กสิกรไทยลุยปล่อยกู้เพื่อความยั่งยืน 4-5 แสนล้าน  ตั้งเป้า 20% ของพอร์ต ตอกย้ำเบอร์ 1 ESG และ SRI Fund สู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2573 

Categories : Update News, Finance, ESG News

Public : 02/10/2025

ธนาคารกสิกรไทย ประกาศเป้าหมายเป็น “ผู้ให้บริการโซลูชั่นด้านสภาพภูมิอากาศที่ครอบคลุมที่สุด“ ขยับเป้าปล่อยสินเชื่อเพื่อความยั่งยืน 4-5 แสนล้านบาท ภายในปี 2573 จากปัจจุบันปล่อยแล้ว 1.73 แสนล้านบาท เจาะลูกค้ารายใหญ่-ลูกค้ามั่งคั่ง หนุนให้บริการมากกว่าให้สินเชื่อ  ตั้งเป้า 20% ของพอร์ต ตอกย้ำเบอร์ 1 ESG และ SRI Fund 

 

นายจงรัก รัตนเพียร ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ภายใต้เป้าหมายสู่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2573 และตั้งเป้าหมายที่จะเป็น “The Most Comprehensive Climate Solution Provider” หรือ “ผู้ให้บริการโซลูชั่นด้านสภาพภูมิอากาศที่ครอบคลุมที่สุด” ซึ่งเหนือกว่าการให้การสนับสนุนทางการเงิน และช่วยสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันที่จำเป็นให้กับลูกค้า

ดังนั้น ภายใต้เป้าหมายดังกล่าว ธนาคารได้ขยับเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อและเงินลงทุนเพื่อความยั่งยืนเป็น 4-5 แสนล้านบาท จากเป้าหมายเดิมที่อยู่ 1-2 แสนล้านบาท ภายในปี 2573 โดย ณ เดือนสิงหาคม 2568 ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนกว่า 1.73 แสนล้านบาท คาดว่าภายในสินปี 2568 น่าจะจบได้ที่ระดับ 2 แสนล้านบาท

 

โดยเน้นในกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ และกระจายในทุกเซ็กเมนต์ รวมถึงลูกค้ามั่งคั่ง (Wealth) เนื่องจากประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุ (Aging Society) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความมั่งคั่ง ซึ่งจะผ่านบริษัทในเครือ เช่น บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย (K-Asset) ที่มีการลงทุนในกองทุนด้าน ESG เป็นอันดับ 1 รวมถึงบริษัทอื่นในเครือ เป็นต้น

 

อย่างไรก็ดี ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการสินเชื่อเพื่อความยั่งยืน ธนาคารจะมีโปรดักต์โปรแกรมไว้รองรับ โดยลูกค้ากลุ่มนี้จะได้รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษ เช่น หากเทียบลูกค้าทั่วไป ลูกค้ากลุ่มนี้จะได้รับอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า 1% หรือ อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (MLR) -1% รวมถึงวงเงินระยะยาวเป็นพิเศษ อาทิ จากเดิม 5 ปี จะขยายเวลาเป็น 5-7 ปี เป็นต้น

 

นอกจากนี้ ธนาคาคมุ่งมั่นพัฒนา Beyond Banking Solution เพื่อส่งมอบ Climate Solution ที่จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพให้แก่ลูกค้า และส่งเสริมการสร้าง Carbon Ecosystem ที่ครอบคลุมทุกมิติของการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ

“การผลักดันเรื่องของ ESG เป็นเรื่องสำคัญ เพราะถ้าเราไม่ทำ จะกระทบกับการเติบโตเศรษฐกิจไทยได้ จากปัจจุบันเราโตต่ำกว่า 2% เช่น หากอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.6 องศาเซลเซียส จะกระทบจีดีพีโลกราว 14% และจีดีพีไทยจะหายไป 34% ภายในปี 2593 ดังนั้น ธนาคารพยายามดูเรื่องความยั่งยืนไปพร้อม ๆ กับการเติบโตของธุรกิจ เพราะว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจไทย”

 

สำหรับเป้าหมายการลดปล่อยก๊าชเรือนกระจกภายในธนาคาร โดยในปี 2567 สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 17.02% เมื่อเทียบกับปีฐาน 2563 จากการดำเนินโครงการต่าง ๆ เช่น การติดตั้งโซลาร์รูฟครบทุกอาคารหลัก และสาขาอีก 161 แห่ง พร้อมใช้รถยนต์ไฟฟ้าแล้วกว่า 354 คัน รวมทั้งได้รับการรับรองว่าเป็นองค์กรที่เป็นกลางทางคาร์บอนต่อเนื่องถึง 8 ปี (ปี 2561-2568)

   

นอกจากนี้ ธนาคารเชื่อมั่นว่าการขับเคลื่อนธุรกิจไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน จึงร่วมกับพันธมิตรจากภาคเอกชน ภาครัฐ ภาคการเงิน และภาควิชาการ จัดตั้ง “เครือข่ายธุรกิจเพื่อการจัดการสภาพภูมิอากาศประเทศไทย” (Thailand Climate Business Network: Thai CBN) ซึ่งมีสมาชิกกว่า 34 องค์กร ร่วมกันผลักดันแนวปฏิบัติด้าน Climate ที่นำไปใช้ได้จริง ตั้งแต่ระดับ SMEs จนถึงข้อเสนอเชิงนโยบายระดับประเทศ

 

โดยเครือข่าย Thai CBN ได้จัดทำ E-Handbook for Greener SMEs และ White Paper-Climate Ecosystem Collaboration เพื่อส่งมอบให้ภาครัฐ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างพลังร่วมระหว่างภาคธุรกิจและภาครัฐในการเร่งการเปลี่ยนผ่านของประเทศอย่างยั่งยืนและมีส่วนร่วม

 

“ธนาคารกสิกรไทยดำเนินธุรกิจบนหลักการธนาคารแห่งความยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง มีการบูรณาการยุทธศาสตร์ความยั่งยืนแบบองค์รวม สร้างผลกระทบเชิงบวกและวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม และเน้นย้ำว่าในทุกพันธกิจที่ธนาคารขับเคลื่อนต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เชื่อมโยงกันในระบบนิเวศ สร้างรากฐานที่ยืดหยุ่น แข็งแกร่ง และมีคุณภาพให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียอย่างสมดุล เพื่อให้ทุกชีวิตและทุกธุรกิจเดินหน้าผ่านพ้นทุกความท้าทายไปด้วยกัน เติบโตต่อไปได้อีกอย่างมั่นคงและยั่งยืน”