BLSประเมินหุ้นไทยครึ่งหลังปี 2568 ผันผวน ลุ้นฟื้นตัวสู่เป้าหมาย 1,280 จุด แนะหุ้นอิงเศรษฐกิจโลก -การเมืองยังรอเชื่อเลือกตั้งปีหน้า!
Categories : Update News, Stock Market
Public : 19/08/2025หลักทรัพย์บัวหลวง มองตลาดหุ้นไทยครึ่งหลังปี 2568 ยังเผชิญความผันผวนจากหลายปัจจัยทั้งภายในและต่างประเทศ คาดว่าไตรมาส 3 จะเป็นจุดต่ำสุดของเศรษฐกิจไทย ก่อนมีโอกาสฟื้นตัวในไตรมาส 4 หนุน SET Index ทยอยขยับแตะเป้าหมาย 1,280 จุด ในสิ้นปีนี้ โดยหุ้นกลุ่ม “Global Play” ที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกจะเป็นผู้นำตลาดในรอบนี้
นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ กรรมการผู้จัดการ กิจการค้าหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) และ คุณพิริยพล คงวาณิช ผู้จัดการ นักกลยุทธ์ปัจจัยพื้นฐาน บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ร่วมกันแถลง ทิศทาง ตลาดหุ้นไทยในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา (เดือนม.ค.- ก.ค. 2568) ให้ผลตอบแทนติดลบ 10.06% โดยยังเผชิญ ความไม่แน่นอนจากหลากหลายปัจจัย เช่น มาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ, ความไม่แน่นอนทางการเมือง, ภาวะหนี้ครัวเรือนสูงและรอการแก้ไข, เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศที่ยังไม่สามารถขับเคลื่อนได้อย่างเต็มที่จากปัจจัยการเมืองขาดเสถียรภาพ
ส่งผลให้นักวิเคราะห์ทยอยปรับลดประมาณการเศรษฐกิจและกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) โดยฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ของบริษัท ได้ปรับประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ปี 2568 ลงจาก 92 บาทต่อหุ้น เหลือ 82 บาทต่อหุ้น จากงบการเงินครึ่งปีแรก(อัตราการปรับลดประมาณการกำไรต่อหุ้นน้อยลงในเดือนมิ.ย.-ก.ค. ที่ผ่านมา)
ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ ประเมินว่า ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2568 จะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยแตะระดับต่ำสุด ก่อนจะเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวในช่วงไตรมาส 4 หากความเสี่ยงทางการเมืองไม่มีความรุนแรงและสามารถหาจุดลงตัวได้
ขณะเดียวกัน มาตรการภาษีของสหรัฐฯ มีแนวโน้มไม่ส่งผลกระทบเกินคาด เนื่องจากอัตราภาษีนำเข้าสินค้าไทยใกล้เคียงกับประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยกัน ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว มีโอกาสที่หุ้นไทยจะค่อย ๆ ฟื้นตัวสู่เป้าหมาย SET Index สิ้นปี 2568 ในกรอบ 1,280 จุด โดยอ้างอิงสมมติฐานการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนที่ 6.6% และค่า P/E เฉลี่ย 15.7 เท่า
ภายใต้กรอบดังกล่าว แนะนำนักลงทุนใช้จังหวะที่ตลาดปรับฐานทยอยสะสมหุ้น โดยมองว่า หุ้นกลุ่ม “Global Play” ที่มีการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกและมูลค่าหุ้นต่ำกว่าค่าเฉลี่ย เช่น กลุ่มปิโตรเคมี, กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และผู้ผลิตอาหารสัตว์มีแนวโน้มจะเป็นกลุ่มนำตลาดรอบนี้ แนะนำ PTTGCและSCC
ขณะที่หุ้นกลุ่ม “Domestic Play” ยังถูกกดดันจากอุปสงค์ภายในประเทศที่ฟื้นตัวช้าซึ่งกลุ่มที่ถูกกระทบมาก เช่น อสังหาริมทรัพย์, การก่อสร้าง, ไฟแนนซ์เช่าซื้อ, สินเชื่อบุคคล และสื่อมีเดียขณะที่กลุ่มที่ได้รับผลกระทบปานกลางถึงน้อย ได้แก่ธนาคาร, ร้านสะดวกซื้อ, โรงพยาบาล และท่องเที่ยว
