คลัง เตือนทุจริตคนละครึ่ง ถูกดำเนินคดีฉ้อโกงรัฐ และความผิดฐาน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จำคุก 5 ปี ปรับ 1 แสนบาท
Categories : Update News, Finance
Public : 29/10/2025นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า กระทรวงการคลัง ประสานกับตำรวจสอบสวนกลาง ปฎิบัติการจับกุมผู้กระทำความผิดทุจร่ิตโครงการคละครึ่งพลัส 3 ราย หลังเฝ้าติดตามพฤติกรรมมีการโพสลงโซเชียลเรื่องการรับแลกสิทธิคนละครึ่งเป็นเงินสด แต่ขอหักส่วนลด 10% โดยผู้กระทำความผิด 3 รายอยู่ใน จ.สมุทรปราการ จ.นครสวรรค์ และ จ.อุดรธานี แต่ไม่พบว่าเป้นกลุ่มที่มีการเชื่อมโยงกัน เบื้องต้นจะมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และความผิดฐานฉ้อโกงรัฐ
จึงขอเตือนร้านค้า ประชาชน อย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพ หรือ หลงกระทำความผิดเพราะจะถูกดำเนินคดี ซึ่งตอนนี้ กระทรวงการคลัง ได้ตั้งทีมเฝ้าระวัง และเกาะติดการใช้จ่ายในโครงการนี้ หากพบว่ามีการโอนเงินที่ไม่ปกติ ก็สามารถส่งเจ้าหน้าที่ลงตรวจได้ทันที หรือหากพบว่าไม่มีการซื้อขายจริง จะถือว่าเข้าข่ายทุจริต และจะถูกจัดกลุ่มตามระดับความเสี่ยงเป็นสีแดง สีส้ม และสีเหลือง พร้อมเตรียมแผนปฏิบัติการตรวจสอบในลำดับต่อไปแล้ว

ด้าน พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผู้บังคับการตำรวจปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ผบก.ปอศ.) เปิดเผยว่า ก่อนเริ่มโครงการคนละครึ่งพลัสอย่างเป็นทางการในวันนี้ ได้มีการประชาสัมพันธ์ล่วงหน้า 1 เดือน แต่พบว่ามีกลุ่มผู้ไม่หวังดีพยายามหาช่องทางแสวงหาผลประโยชน์จากโครงการ โดยโพสต์เชิญชวนในโซเชียลมีเดียให้แลกสิทธิ์หรือขายสิทธิ์คนละครึ่งพลัส โดยเสนอส่วนต่าง 10-20% แม้จะยังไม่มีการรับเงินจริง เพราะโครงการเพิ่งเริ่มในวันนี้ แต่เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาแล้ว 3 ราย
ในจำนวนนี้ มี 1 รายไม่ใช่ร้านค้าจริงและไม่ได้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส แต่โฆษณาเชิญชวนให้ผู้อื่นแลกสิทธิ์ ถือว่าผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14(2) มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ขณะที่ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) กล่าวว่า ขณะนี้โครงการคนละครึ่งพลัสเริ่มเปิดใช้สิทธิ์อย่างเป็นทางการแล้ว ขอเตือนประชาชนว่าการนำสิทธิ์ที่ได้รับไปใช้ในทางมิชอบ หรือใช้เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ที่ไม่ถูกต้อง ถือเป็นการกระทำผิดกฎหมาย และจะถูกดำเนินคดีตามขั้นตอนโดยไม่ละเว้น พร้อมย้ำว่าจะเฝ้าระวังการตั้งกลุ่มต่างๆ บนโซเชียลมีเดีย และบูรณาการตรวจสอบร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตในโครงการคนละครึ่งพลัส
