วรภัค โพสเฟสผลหารือนายกฯ กับสภาหอฯ หนุนมาตรการสั้นดูแลค่าบาท ท่องเที่ยว แรงงาน กระตุ้นเศรษฐกิจ

Categories : Update News, Finance

Public : 19/09/2025

นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย ว่าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์เฟซบุ๊ก “Vorapak Tanyawong” กล่าวถึงข้อสรุปการหารือ ระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี  และทีมเศรษฐกิจ ที่หารือกับคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2568 เพื่อรับฟังข้อเสนอเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย (โดยหอการค้าไทย) มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้คือ

 

Vision & Policy Framework – Unlocking New Growth

1. Build Business Confidence & Strengthen Trade – ไทยเชื่อมกับ global supply chain, สร้างศูนย์ประสานงานสินค้าเกษตรอาหาร, ส่งเสริม outbound & inbound FDI

2. Business Transformation – ขับเคลื่อนด้วย Innovation, Digital, AI, Robotics, IoT, ESG

3. Empowering SMEs & PPP – สร้างโครงสร้างการช่วยเหลือ SMEs (สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ, ลดภาษี, สร้างเครือข่ายจับคู่ธุรกิจ

4. Talent Development – Reskill/Upskill, AI & Digital Marketing, Talent ecosystem รัฐเอกชนมหาวิทยาลัย, ดึงคนรุ่นใหม่ขับเคลื่อนองค์กร

5. Sectoral Priorities – การค้า & การลงทุน, เกษตร & อาหาร (Smart Farming, Future Food, Halal), ท่องเที่ยวคุณภาพสูง, AI & Digital, Sustainability

7 Pillars to Drive Recovery

1. Rebuild Confidence – ความเชื่อมั่นนักลงทุน

2. Ease Cost of Living – ลดค่าครองชีพ

3. Trade War Response – แก้ Trump Tariff, เจรจา FTA

4. Liquidity for SMEs & Households – สภาพคล่องเข้าถึงแหล่งทุน

5. Safety & Security – ความมั่นคงสังคม & ชายแดน

6. Boost Demand & Tourism – กระตุ้นกำลังซื้อท่องเที่ยว

7. Facilitate Trade & Logistics – ค้าขายคล่องตัว, ลดต้นทุนโลจิสติกส์

     

มาตรการเร่งด่วน 4 เดือน

1. ด้านเศรษฐกิจ

การค้า

เร่งเจรจากับสหรัฐฯ (Reciprocal Tariff)

เจรจา FTA: ไทย–EU, อาเซียนแคนาดา

ขยายตลาดใหม่: จีน, แอฟริกา, ตะวันออกกลาง 

 

ค่าเงินบาท

ขอให้ ธปท. ดำเนินเชิงรุก ดูแลไม่ให้แข็งเกินไป

• Target: 34–35 บาท/ดอลลาร์ เพื่อคงความสามารถส่งออก 

 

กระตุ้นเศรษฐกิจ

คนละครึ่ง, Easy E-Receipt, ใช้ของไทยฟื้น SME

สมมติฐานงบ 25,000 ลบ. หมุนเงิน 70,000–100,000 ลบ. GDP Q4 โตเพิ่ม 1–2%

งบประมาณ

งบปี 2568: 3.75 ล้านลบ.

เบิกแล้ว 87.4% (3.28 ล้านลบ.) เหลือ 472,922 ลบ.

หากเร่งเบิก จะช่วยหมุนเงินและฟื้นเศรษฐกิจฐานราก 

 

ท่องเที่ยว

ฟื้นความเชื่อมั่นตลาดจีน

หักรายจ่ายสัมมนา/อบรม 2 เท่า (มี e-Tax Invoice)

ใช้ TAGTHAi เป็น national digital public utility

ลดภาษีนำเข้า lifestyle goods (เครื่องสำอาง, เสื้อผ้า, รองเท้า, กระเป๋า, เครื่องหนัง) ในเมืองนำร่อง (กรุงเทพ, พัทยา, ภูเก็ต, เชียงใหม่SMEs

รัฐชดเชย NPL 10% ของสินเชื่อ 100,000 ลบ. (~10,000 ลบ.)

• BOT ผ่อนเกณฑ์สินเชื่อเพื่อให้เข้าถึงทุนง่ายขึ้น

ดัน THAI SME-GP ให้ SMEs เข้าสู่ procurement ≥ 40%

 

แรงงาน

ปรับค่าแรงตามกลไกไตรภาคี (คำนึงถึงค่าครองชีพเงินเฟ้อต้นทุนธุรกิจผลิตภาพ

เปิดรับแรงงานต่างชาติใหม่ เช่น บังกลาเทศ, ฟิลิปปินส์ เพื่อลดปัญหาขาดแคลนแรงงาน 

 

โลจิสติกส์

ทำ Transshipment Sandbox 1 ปี ประเมินผลทุก 3 เดือน

ลดขั้นตอนศุลกากร, ใช้ container list เดียว ลดค่าใช้จ่าย 

 

2. ด้านประชาชน

ลดค่าเดินทาง, ขนส่ง, พลังงาน (น้ำมันไฟฟ้า)

ลดดอกเบี้ยลูกค้าชั้นดี (SMEs/รายย่อย)

ลดภาษีที่ดินสิ่งปลูกสร้าง 50% เป็นเวลา 1 ปี 

 

3. ด้านสังคม

ปราบปรามยาเสพติด, ค้ามนุษย์, แก๊งสแกมเมอร์, การพนันทุกประเภท 

นโยบาย Zero Corruption โปร่งใส, ตรวจสอบได้, เพิ่มโทษเจ้าหน้าที่เอกชนที่ทุจริต, ส่งเสริมการตรวจสอบโดยสังคม 

 

ข้อเสนอเสริม

เร่งแก้ปัญหาการส่งออกและภาษีกับสหรัฐฯ

สนับสนุนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ เช่น คนละครึ่ง

ฟื้นความเชื่อมั่นการท่องเที่ยว โดยเฉพาะตลาดจีน 

Key Takeaways

มาตรการครอบคลุม 3 มิติ: เศรษฐกิจประชาชนสังคม

จุดแข็ง: กระตุ้นเร็ว (Q4/2568), งบเหลือเบิกได้ทันที ~4.7 แสนล้าน

จุดเสี่ยง: บาทแข็งเกินไป, การจัดการคอร์รัปชันต้องชัดเจน, ขีดความสามารถ SMEs ยังอ่อนแอ

มุมมองนโยบาย: มาตรการสั้นกลางยาวสอดรับกัน แต่ต้องมี “execution capacity” ที่เข้มแข็งจากรัฐ