าซที่เกิดขึ้นจริงในช่วงเวลาดังกล่าว บริษัทฯ จึงบันทึกส่วนต่างราคาก๊าซในไตรมาส 2/2568 โดยจะทยอยชำระเป็น 6 งวด ตามรอบการปรับค่า Ft นอกจากนี้ ราคาค่า Ft เฉลี่ยลดลงในอัตราที่สูงกว่าการลดลงของราคาก๊าซธรรมชาติ โดยค่า Ft เฉลี่ยลดลงจาก 0.40 บาท/กิโลวัตต์-ชั่วโมง ในไตรมาส 2/2567 เป็น 0.25 บาท/กิโลวัตต์-ชั่วโมง ในไตรมาส 2/2568 ในขณะที่ราคาก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยลดลงจาก 319.6 บาท/ล้านบีทียู ในไตรมาส 2/2567 เป็น 317.3 บาท/ล้านบีทียู ในไตรมาส 2/2568 สำหรับกลุ่มโรงไฟฟ้า SPP จำนวน 12 โครงการภายใต้กลุ่ม GMP มีกำไรลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยลดลง 17% จาก 751 ล้านบาท ในไตรมาส 2/2567 เป็น 626 ล้านบาท ในไตรมาสนี้ โดยมีสาเหตุหลักมาจากส่วนต่างราคาค่าก๊าซที่ ปตท. เรียกเก็บย้อนหลัง และค่า Ft ที่ลดลงตามที่กล่าวมาข้างต้น อย่างไรก็ตาม สัดส่วนของปริมาณการขายไฟฟ้าให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมในกลุ่มบริษัทฯ มีเพียง 6% ของปริมาณการขายไฟฟ้าทั้งหมด บริษัทฯ จึงได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย สำหรับโครงการโรงไฟฟ้ากัลฟ์ ศรีราชา (GSRC) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้า IPP ภายใต้กลุ่ม IPD มีกำไรที่ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากปริมาณการขายไฟฟ้าให้ กฟผ. ที่ลดลง โดยมี load factor เฉลี่ยลดลงจาก 84% ในไตรมาส 2/2567 เป็น 70% ในไตรมาสนี้ นอกจากนี้บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit จากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมที่ลดลงจากทั้งโครงการภายใต้กลุ่ม Gulf Gunkul Corporation (GGC) และโครงการBorkum Riffgrund 2 (BKR2) ที่ประเทศเยอรมนี จากความเร็วลมที่ลดลง โดย GGC มีความเร็วลมเฉลี่ยลดลงจาก 5.5 เมตร/วินาที ในไตรมาส 2/2567 เป็น 4.8เมตร/วินาที ในไตรมาส 2/2568 และ BKR2 มีความเร็วลมเฉลี่ยลดลงจาก 8.4 เมตร/วินาที ในไตรมาส 2/2567 เป็น 7.5 เมตร/วินาที ในไตรมาส 2/2568
ในส่วนของธุรกิจก๊าซ บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไรcore profit จากโครงการ PTT NGD จำนวน 208 ล้านบาท ในไตรมาส 2/2568 ลดลง 45% จาก 382 ล้านบาท ในไตรมาส 2/2567 เนื่องจากราคาน้ำมันเตาลดลงในอัตราที่สูงกว่าราคาค่าก๊าซธรรมชาติ โดยราคาน้ำมันเตาลดลงจาก 81.6 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ในไตรมาส 2/2567 เป็น 70.5 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ในไตรมาสนี้ในขณะที่ราคาค่าก๊าซธรรมชาติลดลงจาก 337.8 บาท/ล้านบีทียู ในไตรมาส 2/2567 เป็น 330.3 บาท/ล้านบีทียู ในไตรมาสนี้ สำหรับธุรกิจจัดหาและขนส่งก๊าซธรรมชาติภายใต้ GLNG และ HKH ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 บริษัทฯ ได้นำเข้า LNG มาแล้วจำนวนรวม29 ลำ หรือประมาณ 2 ล้านตัน ส่งผลให้บริษัทฯ รับรู้รายได้จาก shipper fee ที่เพิ่มขึ้น
ในไตรมาส 2/2568 บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit จากการลงทุนใน AIS จำนวน 3,483 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41% จาก 2,476 ล้านบาท ในไตรมาส 2/2567 โดยมีสาเหตุหลักมาจากผลประกอบการที่ดีขึ้นของ AISจากการเพิ่มขึ้นของ ARPU ซึ่งมุ่งเน้นจำหน่ายแพ็กเกจที่มีมูลค่าสูงขึ้น การส่งเสริมการใช้งานเครือข่าย 5G ประกอบกับการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ในไตรมาส 2/2568 บริษัทฯ ยังรับรู้เงินปันผลรับจากการลงทุนใน KBANK จำนวน 977 ล้านบาท
ทั้งนี้ บริษัทฯ มีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ในไตรมาส 2/2568จำนวน 13,432 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% เมื่อเทียบกับ 11,079 ล้านบาท ในไตรมาส 2/2567 ในขณะที่กำไรสุทธิ(net profit) ส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ (รวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนและกำไรจากการรวมธุรกิจ) ในไตรมาส 2/2568 เท่ากับ 63,871 ล้านบาท
