เปิดจุดแกร่ง ไอพีโอ หุ้น” SMO ”  ทีมผู้ถือหุ้นและผู้บริหารเชี่ยวชาญธุรกิจปาล์มกว่า20ปี มีกำลังผลิตและปริมาณขายใหญ่อันดับ5ของประเทศ ฐานะการเงินแกร่งหนี้สินต่อทุนต่ำกว่า1เท่า พร้อมนำเงินไอพีโอ 1,250ลุยธุรกิจ

Categories : Update News, Stock Market

Public : 30/10/2025

เปิดจุดแกร่ง ไอพีโอ หุ้น" SMO "  ทีมผู้ถือหุ้นและผู้บริหารเชี่ยวชาญธุรกิจปาล์มกว่า 20ปี มีกำลังผลิตและปริมาณขายใหญ่อันดับ 5ของประเทศ ฐานะการเงินแกร่งหนี้สินต่อทุนต่ำกว่า1เท่า พร้อมนำเงินไอพีโอ 1,250ลุยธุรกิจ ขณะที่ราคาขาย 5.40บาทคืดบนพีอี 7เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย5หุ้นน้ำมีนปาล์มในตลาดเกิน 9 เท่า ขณะที่กำไรโตกระฉูด!!!

 

         31 ต.ค ,3 และ 4 พ.ย.25 68   บมจ.กลุ่มสมอทอง  (SMO)   ซึ่ง บริษัทดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ และผลิตภัณฑ์เกี่ยวเนื่อง และธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพ ซึ่งนับว่าเป็นการทำธุรกิจที่ครบด้าน   จะเปิดให้นักลงทุน จองซื้อหุ้น"ไอพีโอ  "จำนวน 231.60 ล้านหุ้น ราคาตามมูลค่าที่ตราไว้ (พาร์)1บาท  ราคาหุ้นละ  5.40  บาท   และหลังเสร็จสิ้นขบวนการเสนอขายคาดว่าหุ้น SMO จะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ในวันที่ 10 พ.ย 2568

Wealthplustoday  มีโอกาสได้สัมภาษณ์ ทีมผู้ถือหุ้นและผู้บริหารของ SMO  ถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจและข้อดี ข้อเด่นทำไม นักลงทุนจะต้องซื้อหุ้นและลงทุนในหุ้น  SMO    ????

 " กิตติพงษ์ พวงมาลา " หนึ่งในผู้ถือหุ้นหลัก และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  SMO  กล่าวว่า  จุดแข็งสำคัญของ SMO คือ ประสบการณ์ในการทำธุรกิจอย่างยาวนาน   มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของผู้บริหารแต่ละท่านที่รวมกันได้อย่างลงตัว มากกว่า 20 ปี  และด้วยเหตุผลสำคัญนี้ส่งผลให้   กลุ่มบริษัทสามารถเติบโตอย่างแข็งแกร่ง มีกำไรเติบโตต่อเนื่อง   สามารถสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นที่ดี และเมื่อเราเข้าตลาดหลักทรัพย์แล้ว เราจะเป็นทั้งหุ้นโกรทและหุ้นปันผล โดยบริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 50 %ของกำไรสุทธิ

 

 อีกทั้งในการทำธุรกิจ นั้น SMO มีช่องทางในการขายสินค้าทั้งในและต่างประเทศช่วยเพิ่มศักยภาพด้านการขาย และลดการพึ่งพิงการบริโภคภายในประเทศ ประกอบกับมีฐานลูกค้าเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และรวมถึงการเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรเจรจาระหว่างประเทศว่าด้วยน้ำมัน (Roundtable Sustainability Palm Oil: RSPO) ปัจจุบันตลาดส่งออกใหญ่ของบริษัทคืออินเดีย และในการส่งออกประมาณปริมาณยังไม่ได้มากนักเพราะ 90%ยังอยู่ในประเทศ

 

  " กิตติพงษ์"  กล่าวว่า   กลยุทธ์หลักที่สำคัญในการทำธุรกิจของกลุ้ม  คือ  การกระจาย ทำเลที่ตั้งโรงงาน ให้ไป  ตั้งใกล้แหล่งวัตถุดิบสำคัญ ซึ่งขณะนี้เรามี โรงงาน  4 แห่งประกอบด้วย 1. โรงงาน อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี ที่สามารถรับซื้อผลปาล์มสดจากภาคได้ฝั่งตะวันออกของประเทศไทย ซึ่งมีกำลังผลิต 75  ตันผลปาล์มสด ต่อชั่วโมง 

