กรมศุลฯ เตรียมเก็บภาษีนำเข้าสินค้าผ่านแพลตฟอร์ม E-commerce ตั้งแต่ 1 บาทแรก คาดเริ่มต้นปี 69

Categories : Update News, Finance

Public : 05/11/2025

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า กรมศุลกากร ได้เสนอแนวทางให้รองนายกฯ และ รมว.คลัง รวมถึงปลัดกระทรวงการคลัง เรื่องการสร้าางความเป็นให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีคนไทย รวมถึงเป็นการสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง โดยจะเดินหน้าเก็บภาษีสินค้านำเข้าผ่านแพลตฟอร์ม E-commerce ซึ่งในสัปดาห์หน้าจะเชิญตัวแทน อย่าง shopee lazada  เข้าหารือแนวทางการเรียกเก็บภาษีอากรนำเข้า ตั้งแต่ 1 บาทแรก จากเดิมกำหนดที่ 1,500 บาทถึงจะเสียภาษี ซึ่งจะใช้อำนาจของอธิบดีกรมศุลกากร โดยความเห็นชอบของ รมว.คลัง  คาดว่าเริ่มได้ตั้งแต่ 1 .. 69 เป็นต้นไป เพราะจะไม่มีการต่ออายุการยกเว้นภาษีตามประกาศเดิมที่จะสิ้นสุดในวันที่ 31 .. 68 นี้

 

จากข้อมูลพบว่า ในปีที่ผ่านมา มีสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศที่มีราคาต่ำกว่า 1,500 บาท และไม่เสียภาษีนำเข้าคิดเป็นมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาท หากกำหนดให้มีการเสียภาษีตั้งแต่ 1 บาทแรก และตีเหมาที่อัตราภาษี 10 % เท่ากับรัฐจะมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกปีละไม่ต่ำกว่า 3 พันล้านบาทซึ่งสินค้าที่นำเข้าส่วนใหญ่มาจากจีนและหลายๆประเทศบางรายการเป็นสินค้าที่ไม่มีคุณภาพและส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่เข้ามาเป็นคู่แข่งกับเอสเอ็มอีไทยขณะที่หลายประเทศอย่างอเมริกาได้เริ่มเก็บภาษีดังกล่าวแล้วหากไทยไม่รีบดำเนินการจะถือว่าเป็นการเสียโอกาสได้

     

นอกจากนี้ อธิบดีกรมศุลกากร ได้แถลงแนวทางการดำเนินงานภายใต้นโยบาย “Customs Quick Big Win” ซึ่งมุ่งสร้างผลลัพธ์ให้เห็นเป็นรูปธรรมภายในระยะเวลา 4 เดือน โดยมุ่งเน้นการกระตุ้นให้เกิดการค้าควบคู่กับการปกป้องสังคมและยกระดับประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้ของรัฐอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

 

พร้อมดำเนินการตามนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล โดยดำเนินการภายใต้บทบาทหลัก 3 ด้าน เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้

1. Trade Enabler – การใช้มาตรการทางศุลกากรเพื่อกระตุ้นให้เกิดการค้า กรมศุลกากรจะมุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านมาตรการทางศุลกากร เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นให้เกิดการค้า โดยเร่งปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการนำเข้า–ส่งออก ปรับกระบวนการตรวจสินค้าสู่มาตรฐานสากลเพื่อลดภาระให้แก่ผู้ประกอบการที่สุจริต เร่งคืนภาษี เงินวางประกัน และเงินชดเชย เพื่อเพิ่มสภาพคล่องแก่ภาคธุรกิจนอกจากนี้ ยังสนับสนุนการจัดทำ FTAs เพื่อขยายตลาดส่งออกของประเทศ เพิ่มสิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกอบการ AEO (Authorized Economic Operator) ส่งเสริมการขนส่งสินค้าทางรถไฟ ปรับปรุงพิธีการถ่ายลำและผ่านแดน ลดระยะเวลาการตรวจปล่อยสินค้า รวมถึงเปิดโอกาสให้ ICD (Inland Container Depot) สามารถตรวจปล่อยสินค้าขาออกได้โดยตรง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับภาคเอกชนอย่างแท้จริง

 

2. Social Protector – การปกป้องสังคมจากสินค้าผิดกฎหมาย กรมศุลกากรจะดำเนินมาตรการเชิงรุกในการป้องกันและปราบปรามสินค้าผิดกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าทุ่มตลาด สินค้าปลอมแปลงถิ่นกำเนิด และสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน พร้อมเดินหน้าเตรียมลงนามบันทึก ความเข้าใจ (MOU) กับแพลตฟอร์มต่าง ๆ เพื่อควบคุมการจำหน่ายของผิดกฎหมาย นอกจากนี้ยังจะนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการตรวจสอบสินค้า รวมถึงปรับอัตราการเปิดตรวจสินค้าให้เหมาะสมและเป็นไปตามมาตรฐานสากล

 

3. Revenue Collector – การจัดเก็บรายได้ของรัฐอย่างเป็นธรรม กรมศุลกากรจะปรับมุมมองในการจัดเก็บภาษี จากเดิมที่มุ่งเน้นเฉพาะการจัดเก็บอากร ไปสู่การจัดเก็บภาษีทุกประเภทอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อมหาดไทย หรือภาษีอื่น ๆที่เกี่ยวข้อง

พร้อมกันนี้ จะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้าที่ได้รับยกเว้นอากรแต่ยังต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมถึงการพิจารณายกเลิกการกำหนด De minimis value เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการและ เพิ่มรายได้ของรัฐอย่างมั่นคง

 

อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวต่ออีกว่า นโยบาย “Customs Quick Big Win” ถือเป็นอีกก้าวสำคัญ ในการยกระดับบทบาทของกรมศุลกากรให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล มุ่งสร้างสมดุลระหว่างการอำนวยความสะดวกทางการค้า การปกป้องสังคม และการเพิ่มรายได้ภาครัฐ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน