NCB “ไขรหัสหนี้คนไทย” ออกแบบนโยบายแก้หนี้ให้ตรงจุด พร้อมเตือนภัย ! ระวังเป็นหนี้ไม่รู้ตัว เจอขโมยข้อมูลขอสินเชื่อเพิ่มขึ้น

Categories : Update News, Finance

Public : 29/10/2025

NCB เตือนภัย !  ระวังเป็นหนี้ไม่รู้ตัว  พบขโมยข้อมูลขอสินเชื่อ แนะตรวจสอบข้อมูลเครดิตตัวเอง ปีละครั้ง      พร้อม “ไขรหัสหนี้คนไทย”   ออกแบบนโยบายแก้หนี้ให้ตรงจุด   ชี้ปัญหาคนเป็นหนี้อายุน้อยขึ้น วัยเกษียณยังใช้หนี้ไม่เหมด   หนี้รถยนต์  - เอสเอ็มอี   รายย่อย เปราะบางสุด 

ดร.ลัษมณ อรรถาพิช ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB)   เปิดเผยในเวที BAM SYMPOSIUM ครั้งที่ 1 : New Era of AMC 2025 “พลิกฟื้นสินทรัพย์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย”   ว่า ขณะพบ ภัยทางการเงินรูปแบบใหม่ ที่คนไทยไม่ควรมองข้าม คือ การสวมรอยทางการเงิน (Identity Theft) ซึ่งเกิดจากมิจฉาชีพนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้เปิดบัญชีหรือก่อหนี้โดยเจ้าของตัวจริงไม่รู้เรื่อง

“กรณีที่น่าตกใจคือ มีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่เข้ามาตรวจรายงานเครดิตของตัวเอง แล้วพบว่ามีบัญชีสินเชื่อที่ไม่เคยก่อขึ้น  ไม่รู้จักสถาบันการเงินนั้นมาก่อน และไม่เคยไปขอสินเชื่อเลย” ดร.ลัษมณ กล่าว

ทั้งนี้เหตุการณ์ลักษณะนี้เป็น สัญญาณว่ามิจฉาชีพได้เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวแล้ว และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลัง จึงขอแนะนำให้ประชาชน ตรวจสอบรายงานเครดิตของตนเองอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ผ่านช่องทางของ NCB เพื่อป้องกันความเสียหายและแก้ไขได้ทันท่วงที

 

ดร.ลัษมณกล่าวว่า ในช่วงที่ปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ข้อมูลจาก NCB กำลังกลายเป็น “กระจกสะท้อนเศรษฐกิจ” ที่บ่งชี้ได้ชัดเจนว่าคนไทยกำลังเผชิญอะไรอยู่ในระบบการเงิน

ทั้งนี้ปัจจุบันฐานข้อมูลของ NCB มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ ครอบคลุมกว่า 150.78 ล้านบัญชี จากข้อมูลบุคคลธรรมดา 146.10 ล้านบัญชี หรือคิดเป็นกว่า 91% ของประชากรวัยขอสินเชื่อ (20–60 ปี)  จากฐานข้อมูลนี้สามารถสะท้อนพฤติกรรมทางการเงินของคนไทยและสามารถบอก “ทิศทางของภูเขาหนี้” ที่กำลังขยับตัวในแต่ละมิติของเศรษฐกิจ

 “หนี้บ้าน” มูลค่าสูงสุด – “สินเชื่อส่วนบุคคล” มากที่สุด

การวิเคราะห์ข้อมูลของ NCB พบว่า หนี้บ้าน ยังคงเป็นหนี้ที่มีมูลค่าสูงสุดในระบบ โดยส่วนใหญ่กระจุกในกลุ่มคนวัยทำงาน โดยเฉพาะเจเนอเรชัน Y ที่อยู่ในช่วงสร้างครอบครัว

ขณะที่ สินเชื่อส่วนบุคคล (Personal Loan) มีจำนวนบัญชีมากที่สุด โดยเฉพาะในกลุ่มคนอายุ 20 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของการก่อหนี้ และที่น่าจับตาคือ พบว่าหนี้ประเภทนี้ยังคงต่อเนื่องไปจนถึงช่วงวัยเกษียณ สะท้อนถึง “วัฏจักรหนี้” ที่ขยายยาวขึ้นในชีวิตคนไทย

 หนี้ยานยนต์ชะลอแรง – สัญญาณน่าห่วงในภาคทำมาหากิน

ข้อมูลของ NCB ชี้ว่า สินเชื่อยานยนต์ ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในสินเชื่อคุณภาพดี เริ่มมีแนวโน้มชะลอตัวลงชัดเจน “กราฟสินเชื่อยานยนต์แสดงแนวโน้มลดลง ซึ่งน่ากังวล เพราะรถคือเครื่องมือทำมาหากินของคนกว่าครึ่งประเทศ” ดร.ลัษมณ กล่าว

ขณะเดียวกัน นาโนไฟแนนซ์ หรือสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพ มีสัดส่วนหนี้เสีย (NPL) สูงกว่าผลิตภัณฑ์อื่น สะท้อนถึงภาวะการชำระหนี้ที่เริ่มตึงตัวในกลุ่มรายได้น้อย

แม้ภาพรวมของหนี้ส่วนใหญ่ยังอยู่ใน “สีเขียว” หรือสถานะไม่ค้างชำระ แต่ NCB พบว่าภายในกลุ่มนี้มี “กลุ่มเสี่ยงซ่อนอยู่” — ผู้ที่มีภาระหนี้สูงหรือจ่ายได้เพียงขั้นต่ำ ซึ่งอาจกลายเป็นปัญหาเชิงระบบในอนาคต

 ต่างจังหวัดเริ่มเปราะบาง – หนี้เสียขยับเพิ่ม

ข้อมูลเชิงพื้นที่ของ NCB ยังสะท้อนภาพ “ความเหลื่อมล้ำทางหนี้” ชัดเจน กรุงเทพฯ ยังคงเป็นศูนย์กลางของมูลค่าหนี้และกิจกรรมเศรษฐกิจสูงสุด แต่ในต่างจังหวัดกลับพบแนวโน้ม ลูกหนี้เริ่มมีปัญหาชำระหนี้มากขึ้น ซึ่งหากไม่มีมาตรการดูแลเชิงพื้นที่ อาจกลายเป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจระดับท้องถิ่นในระยะยาว

 SME ตัวเล็กยังเปราะ – Micro SME หนี้เสียพุ่งหลังโควิด

ในฝั่งภาคธุรกิจ NCB มีข้อมูลนิติบุคคลประมาณ 0.35 ล้านราย โดยกว่า 70% เป็นบัญชีของ SME หลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย พบว่า บริษัทขนาดใหญ่เริ่มฟื้นตัว หนี้เสียลดลง แต่ Micro SME หรือธุรกิจขนาดเล็กมาก กลับมีแนวโน้ม NPL เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนถึงความยากลำบากของผู้ประกอบการรายย่อยที่ยังไม่สามารถฟื้นตัวเต็มที่จากผลกระทบทางเศรษฐกิจ

ข้อมูลคือโอกาสใหม่ – “เครดิตดี” คือทุนชีวิต

ดร.ลัษมณ ระบุว่า NCB กำลังเดินหน้าพัฒนาฐานข้อมูลให้มีความละเอียดมากขึ้น เพื่อช่วยให้สถาบันการเงินประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำขึ้น และเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อของประชาชน โดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

แนวคิดสำคัญคือการสร้าง Credit Identity หรือ “ตัวตนทางเครดิต” ของแต่ละบุคคล เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรม “เครดิตดีมีคุณค่า” และผลักดันให้เกิด Financial Wellbeing ในระดับครัวเรือน

“NCB ไม่ได้เป็นเพียงศูนย์รวมข้อมูล แต่คือเครื่องมือวิเคราะห์เศรษฐกิจที่สำคัญ ซึ่งช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายมองเห็นปัญหาหนี้ได้ลึกและแก้ได้ตรงจุด”  ดร.ลัษมณ  กล่าว

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก NCB สะท้อนภาพเศรษฐกิจไทยที่ยังไม่เข้าสู่ภาวะวิกฤตหนี้ แต่ “สัญญาณความเปราะบาง” กำลังขยายจากกลุ่มเปราะบางเฉพาะจุด ไปสู่คนทำงานทั่วไปและธุรกิจขนาดเล็กความท้าทายของภาครัฐและสถาบันการเงินต่อจากนี้ คือการใช้ข้อมูลเชิงลึกเพื่อ “ออกแบบทางออกที่ตรงจุด”  ไม่เพียงเพื่อแก้หนี้ แต่เพื่อสร้าง “ระบบเครดิตที่เป็นธรรมและยั่งยืน” ให้กับคนไทยทุกคน