สถาบันและนักลงทุน ต่างชาติ 180ราย 75กองทุนแห่ราวมงาน ไทยแลนด์โฟกัส 2025!! มั่นใจ ตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในสายตานักลงทุน

Categories : Update News, Stock Market

Public : 27/08/2025
  สถาบันและนักลงทุน ต่างชาติ 180ราย 75กองทุนแห่ราวมงาน ไทยแลนด์โฟกัส 2025!! มั่นใจ ตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในสายตานักลงทุน ไม่หวั่นการเมือง 29ส.ค ต่างชาติเข้าใจการเมืองไทย
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์  เปิดเผยว่า การจัดงาน ไทยแลนด์โฟกัส 2025  ยังคงได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างประเทศ ที่ตอบรับเข้าร่งมงาน 180 รายและ75กองทุน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากสิงคโปร์และฮ่องกง ที่เป็นฐานของกองทุนใหญ่ ของโลกเข้ามา รับฟังข้อมูลตรง
ทั้งนี้จากข้อมูลที่นำเสนอ ในแง่ของเศรษฐกิจถือว่าดีและมีโอกาสที่จะมีการขยับเป้สการเติบโต ในขณะที่หุ้นไทย ถือว่าถูกและ มีการเติบโต การจ่ายปันผลที่ดี จึงยังเป็นปัจจัยที่ดึงดูดการลงทุนได้
 “ สำหรับประเด็นการเมือง การรอคำตัดสินในวันที่ 29 สค. นี้ไม่ได้กังวล เพราะนักลงทุนต่างชาติเข้าใจบริบทการเมืองไทยเป็นอย่างดี และสิ่งที่สำคัญคือ ต่างชาติต้องการเห็นควสมต่อเนื่องในเรื่องของนโยบายมากกว่า ”  นายอัสสเดช กล่าว
 
ขณะที่การเสวนานายอัสสเดช  ระบุว่าการที่เราจะมีเงินทุนไหลเข้ามาจากต่างประเทศได้ เราต้องมี supply หรือผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจที่จะดึงดูดเงินทุนให้ไหลเข้ามา และสภาพคล่องก็จะตามมาหลังจากนั้น  
ทางตลาดหลักทรัพย์มีโครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทจดทะเบียน และกระตุ้นให้บริษัทจดทะเบียนสื่อสารกับนักลงทุนมากขึ้น ภายใต้โครงการ JUMP+ ที่ทำให้พวกเขานำเอาข้อมูลของบริษัทไปสู่ตลาดมากขึ้น
ส่วนในระยะกลางและระยะยาว เราต้องการผลิตภัณฑ์จากบริษัทที่อยู่ในเศรษฐกิจใหม่ รวมทั้งการสื่อสารหรือนำเสนอข้อมูลใหม่ที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์นั้นน่าสนใจมากขึ้น  ทางตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างศึกษาว่าแพลตฟอร์มที่มีอยู่ในปัจจุบันดึงดูดเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง รวมทั้งการสนับสนุนสตาร์ทอัพและเอสเอ็มอี นอกจากนี้ก็ยังมีแนวคิดร่วมกับ ..ต. ที่จะเปลี่ยนเงินออมให้เป็นเงินลงทุนมากขึ้น โดยดูตัวอย่างจากต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น รวมทั้งการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ให้หลากหลายมากขึ้นยิ่ง รวมทั้งรวมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นตลาดการลงทุนให้คึกคักมากยิ่งขึ้น
 นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก..ต. กล่าวว่าเท่าที่ผ่านมา ทาง ..ต. มีการแก้ไขกฎระเบียบด้านต่าง ๆ โดยมีความมุ่งมายที่จะทำให้เกิดการปรับตัวที่จะทำให้บริษัทจดทะเบียนมีคุณภาพที่เท่าเทียมกัน
รวมทั้งกระตุ้นให้บริษัทจดทะเบียนมีแผนสร้างมูลค่าเพิ่ม รรมาภิบาล เปิดข้อมูลและสื่อสารให้กับนักลงทุนมากขึ้น รวมทั้งมีการเตรียมความพร้อมในอนาคต รวมทั้งให้บริษัทจดทะเบียนเปิดเผยข้อมูลให้แก่นักลงทุนต่าง ๆ ไม่ใช่เพียงแค่เพียงครั้งหนึ่งต่อปีเท่านั้น แต่อาจจะเป็นรอบไตรมาส  ในอนาคตก็จะทำให้การเปิดเผยข้อมูลเป็นไปในทิทางเดยวกันกับต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้บริษัทจดทะเบียนของไทยได้รับการมองเห็นมากขึ้นจากนักลงทุนต่างประเทศ เพราะการเปิดเผยข้อมูลนั้นสอดคล้งมาตรฐานต่างประเทศ
 สิ่งที่เรามองไปข้างหน้ากคือ ก.ล.ต. จะร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ ปรับปรุงการทำ IPO process ให้กระชับมากขึ้น รวมทั้งให้โน้มไปในทางที่จะเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใสมากขึ้น
 ในส่วนของ Integrity of Market เราก็เชื่อว่าทุกคนอยากเห็นการจัดการ case ต่าง ๆ ให้รวดเร็วมากขึ้น ซึ่ง ก.ล.ต. ไม่ได้ให้ความสำคัญเฉพาะความรวดเร็วของการทำคดี แต่จะเน้นเรื่องระบบการ warning ที่จะนำเอาเครื่องมือใหม่ ๆ เข้ามาใช้อย่างเช่น ดิจิทัลและเพิ่มความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น ๆ ให้มากขึ้น  
สำหรับอนาคต เราก็จะพยายามแก้ไขกฎหมายเพื่อให้สำนักงาน ก.ล.ต. มีอำนาจมากขึ้น สามารถใช้กฎหมายจัดการกับผู้กระทำผิดได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น พวก gate keeper ช่นบริษัทบัญชีต่าง ๆ นอกจากเรื่องการบังคับใช้กฎหมายแล้วก็ยังมีการกระตุ้นให้ตลาดก้าวไปข้างหน้า   และคงความสามารถการแข่งขัน รวมถึงความเชื่อมั่ใน trade mechanism
ในขณะเดียวกัน นักลงทุนสถาบันเร่งให้ตลาดหลักทรัพย์ ก.ล.ต. บังคับใช้กฎหมายให้รวดเร็วขึ้นเข้มข้นขึ้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและคุ้มครองนักลงทุน
นางชวินดา หาญรัตนกุล นากสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) แสดงความคิดเห็นว่า ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อตลาดทุนไทยคือ

1. บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทยอาจจะน่าสนใจน้อยกว่าบริษัทในตลาดคู่แข่ง แต่ก็ยังมีบริษัทที่น่าลงทุนอยู่บ้าง

2. ปัญหาบรรษัทภิบาลบริษัทจดทะเบียน หรือ Corporate Governance หลายปีที่ผ่านมาได้สั่นคลอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน

การฟื้นกองทุนวายุภักษ์ทำให้ตลาดมีเสถียรภาพมากขึ้น นักลงทุนตอบรับดี

นางชวินดาเรียกร้องให้มีการออกกองทุนระยะยาวมากขึ้น โดยฝ่ายนักลงทุนสถาบันได้เสนอให้มีการขยายการออมเพื่อเกษียณอายุ คือ ให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับ (Mandatory Provident Fund) เนื่องจากแรงงานจำนวน 22 ล้านคน มีเพียง 3 ล้านคนเท่านั้นที่มีการออมภายใต้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคสมัครใจ หากมีกองทุนภาคบังคับดังกล่าว สภาพคล่องก็จะไหลเข้าตลาดทุนอย่างสม่ำเสมอ
นอกจากนี้ไทยสามารถเรียนรู้จากผลิตภัณฑ์ทางการลงทุนของญี่ปุ่น ที่เรียกว่า บัญชีการออมส่วนบุคคล (Japan Individual Savings Account :NISA)ที่เป็นบัญชีให้ลงทุนรายย่อยลงทุนได้หลากหลายทั้งในกองทุนรวมและซื้อหุ้นรายตัว รัฐบาลญี่ปุ่นส่งเสริมนักลงทุนรายย่อยให้ลงทุนในระยะยาวโดยให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุนใน NISA ด้วย
ในเรื่องการกำกับดูแลตลาดทุนของตลาดหลักทรัพย์ และ ก.ล.ต. อยากให้มุ่งไปที่ระบบป้องกันการกระทำความผิดของบริษัทจดทะเบียน อยากเห็นการบังคับใช้กฎหมายของ ก.ล.ต.ที่รวดเร็วทันการณ์มากขึ้น ในบางจุดอยากให้มีการรวมศูนย์การกำกับดูแลไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ลดความกระจัดกระจายของข้อมูลการกำกับดูแลลงเพื่อให้หน่วยงานกำกับดูแลใช้ข้อมูลเดียวกัน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับและดูแลตลาด  
นอกจากนี้นางชวินดา ยังต้องการเห็นการเพิ่มคุณภาพของการรายงานข้อมูลบริษัทจดทะเบียน เพื่อที่จะทำให้นักลงทุนเข้าใจในสถานะที่แท้จริงของบริษัทได้ดีขึ้น ก่อนการตัดสินใจลงทุน    
 ด้านนายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ เลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ตอบคำถามเกี่ยวกับแนวทางการเพิ่มการลงทุนของ กบข.ในตลาดหุ้นไทยว่า ปัจจุบันแบ่งการลงทุนออกเป็นสองแบบใหญ่ๆ คือ 40% ลงทุนในสินทรัพย์เติบโต (Growth Asset) และ 60% ลงทุนในสินทรัพย์มั่นคงตราสารหนี้ (Fixed Asset) โดยจะขยายการลงทุนในสินทรัพย์ Growth Asset ไปสู่ระดับ 50% หรือ 60%
 กบข. ยังมีการลงทุนในหลักทรัพย์นอกตลาด หรือ Private Equity Fund ด้วย ส่วนหนึ่งเพื่อเป็นการส่งเสริมให้บริษัทเอสเอ็มอีของไทยสามารถเติบโตจนเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ในอนาคต
นอกจากนี้ กบข.ยังส่งเสริมให้สมาชิกซึ่งมีอยู่ 1.2 ล้านราย ลงทุนมากกว่าที่กฎหมายบังคับไว้ขั้นต่ำที่ 3% ของเงินเดือน โดยสามารถออมได้ถึงระดับ 27% ของรายได้ ซึ่งที่ผ่านมาเห็นการออมเพิ่มขึ้นของสมาชิก ส่วนหนึ่งจากการเกิดขึ้นของกองทุนรวมวายุภักษ์