 2. โรงงาน อ.พนม จ.สุราษฎร์ธานี ฐานในการผลิตเพื่อส่งออกของกลุ่มบริษัทเนื่องจากมีพื้นที่อยู่ใกล้กับท่าเรือน้ำลึกจังหวัดภูเก็ต มีกำลังผลิต 75/1 ตันผลปาล์มสด ต่อชั่วโมง  

3. โรงงาน จ.สระบุรี สามารถรับซื้อผลปาล์มสดจากภาคกลาง ภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยมีกำลังผลิต 30 ตันผลปาล์มสด ต่อชั่วโมง    และ

4. โรงงาน AL จ.ชุมพร สามารถรับซื้อผลปาล์มสดภาคใต้ตอนบนของประเทศไทย  มีกำลัง ผลิต60ตันผลปาล์มสด ต่อชั่วโมง   

ส่งผลให้ # SMOมีมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 240 ตันผลปาล์มสด ต่อชั่วโมง  และเมื่อเข้าตลาดนำเงินมาขยายจะเพิ่มเป็น315  ตันผลปาล์มสดและ การกำหนดยุทธศาสาตร์แบบนี้ทำให้บริษัทมีผลผลิตเพียงพอ  และสามารถสร้างการเติบโตที่ดีต่อไปในอนาคต 

 

 " กำลังการผลิตของกลุ่มขณะนี้จัดได้ว่าเป็นผู้ผลิตใหญ่เป็นอันดับ5ของประเทศและในอนาคตก็มีกำลังการผลิต เพิ่มมากขึ้น และเงินทุนที่ได้จากการระดมทุน จะเพียงพอรองรับการขยายธูรกิจ ได้อีก 3-5ปี ขณะที่การเติบโตหลังจากนี้เฉลี่ยปีละประมาณ 30%   "

ทั้งนี้เพราะ  การระดมทุนในครั้งนี้ บริษัทจะนำเงินที่ได้จำนวน 1,250 ล้านบาท ไปรองรับการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันปาล์ม ที่โรงงาน อ.พนม จ.สุราษฎร์ธานี อีก 30% ส่งผลให้กำลังการผลิตเพิ่มเป็น 315 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง ภายในต้นปี 69 และการก่อสร้างโรงงานกลั่นน้ำมันปาล์ม ในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างแห่งใหม่ ซึ่งคาดเพิ่มกำลังการผลิตแตะ 390 ผลปาล์มสดต่อชั่วโมงในปี 71 ซึ่งจะสนับสนุนให้ผลการดำเนินงานของบริษัทเติบโตเพิ่มขึ้นราว 30% ต่อปี นับตั้งแต่ปี 69 เป็นต้นไป!!!!

 

    กิตติพงษ์ กล่าวว่า SMOนอกจากทำธุรกิจปาล์มนำมันแล้ว    กลุ่มบริษัท สามารถผลิตไฟฟ้ารวม 14.38 เมกะวัตต์ (PPA) 12.7 เมกะวัตต์ ซึ่งช่วยสร้างความมั่นคงทั้งด้านอาหารและพลังงานให้ประเทศ     กิตติพงษ์

 

    กิตติพงษ์ กล่าวว่า   การที่ SMO ผสานจุดแข็งของ5ผู้ถือหุ้นใหญ่ที่ร่วมกันมาสร้างและลุยธุรกิจ ส่งผลให้ ผลดำเนินงานของบริษัทเติบโต ต่อเนื่อง   โดยในช่วงปี 2565 - 2567  บริษัทมีรายได้รวม 6,870.42 ล้านบาท, 5,894.14 ล้านบาท และ 6,261.09 ล้านบาท ตามลำดับ

 

 ขณะที่กำไรสุทธิปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น โดยปี 2565 มีกำไรสุทธิเท่ากับ 129.52 ล้านบาท ส่วนปี 2566 มีกำไรสุทธิเท่ากับ 218.78 ล้านบาท และปี 2567 กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 259.62 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 1.89%, 3.71% และ 4.14% ตามลำดับ

ขณะที่งวด 6เดือนแรกของปี 2568  บริษัทมีรายได้รวม 4,965.90 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42.58% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิเท่ากับ 518.51 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 10.55% โดยกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นกว่า 305% จากช่วงเดียวกันกับปีก่อน สะท้อนประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง

         P/Eต่ำกลุ่ม พาร์1บาท 

         สำหรับการกำหนดราคาหุ้น ที่ 5.40 บาทนั้น พิจารณาจากอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิต่อหุ้นของบริษัท (Price to Earnings Ratio: PER)  คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น เท่ากับ 7.60 เท่า  โดยคำนวณกำไรสุทธิต่อหุ้นจากผลกำไรสุทธิในช่วง 4 ไตรมาสย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2567 ถึง 30 มิถุนายน 2568 ซึ่งเท่ากับ 650.32ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดของบริษัทหลังจากการเสนอขายหุ้นในครั้งนี้ (Fully Diluted) ซึ่งเท่ากับ 920.00 ล้านหุ้น  มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.00 บาท จะได้กำไรสุทธิต่อหุ้น เท่ากับ 0.71 บาทต่อหุ้น

ทั้งนี้ อัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิดังกล่าวคำนวณจากผลประกอบการในอดีต โดยที่ยังมิได้พิจารณาถึงผลการดำเนินงานในอนาคตที่จะเติบโตได้ตามแผนหลังมีเงินทุนใหม่เข้ามา

            นอกจากนี้หากเทียบพี/อีของบริษัทกับ บริษัทที่เกี่ยวเนื่องในธุรกิจปาล์มน้ำมันที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์  ที่มีลักษณะการประกอบธุรกิจที่ใกล้เคียงกับการประกอบธุรกิจของบริษัท ทั้งนี้ บริษัทได้พิจารณาบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (“SET”) ที่มีลักษณะการประกอบธุรกิจใกล้เคียงกับบริษัท โดยใช้ข้อมูลในช่วงระยะเวลา 12 เดือนล่าสุด นับจากวันที่ 18 ตุลาคม 2567 ถึงวันที่ 17 ตุลาคม 2568 โดยมีรายละเอียด ดังนี้

 

 

อย่างไรก็ตามการเติบโตของผลประกอบการ นอกจากจะเป็นไปตามปริมาณการจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบแล้ว ยังขึ้นอยู่กับราคาขายน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ที่อิงกับราคาในตลาดโลก ขณะเดียวกันบริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นการควบคุมต้นทุน โดยมีความมั่นใจในการจัดหาวัตถุดิบ จากแหล่งที่เหมาะสม หรือมีคุณภาพ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งจะหนุนการเติบโตทั้งรายได้และกำไร

   
     กลุ่มสมอทอง “SMO”  และบริษัทย่อย (“กลุ่มบริษัท”)  ประกอบการธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่อง และธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพ โดยธุรกิจหลักของกลุ่มบริษัท สามารถจำแนกได้  2 กลุ่มคือ
  1. ธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่อง โดยมีผลิตภัณฑ์หลัก คือ น้ำมันปาล์มดิบ (Crude Palm Oil หรือ “CPO”)  เมล็ดในปาล์มอบแห้ง (Palm Kernel หรือ “PK”) และยังมี  ผลิตภัณฑ์พลอยได้ (“By-products”)  ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิต เช่น กะลาปาล์ม ทะลายสับ เส้นใย และอื่นๆ
 

 2.    ธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพ  ผ่านการนำผลิตภัณฑ์พลอยได้จากกระบวนการผลิตน้ำมันปาล์มดิบมาหมักในบ่อด้วยจุลินทรีย์เพื่อให้ได้ก๊าซชีวภาพ (“Biogas”) และนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อใช้ภายในกิจการ และจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

ดยกลุ่มบริษัทให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) กล่าวคือเป็นการบริหารจัดการทรัพยากรในห่วงโซ่คุณค่าของกิจการให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบ กระบวนการผลิตที่มีมาตรฐานเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการสร้างความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่คุณค่าของกิจการ โดยนำผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตมาหมุนเวียนเพื่อใช้เป็นพลังงานภายในกิจการ และไม่มีหรือมีของเสียน้อยที่สุดซึ่งเกิดจากกระบวนการผลิต  จากแนวคิดนี้ จึงสร้างการเติบโตให้กับกลุ่มบริษัทได้อย่างมั่นคง  ควบคู่กับการดูแลและลดผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน อันเป็นไปตามวิสัยทัศน์ของบริษัทที่จะพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง และต่อยอดธุรกิจให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

 

 ขณะที่กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่สัดส่วนกว่า 97% หรือคิดเป็นจำนวน 153 ล้านหุ้น สมัครใจติดติดไซเรน พีเรียด (Silent Period) ตามกฎเกณฑ์ด้วยการดำเนินการล็อคอัพ (lock-up) หุ้นทั้งหมดในช่วง 6 เดือน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ลงทุนว่ากลุ่มผุ้ถือหุ้นใหญ่จะไม่ขายหุ้นออกมา และมีหุ้นที่ไม่ติด Silent Period เหลือเพียงจำนวน 28.4 ล้านหุ้น

 

"เรามั่นใจในศักยภาพของ SMO ที่มีพื้นฐานธุรกิจแข็งแกร่ง ทั้งด้านผลประกอบการ การบริหารจัดการ และแผนการลงทุนเพื่อเดิบโดอย่างยั่งยืน ขณะที่การเสนอขายหุ้น IPO ครั้งนี้คาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน"