บล.บัวหลวงมองบวก!!หลังมีรัฐบาลใหม่!! ทำตลาดทุนมีความหวัง มีความเชื่อมั่นมากขึ้น!!ขยับเป้าจีดีพีโต1.8% จาก1.4% ดัชนีสิ้นปี 1280-1300จุด ปีหน้า 1440จุด เดินหน้าสร้างโอกาสให้กับนักลงทุนด้วยการออกผลิตภัณฑ์การลงทุนต่อเนื่อง !! DR ฮิตต่อเนื่อง 2เดือนทั้งระบบมีเงินไหลเข้าลงทุนกว่า 5หมื่นล้าน !!
Categories : Update News, Stock Market
Public : 02/10/2025บล.บัวหลวงมองบวก!!หลังมีรัฐบาลใหม่!! ทำตลาดทุนมีความหวัง มีความเชื่อมั่นมากขึ้น!!ขยับเป้าจีดีพีโต1.8% จาก1.4% ดัชนีสิ้นปี 1280-1300จุด ปีหน้า 1440จุด เดินหน้าสร้างโอกาสให้กับนักลงทุนด้วยการออกผลิตภัณฑ์การลงทุนต่อเนื่อง !! DR ฮิตต่อเนื่อง 2เดือนทั้งระบบมีเงินไหลเข้าลงทุนกว่า 5หมื่นล้าน !!
นายพิเชษฐ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวย บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง (BLS) เปิดเผยถึงภาพรวมการลงทุนและเศรษฐกิจประเทศไทยเริ่มมีความหวังมากขึ้นหลังมีนายกรัฐมนตรีและ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่โดยเฉพาะการมีรัฐมนตรีคนนอกเข้ามาร่วม ครม. และแม้ว่าจะเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจมีอายุ4เดือนแต่เมื่อรวมๆขบวนการก่อนไปถึงการเลือกตั้งก็จะกินเวลาประมาณ 8-9เดือน ซึ่งก็ถือว่าเป็นสัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจของประเทศผ่านการดำเนินมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตามในส่วนของตลาดหุ้นนั้นที่ผ่านมาได้มีการนำเสนอมาตรการต่อนายกรัฐมนตรีแล้ว ทั้งเรื่อง Jump+การออมหุ้นและ ประเด็นสำคัญและจะเป็นความหวังที่ดีมากให้กับตลาดทุนไทยคือ การเข้ามาขอสนับสนุนการลงทุนจากบีโอไอและมีเงื่อนไขว่าจะต้องเข้ามาระดมทุนและจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งประเด็นนี้ถ้าเกิดขึ้นได้จริงๆจะทำให้ตลาดหุ้นไทยน่าสนใจทั้งในแง่การเพิ่มสินค้าที่มีคุณภาพให้กับตลาดหลักทรัพย์ แล้วยังทำให้นักลงทุนมีสินค้าที่ดีให้ลงทุนด้วย
" หวังว่าตลาดหุ้นในภาพรวมโค้งสุดท้ายของปีจะดีขึ้นและมองว่าปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันน่าจะใกล้ๆ5 หมื่นล้านบาทได้ ซึ่งหากเป็นแบบนี้จะทำให้ภาพรงมของธุรกิจหลักทรัพย์พอไปได้ตามอัตภาพ" นายพิเชษฐกล่าว
สำหรับประเด็นการที่ กลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ 17 แห่งได้ยื่นข้อเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อแก้ไขปัญหาและเพิ่มความโปร่งใสของเกณฑ์การขายชอร์ต (short sell) โดยมีประเด็นสำคัญคือการเสนอให้ยกเลิกการยืมหุ้นแบบ Locate และทบทวนกระบวนการตรวจสอบธุรกรรมให้รัดกุมขึ้น เพื่อปิดช่องโหว่ที่อาจนำไปสู่การทำ Naked Short ที่ผิดกฎหมาย นั้น บัวหลวงไม่ได้เป็นหนึ่ในรายชื่อ
อีกทั้งที่ผ่านมา ทาง ก.ล.ตและตลาดหลักทรัพย์ก็มีการพิจารณาในประเด็นนี้อย่างละเอียดและรอบคอบมาก ซึ่งในส่วนของเราเองที่ผ่านมาก็ถูกซักถามจาก ก.ล.ต แต่ในการออกเกณฑ์หรือระเบียบอะไรที่ยุบยิบเกินไปก็ทำให้ตลาดทุนไทยในสายตาของนักลงทุนต่างชาติน่าสนใจน้อยลงไปได้ซึ่งที่ผ่านมาก็ถูกถามมาตลอดว่าทางการจะออกอะไรอีกไหมจากนักลงทุนต่างชาติ

" เราทำธุรกิจหลักทรัพย์สำคัญจะต้องมีการปรับตัวจะหวังพึ่งพารายได้จากทางหนึ่งทางใดไม่ได้และสำคัญจะต้องมีผลิตภัณฑ์การลงทุนที่มีให้กับนักลงทุนได้มีโอกาสและสร้างโอกาสการลงทุนและผลตอบแทนทีดีให้กับนักลงทุนซึ่ง บัวหลวงเราทำเรื่องเหล่านี้มาตลอดเช่นการเป็นรายแรกออกและเสนอขายDRเพื่อให้นักลงทุนในโอกาสลงทุนหุ้นต่างประเทศได้แบบไม่ยาก " กรรมการผู้อำนวย บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวงกล่าว
นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ กรรมการผู้อำนวยการ บล.บัวหลวง กล่าวว่า DRถือเป็นผลิตภัณฑ์การลงทุนที่จะเป็นการพาลงทุนออกไปลงทุนในต่างประเทศแต่เป็นการลงทุนจากระบบสตรีมมิ้งในประเทศ ซึ่งง่ายและสร้างโอกาสและผลตอบแทนการลงทุนที่ดี และจะเห็นว่า ขณะนี้ DRกำลังได้รับตวามนิยมมากขึ้น และในระบบมีการออกและเสนอขาย DR มากขึ้น เห็นชัดเจนจากเมื่อ 2 เดือนก่อน ทั้งตลาดมีเงินที่ลงทุนในDRประมาณ3หมื่นล้านบาท แต่ในปัจจุบันมีเม็ดเงินไหลเข้าลงทุนใน DRแล้วประมาณ 5หมื่นล้านบาทและอนาคตมองว่ายังเติบโตได้อีก

นายพิริยพล คงวาณิช ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์พื้นฐานสายงานวิจัย BLS เปิดเผยว่า มองเป้าหมายตลาดหุ้นไทยในปีนี้ 1,280 - 1,300 จุด ส่วนในปี 69 มองเป้าหมาย 1,440 จุด ซึ่งในอนาคตตลาดยังมีความน่ากังวลจากประเด็นการเมืองในประเทศ หากเกิดความวุ่นวาย หรือการจัดตั้งรัฐบาลฯ หลังเลือกตั้งล่าช้า รวมถึงความกังวลปัจจัยต่างประเทศเรื่องตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ ที่ออกมาอ่อนแอลง
" หุ้นไทยทุกวันนี้เทรดที่P/E14.5เท่าถือว่าไม่ถูก เพราะP/E ภูมิภาคเทรดกันที่ 12เท่ากว่า ขณะที่ผลตอบแทนส่วนผู้ถือหุ้น ของเราลงมาที่ 8% ส่วนภูมิภาคอยู่ที่ 10%สะท้อนว่าหุ้นไทยไม่ถูกขณะที่ความสามารถในการทำกำไรอ่อนแอลง
ด้านกำไรต่อหุ้น (Earnings Per Share : EPS) ปีนี้ประเมิน 82 บาท ต่ำกว่าภาพรวมตลาดที่ประเมินไว้ที่ 89 บาท ส่วนปี 69 คาด EPS ที่ 90 บาท ต่ำกว่าตลาดคาด 94 บาท เนื่องจากมีความกังวลเรื่องเม็ดเงินที่จะนำมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจในอนาคต ประกอบกับราคาน้ำมันมีโอกาสต่ำลง จากกลุ่มโอเปกและกลุ่มนอกโอเปก เร่งกำลังการผลิต
ส่วนกลยุทธ์การลงทุนในตลาดหุ้น มอง 4 กลุ่มที่ยังน่าสนใจการลงทุนเพื่อรับการเติบโตในปีหน้า ได้แก่
1. กลุ่มที่อ้างอิงการเติบโตจากการลงทุน Data Center ในประเทศที่จะเริ่มเห็นความชัดเจนมากขึ้นในช่วงต้นปี 69 โดยหุ้นที่คาดว่าน่าจะได้รับอานิสงส์โดยตรงได้แก่ WHAUP จากการเป็นผู้ให้บริการสาธารณูปโภคและพลังงานครบวงจร
2. กลุ่มที่รับอานิสงส์มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นนี้ โดยหากพิจารณาหุ้นที่มีทิศทางผลการดำเนินงานตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3/68 ดีต่อเนื่องถึงปีหน้า ได้แก่ ICHI หลังจากยอดขายในช่วงไตรมาส 3/68 ยังเติบโตดี จากการออกผลิตภัณฑ์ - SKU ใหม่ และ CPAXT ที่รับอานิสงส์โครงการคนละครึ่ง
3.กลุ่มท่องเที่ยว ที่คาดว่าจะเริ่มรับอานิสงส์ช่วงไฮซีซั่นไตรมาส 4/68 โดยในช่วงต้นเดือนต.ค.นี้เป็นช่วง Golden Week แนะนำ AOT นอกจากนี้ยังมีประเด็นผู้บริหารคนใหม่ที่เข้ามาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่ซึ่งเป็นผู้บริหาร ซึ่งเป็นบุคคลที่ทำงานและรู้ระบบ AOT มาอย่างต่อเนื่องก่อนหน้าแล้ว
4. กลุ่มอ้างอิงการเติบโตในตลาดโลก (Global Play) โดยกลุ่ม ปิโตรเคมีน่าสนใจมากสุด ได้แก่ PTTGC, SCC
ด้านนางสาววัชราภรณ์ กันทะพะเยา ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน (นักเศรษฐศาสตร์) BLS เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจปีนี้มองการเติบโตจีดีพีปีนี้โต 1.8% และปีหน้าที่ 1.6% เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศยังพึ่งพาภาคการส่งออก 65 - 70% ของจีดีพี ซึ่งการส่งออกถูกเร่งในช่วงครึ่งปีแรก 68 จากความกังวลภาษีศุลกากร (Tariff ) สหรัฐฯ
อย่างไรก็ตามหากเกิดกรณีดีกว่าที่ตลาดคาด คือศาลตัดสินว่า โดนัลล์ ทรัมป์ ไม่สามารถใช้ Tariff ได้ อาจส่งผลให้ภาพรวมการสส่งออกดีกว่าคาด อาจส่งผลให้ภาพรวมจีดีพีปีนี้มีโอกาสเกินระดับ 2% ได้ ทั้งนี้ให้ติดตามผลการตัดสินในช่วงพ.ย. 68 อีกครั้ง
ส่วนภาพรวมเศรษฐกิจในปีหน้ามองว่าประเด็นการลงทุนภาคเอกชน (Private Investment) รวมถึงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment) และการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่เร่งอนุมัติการลงทุนในช่วงก่อนหน้านี้โดยบริษัทฯ ต้องเริ่มใช้เงินลงทุนภายใน 3 ปี ซึ่งเมื่อการลงทุนเกิดขึ้นจริงจะเข้ามาสนับสนุนภาพรวมเศรษฐกิจในปีหน้าเป็นต้นไป สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
นอกจากนี้ประเมินว่าคณะกรรมการนโยบายทางการเงิน (กนง.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในช่วงธ.ค. 68 อีก 0.25%