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม742,205 ล้านบาท หนี้สินรวม 396,105 ล้านบาท และ ส่วนของผู้ถือหุ้น 346,100 ล้านบาท โดยมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (net interest-bearing debt to equity) อยู่ที่ 0.87 เท่า
นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน เปิดเผยว่า “บริษัทฯ ยังคงประมาณการการเติบโตของรายได้รวมในปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 25% โดยไตรมาส 2/2568 เป็นไตรมาสแรกที่ GULFเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากการถือหุ้นโดยตรงใน AIS ในสัดส่วน 40.4% ภายหลังจากการควบรวมบริษัทเสร็จสิ้นเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา สำหรับช่วงครึ่งหลังของปี 2568 บริษัทฯ คาดว่ารายได้รวมจะเติบโตอย่างต่อเนื่องจากการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (solar farms) และโครงการพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (solar farms with battery energy storage systems) ภายในประเทศ จำนวน 7 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 597 เมกะวัตต์ ขณะเดียวกัน รายได้จากโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Jackson Generation ในประเทศสหรัฐอเมริกามีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากค่า Capacity Payment ที่ปรับเพิ่มขึ้นเนื่องจากความต้องการใช้ไฟฟ้าของ data center เพิ่มขึ้นอย่างมาก ในขณะที่โรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทยอยปลดระวางลง โดยค่า Capacity Payment จะปรับเพิ่มขึ้นอีกในช่วงกลางปี 2569 จาก 270 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ต่อวัน เป็น329 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ต่อวัน
ปัจจุบันบริษัทฯ ได้บรรลุเป้าหมายการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้มากกว่าร้อยละ 40 ของกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมภายในปี 2578 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยบริษัทฯ มีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งจากพลังงานหมุนเวียนทั้งที่เปิดดำเนินการแล้วและอยู่ระหว่างการพัฒนารวมมากกว่า 10,000 เมกะวัตต์ ครอบคลุม 5 ได้แก่ ประเทศไทย เวียดนาม ลาว เยอรมนี และ สหราชอาณาจักร โดยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้เดินหน้าขยายการลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงการเข้าลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จำนวน 9 โครงการ กำลังการผลิตรวม 653 เมกะวัตต์ ร่วมกับบริษัท GUNKUL และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมจำนวน 5 โครงการ กำลังการผลิตรวม 437 เมกะวัตต์ ร่วมกับบริษัท บลู สกาย วินด์ พาวเวอร์ โฮลดิ้ง จำกัด นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนจาก 40% เป็น 100% ในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำปากลายกำลังการผลิตติดตั้ง 770 เมกะวัตต์ ใน สปป.ลาว รวมถึงเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นเป็น 100% ในโครงการโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม 12โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 119 เมกะวัตต์ และโรงงานผลิตเชื้อเพลิงแข็งจากขยะอุตสาหกรรม 3โครงการ ทั้งนี้ GULF จะยังคงมุ่งมั่นในการเดินหน้าขยายการลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายระยะยาวของบริษัทฯ ในการบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Carbon Emissions) ภายในปี 2593 ต่อไป
สำหรับธุรกิจจัดหาและขนส่งก๊าซธรรมชาติ ในปี 2568 กลุ่มบริษัทฯ มีแผนจะนำเข้า LNG ทั้งหมดประมาณ 70 ลำ หรือคิดเป็นปริมาณรวม 4-5 ล้านตัน เพื่อรองรับการผลิตไฟฟ้าของโครงการโรงไฟฟ้า GSRC GPD HKP และ SPP 19 โครงการ ในส่วนของลูกค้าอุตสาหกรรม ซึ่งจะสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจก๊าซอย่างต่อเนื่อง
