ตลท. ย้ำนักลงทุนชอบความชัดเจน!! นักลงทุนต่างชาติ คุ้นชินกับการเมืองไทย ไม่ตกใจการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน เกาะติดเลือกนายกคนที่32 และนโยบายเศรษฐกิจ !!
Categories : Update News, Stock Market
Public : 04/09/2025 ตลท. ย้ำนักลงทุนชอบความชัดเจน!! นักลงทุนต่างชาติ คุ้นชินกับการเมืองไทย ไม่ตกใจการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน เกาะติดเลือกนายกคนที่32 และนโยบายเศรษฐกิจ !! พร้อมขอทีมเศรษฐกิจที่เข้าใจ ใช้ตลาดทุนเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจัดแถลงภาพรวมการซื้อขายหลักทรัพย์ประจำเดือน ส.ค 2568 โดย นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ และ ดร. ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์ และโครงการกลยุทธ์ ตลาดหลักทรัพย์
โดยในประเด็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อตลาดทุนอย่างไร นั้น ระบุว่า ผลจากการจัดงานไทยแลนด์โฟกัส และการออกไปพบสถาบันต่างประเทศที่สิงคโปร์ มีข้อมูลตรงกัน คือ นักลงทุนเข้าใจบริบทการเมืองไทย ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนแปลง แบบฉับพลันก็ตาม แต่สำคัญเชื่อว่า สิ่งที่ตลาดทุนต้องการและอยากเห็น คือ ความชัดเจน ในทุกๆด้าน ทั้งนโยบายเศรษฐกิจ ทีมเศรษฐกิจ เพราะส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศ และการวางแผนในการทำธุรกิจของภาคธุรกิจ
“ ไม่ว่ารัฐบาลใหม่จะมีอายุ 4-10เดือน ก็ต้องว่ากันไป แตาสิ่งสำคัญคืออยากเห็นความชัดเจน และอยากเห็นทีมเศรษฐกิจที่เข้าใจเศรษฐกิจ และตลาดทุนยังทำหน้าที่เป็นกลไกหนึ่งให้กับรัฐได้โดยเฉพาะในเรื่องของ อินฟาร์สตรัคเจอร์ฟัน ”

นอกจากนี้ ประเด็นที่กังวลคือ การเบิกจ่ายงบประมาณ ซึ่งถึงตอนนี้ แม้มีการเปลี่ยนแปลงการเมือง แต่งบประมาณ ปี 69 ผ่านแล้ว ซึ่งต้องมาเร่งในเรื่องการเบิกจ่าย เพราะการลงทุนของรัฐ คือ เครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ผ่านนโยบายกานคลัง
ส่วนนโยบายการเงินผ่านดอกเบี้ยนั้นก็ต้องรอดูหลังที่ผ่านมา กนง ลงดอกเบี้ยมา แล้ว ส่วนดอกเบี้ยสหรัฐ ที่คาดกันว่าการประชุมในวันที่ 19 ก.ย นี้เฟดจะลดดอกเบี้ยแน่นอน ซึ่งผลของการจะลดดอกเบี้ยทำให้เงินทุนไหลเข้าสินทรัพย์ เสี่ยงมากขึ้น
นอกจากนี้ ไม่ว่าหน้าตารัฐบาลใหม่จะเป็นอย่างไรในส่วนของตลาดหลักทรัพย์พร้อมที่จะนำเสนอแผนพัฒนาตลาดทุน ในทุกๆด้านพร้อมเดินหน้าผลักดัน Jump+ ต่อไป ซึ่งในขณะนี้ มีบริษัทจดทะเบียนตอบรับเข้าร่วมโครงการนี้แล้ว 35 ราย
สำหรับภาวะตลาดหุ้น เดือนสิงหาคม
ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยเป็น 2% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 1.8% ตามการเร่งส่งออกสินค้าก่อนที่ภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้ แม้ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในไตรมาส 2/2568 ขยายตัว 2.8% ชะลอลงจาก 3.2% ในไตรมาส 1/2568 ปัจจัยหลักจากการชะลอตัวของการผลิตนอกภาคเกษตร โดยเฉพาะกลุ่มบริการที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว
ภาพรวมกำไรสุทธิไตรมาส 2/2568 ของบริษัทจดทะเบียนเติบโตต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่มีผลการดำเนินงานดีกว่าคาดปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ ความสำเร็จของงาน Thailand Focus 2025 และผลตอบแทนหุ้น IPO ที่เริ่มฟื้นตัวในเดือนที่ผ่านมา สะท้อนถึงความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทย
ภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทยเดือนสิงหาคม 2568
- ณ สิ้นเดือนสิงหาคม SET Index ปิดที่ 1,236.61 จุด ปรับลดลง 0.5% จากสิ้นเดือนก่อนหน้า ถือเป็นการปรับลงเล็กน้อยหลังปรับเพิ่มขึ้นมากในเดือนก่อนหน้า ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปีถึงสิ้นเดือนสิงหาคม 2568 SET Index ปรับลดลง 11.7% จากสิ้นปีที่ผ่านมา
- เดือนสิงหาคม กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่า SET Index เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2567 ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มการเงิน กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม และกลุ่มทรัพยากร
- ในเดือนสิงหาคม มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมของ SET และ mai อยู่ที่ 50,672 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตามในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมฯ อยู่ที่ 43,011 ล้านบาท ลดลง 3.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยผู้ลงทุนต่างประเทศยังคงมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดที่ระดับ 51.47% ของมูลค่าการซื้อขายรวม แต่มีสถานะเป็นผู้ขายสุทธิ 21,816 ล้านบาท ซึ่งเป็นการกลับมาขายสุทธิหลังจากซื้อสุทธิในเดือนก่อนหน้า
- มีบริษัทเข้าจดทะเบียนใหม่ซื้อขายใน mai 1 หลักทรัพย์ ได้แก่ บมจ.โรงพยาบาลมุกดาหารอินเตอร์เนชั่นแนล (HANN)
- Forward P/E ของตลาดหลักทรัพย์ไทย ณ สิ้นสิงหาคม อยู่ที่ระดับ 13.9 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 13.5 เท่า และ Historical P/E อยู่ที่ระดับ 14.1 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 15.4 เท่า
- อัตราเงินปันผลตอบแทน ณ สิ้นสิงหาคม อยู่ที่ระดับ 3.99% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 3.08%