“หุ้นไทยปรับตัวลงแรงจนใกล้เคียงระดับที่เคยเกิดขึ้นช่วงวิกฤตการณ์สำคัญในอดีต เช่น วิกฤตเลห์แมนบราเธอร์ส, วิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง และต่ำกว่าช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 เราจึงประเมินว่า Downside ของตลาดหุ้นไทยมีจำกัด โดยระดับ 1,050 -1,080 จุด มีความเป็นไปได้น้อยที่จะเกิดขึ้นอีก อย่างไรก็ดี ในส่วนของปัจจัยภายนอกประเทศนั้น เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอตัว
หากตัวเลขเงินเฟ้อได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้า ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ประมาณ 1-2 ครั้ง รวม 0.50% ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ และอาจปรับลดเพิ่มเติมในปี 2569 ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1 ครั้ง ในช่วงครึ่งหลังของปี และอีก 1 ครั้ง ในปี 2569 สอดคล้องกับแนวโน้มเงินเฟ้อไทยที่ยังอยู่ระดับต่ำที่ประมาณ 1%” นายชัยพร กล่าว
สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดจะได้รับผลกระทบเชิงบวกจากมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ เช่น กลุ่มผู้ผลิตอาหารสัตว์ เช่น BTG, TFG, GFPT และ CPF ซึ่งได้รับประโยชน์จากต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าที่ลดลง เช่น ข้าวโพดและถั่วเหลือง โดยประเมินว่า กลุ่มดังกล่าวจะมีผลบวกต่อกำไรเฉลี่ย 13.7% โดย BTG จะได้รับผลบวกสูงสุด 16.49%
ในทางกลับกัน กลุ่มที่อาจได้รับผลกระทบ ได้แก่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะ DELTA ที่มีสัดส่วนรายได้จากตลาดสหรัฐฯ ประมาณ 20-30% แต่ DELTA อาจได้รับแรงสนับสนุนจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Data Center, Cloud และ AI ที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง ขณะที่กลุ่มส่งออกอาหาร เช่น TU และบริษัทลูก ITC ที่มีรายได้จากตลาดสหรัฐฯ ค่อนข้างสูง อาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนภาษี แต่ยังมีโอกาสบรรเทาผลกระทบผ่านการเจรจากับผู้นำเข้าสหรัฐฯ
สำหรับกลยุทธ์การจัดพอร์ตลงทุน ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ ให้น้ำหนักการลงทุน “ตราสารหนี้” ในระดับสูงกว่าปกติที่ประมาณ 56% (จากระดับปกติไม่เกิน 20%) เพื่อรับประโยชน์จากแนวโน้มการลดอัตราดอกเบี้ย และสามารถควบคุม ความผันผวนของพอร์ตการลงทุนได้ดี ขณะที่ให้น้ำหนักในหุ้น 48% และทองคำ 6% ในส่วนของการลงทุนในหุ้น แนะนำกระจายลงทุนในต่างประเทศ ได้แก่ หุ้นสหรัฐฯ 11%, ญี่ปุ่น 4%, จีน (เน้นกลุ่มเทคโนโลยี) 7%, เวียดนาม 7%, อินเดีย 4% และไทย 5%
ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจลงทุนในต่างประเทศยังสามารถเลือกลงทุนผ่านตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ หรือ DR ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ
ปัจจุบันหลักทรัพย์บัวหลวง มี DR01 ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) รวมทั้งสิ้น 27 หลักทรัพย์ ครอบคลุมการลงทุนในดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา, จีน, ฮ่องกง, เวียดนาม, อินเดีย, ญี่ปุ่น และหุ้นสามัญในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐอเมริกา, ฮ่องกง และยุโรป โดยมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) 13,677.5 ล้านบาท คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาดราว 40% ของทั้งอุตสาหกรรม (ข้อมูล ณ วันที่ 7 สิงหาคม 2568)
ขณะที่ประเด็นทางการเมืองนั้น มองว่า การเลือกตั้งจะเกิดในปีหน้า ส่วนการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีคลิปเสียงต้องรอ แต่คิดว่า เพื่อไทยยังเป็นรัฐบาล ส่วน กอดีต เมื่อมีการเลิอกตั้งหุ้นจะขึ้น แต่ ต้องยอมรับตอนนี้ การเลือกตั้งหุ้นไม่ได้ขึ้นมาก เพราะโฉมหน้าคนที่จะเข้ามานั้น ต้องยอมรับว่า ไม่ใช่คนเก่งทางเศรษฐกิจแต่เป็นการตกทอด !