ในขณะที่ธุรกิจดิจิทัลยังคงเป็นอีกหนึ่งกลุ่มธุรกิจสำคัญที่ช่วยผลักดันการเติบโตของบริษัทฯ โดยธุรกิจdata center ซึ่งบริษัทฯ ร่วมลงทุนกับ Singtel และ AISได้เริ่มทะยอยเปิดให้บริการเฟสแรก ขนาด 25 เมกะวัตต์ ไปเป็นที่เรียบร้อย และมีแผนขยายเป็น 200-300 เมกะวัตต์ภายใน 3 ปีข้างหน้า เพื่อรองรับความต้องการใช้งานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นในประเทศไทยสำหรับธุรกิจ cloud บริษัทฯ ร่วมทุนกับ AIS เพื่อให้บริการระบบคลาวด์ทั้งในรูปแบบ public cloud และ private cloud โดยร่วมมือกับ Oracle และ Google ในการพัฒนาบริการที่ตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าอย่างครอบคลุมทั้งลูกค้าองค์กร ลูกค้า SMEs หน่วยงานภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ
บริษัทฯ มีแผนลงทุน (equity investment) รวมกว่า100,000 ล้านบาท ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า โดยมุ่งเน้นการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมภายในประเทศ โรงไฟฟ้าพลังน้ำ โรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม และธุรกิจ data center ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนแผนการเติบโตดังกล่าว บริษัทฯ มีแผนออกหุ้นกู้วงเงินรวมประมาณ 30,000 ล้านบาทในเดือนกันยายนนี้ ซึ่งจะเสนอขายให้แก่นักลงทุนสถาบัน นักลงทุนรายใหญ่ และประชาชนทั่วไป โดยจะนำเงินที่ได้จากการเสนอขายหุ้นกู้ดังกล่าวไปใช้ในการชำระคืนเงินกู้จากสถาบันการเงิน และขยายธุรกิจของบริษัทฯ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว”
KTB ผนึก ADVANC และ OR ประกาศตั้ง ‘ธนาคาร คลิกซ’ ลุยเวอร์ชวลแบงก์เต็มรูปแบบปี 69 . นางดุจหทัย สมบูรณ์นิตย์ ผู้ช่วยเลขานุการบริษัท ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขานุการบริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB รายงานผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า ตามที่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (“ธนาคาร”) และพันธมิตรทางธุรกิจ ซึ่งได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (“ADVANC”) และ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (“OR”) ได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้จัดตั้งธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาแล้ว เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2568 นั้น . ภายหลังจากได้รับความเห็นชอบในการจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาดังกล่าว ธนาคารและพันธมิตรทาง ธุรกิจได้เริ่มดำเนินการเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตามขั้นตอนและเงื่อนไขที่กฎหมายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนด ซึ่งรวมถึงเงื่อนไขในการจัดตั้งบริษัทมหาชนจำกัด เพื่อยื่นขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา เพื่อให้สามารถเปิดบริการธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาได้ภายในปี พ.ศ. 2569 . โดย เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 ธนาคารและ พันธมิตรทางธุรกิจได้ร่วมกันจัดตั้ง บริษัท ไทย ทรินิตี้ โฮลดิ้ง จ ากัด (“HoldCo”) และในวันที่ 8 สิงหาคม 2568 ธนาคาร และพันธมิตรทางธุรกิจได้ร่วมกันจัดตั้ง ธนาคาร คลิกซ์ จำกัด (มหาชน) (“VBCo”) โดยให้ HoldCo เป็นผู้ถือหุ้น VBCo ใน วันจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทในสัดส่วนร้อยละ 95 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด (โดยในภายหลัง HoldCo จะรับโอนหุ้นใน VBCo จากผู้เริ่มจัดตั้งบริษัท และมีสัดส่วนการถือหุ้นเป็นร้อยละ 99.99) ซึ่งตามข้อมูลที่ธนาคารและกลุ่มพันธมิตรทางธุรกิจได้ ชี้แจงต่อธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น ธนาคารมีสิทธิเสนอชื่อกรรมการใน HoldCo เป็นจำนวนตั้งแต่กึ่งหนึ่งของกรรมการ ทั้งหมด โดย HoldCo และ VBCo เป็นบริษัทซึ่งธนาคารมีอำนาจควบคุมกิจการ ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาด หลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) โดยมีรายละเอียดที่สำคัญของแต่ละบริษัท ดังนี้ . . (ฝ
