ศูนย์วิจัยกสิกรไทย แนะไทยเร่งแก้ไขฐานะการคลัง ลดขาดดุล หวั่นเพดานหนี้แตะ 70% กระทบปรับลดเครดิตประเทศ

Categories : Update News, Economy

Public : 15/11/2025

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ฐานะการคลัง ไทยอ่อนแอ คาดไทยยังขาดดุลสูงกว่า 3% ต่อ GDP ในอีก 4 ปีข้างหน้า พร้อมชี้หากเศรษฐกิจโตต่ำเพียง 2% การขาดดุลอาจพุ่งแตะ 4.0%  หวั่นเพดานหนี้สาธารณะสูงแตะ 70 %  ส่งผล   ความน่าเชื่อถือ และถูกปรับลดเครดิต    แนะรัฐบาลต้องมี แผนลดขาดดุล ที่เป็นรูปธรรม เร่งการปฏิรูปโครงสร้างภาษี เร่งขยายฐานภาษี  

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า การที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือปรับมุมมองอันดับเครดิตของประเทศไทยจาก “มีเสถียรภาพ” (Stable Outlook) เป็น “เชิงลบ” (Negative Outlook) แม้ยังคงอันดับเครดิตที่ BBB+ สะท้อนความกังวลหลักต่อฐานะ การคลัง ของไทยที่อ่อนแอลงอย่างต่อเนื่องหลังวิกฤตโควิด ซึ่งอาจจะกลายเป็นปัจจัยหลักที่นำไปสู่การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือในช่วง 1–2 ปีข้างหน้า ซึ่งบทเรียนจากต่างประเทศชี้ต้องมีการลดขาดดุลการคลังอย่างเป็นรูปธรรม

   

นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในกลุ่มอันดับเดียวกัน (BBB+ หรือ Baa1) จะเห็นว่าฐานะการคลังของไทยอ่อนแอกว่า โดยเฉพาะหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นรวดเร็วการขาดดุลการคลังที่ยังสูงต่อเนื่อง หลังวิกฤตโควิด (ปี 2020-2022) ประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน เช่น เวียดนาม, ฟิลิปปินส์, มาเลเซีย, และอินโดนีเซีย มีทิศทางลดการขาดดุลการคลังลง แต่ การขาดดุลการคลังของไทยยังไม่มีทิศทางลดลงอย่างชัดเจน และคาดการณ์ว่าการขาดดุลงบประมาณจะยังคงสูงกว่า 3.0% ต่อ GDP ในอีก 4 ปีข้างหน้า

“ในกรณีเศรษฐกิจไทยเติบโตเพียง 2% ต่อปีในระยะข้างหน้า การขาดดุลการคลังอาจยังอยู่สูงกว่า 4.0% ของ GDP และหนี้สาธารณะมีแนวโน้มแตะกรอบเพดาน 70% ภายในปี 2570”

 

ขณะเดียวกัน ภาระทางการคลังที่ยังไม่ปรากฏ หรือยอดหนี้คงค้างรวมจากกิจกรรมกึ่งการคลังตามมาตรา 28 พ.ร.บ. วินัยฯ ผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ อยู่ที่ประมาณ 8.7 แสนล้านบาท ซึ่งภาระส่วนนี้รวมกับภาระอื่น ๆ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 5% ของ GDP นอกจากนี้ รายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับสังคมผู้สูงอายุ ระบบบำนาญ, ค่ารักษาพยาบาล, เบี้ยผู้สูงอายุ)มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นและจะกินสัดส่วนเกือบ 30% ของรายจ่ายงบประมาณในปี 2572

“รัฐบาลไทยอยู่ระหว่างการทบทวนแผนการคลังระยะปานกลาง ซึ่งน่าจะเห็นรายละเอียดแผนลดการขาดดุลการคลังที่ชัดเจนขึ้น”

   

ดร.ลลิตา เธียรประสิทธิ์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า บทเรียนจากต่างประเทศชี้ให้เห็นว่า ประเทศที่สามารถหลีกเลี่ยงการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือได้ มักมีการดำเนินนโยบายลดขาดดุลอย่างเป็นรูปธรรม

ตัวอย่างเช่น อิตาลี ที่สามารถลดการขาดดุลจาก 8.0% เหลือต่ำกว่า 4.0% ของ GDP ภายในระยะเวลาไม่กี่ปี ผ่านแผนเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย และปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐ

ขณะที่ฝรั่งเศสซึ่งถูกปรับลดทั้งมุมมองและอันดับเครดิตจากการขาดดุลการคลังที่เพิ่มขึ้น ซึ่งต้องเผชิญกับต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น รวมถึงอันดับความน่าเชื่อถือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลบางรายถูกปรับลดตาม

อย่างไรก็ตาม การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไม่ได้หมายความว่าอันดับเครดิตของภาคเอกชนจะถูกปรับลดไปด้วย ขึ้นอยู่กับฐานะทางการเงินของแต่ละบริษัท

 

นางสาวปริชญา ฤทธิ์สุข  นักวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า แนวทางลดขาดดุลการคลังของไทยอาจไปที่การเพิ่มรายได้ภาครัฐ เนื่องจากรายจ่ายส่วนใหญ่เป็นรายการที่ปรับลดได้ยาก โครงสร้างงบประมาณของไทยมีรายจ่ายที่ถูกล็อกไว้และตัดลดยากเกือบ 90% เช่น ค่าตอบแทนบุคลากร, ชำระหนี้, สวัสดิการสังคม แนวทางลดขาดดุลการคลังจึงควรเน้นที่ การเพิ่มรายได้ภาครัฐ

   

ในระยะสั้น มาตรการเพิ่มรายได้แบบเฉพาะจุด อาจช่วยประคองสถานการณ์ได้บ้าง แต่ในระยะปานกลางถึงยาว การปฏิรูปการคลังอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องพึ่งพาการพัฒนาฐานข้อมูลที่มีประสิทธิภาพเพื่อออกแบบนโยบายสวัสดิการอย่างตรงเป้า ควบคู่กับการขยายฐานภาษีและการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ

 

โดยแนวทางเพิ่มรายได้ระยะสั้น เช่น

◦ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) : การปรับเพิ่ม 1% (จาก 7%) อาจเพิ่มรายได้ประมาณ 0.5% ของ GDP ซึ่งVAT เป็นภาษีที่มีสัดส่วนมากที่สุดในโครงสร้างรายได้รัฐ)

◦ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (PIT): การปรับลดเพดานรายการลดหย่อนภาษี 10% อาจเพิ่มรายได้ประมาณ 0.3% ของ GDP

◦ Global Minimum Tax (CIT): การจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มตามมาตรการจัดเก็บภาษีขั้นต่ำทั่วโลก ไม่ต่ำกว่า 15% อาจเพิ่มรายได้ 0.1% ของ GDP

◦ De minimis: การยกเลิกการยกเว้นภาษีนำเข้าและ VAT สำหรับสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท อาจเพิ่มรายได้ 0.02% ของ GDP

“รวมแล้ว อาจช่วยเพิ่มรายได้รวมกันได้เกือบ 1% ของ GDP แต่ควรมีการปฏิรูปการคลังอย่างยั่งยืน โดยการปรับลดการขาดดุลอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องพึ่งพาการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและการคลังอย่างมีประสิทธิภาพ”

การปฏิรูปโครงสร้างภาษี เช่น การขยายฐานภาษี ประเทศไทยมีกำลังแรงงาน 40 ล้านคน แต่มีเพียง 11 ล้านคนเท่านั้นที่อยู่ในฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และกลุ่มที่ยังไม่มีในระบบภาษี มีประมาณ 15 ล้านคน รัฐบาลควรหาแนวทางจูงใจให้กลุ่มนี้เข้ามาในระบบ

 

ส่วนการใช้เครื่องมือ Negative Income Tax (NIT) นั้นแนวคิดนี้ หรือที่ประยุกต์ใช้ในต่างประเทศคือ Earned Income Tax Credit – EITC เป็นเครื่องมือสำคัญในการขยายฐานภาษี โดยผู้มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์จะได้รับเงินอุดหนุน จุดเด่นคือ สร้างแรงจูงใจให้หารายได้เพิ่ม และที่สำคัญคือ รัฐจะมีฐานข้อมูลรายได้ล่าสุด ทำให้สามารถจัดสวัสดิการได้อย่างเหมาะสมและลดความซ้ำซ้อนของเงินอุดหนุนที่มีอยู่หลายโครงการได้

 

นอกจากนี้การเพิ่มประสิทธิภาพรายจ่าย ควรมีการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้จ่าย และลดความซ้ำซ้อนของเงินอุดหนุนต่าง ๆ ที่รัฐบาลมีโครงการจำนวนมากสำหรับกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน เช่น ผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ โดยการพัฒนาฐานข้อมูล การปฏิรูปที่ยั่งยืนจำเป็นต้องพึ่งพาการพัฒนาฐานข้อมูลที่มีประสิทธิภาพเพื่อออกแบบนโยบายสวัสดิการอย่างตรงเป้าและครอบคลุม

“แรงงานที่อยู่ในเกณฑ์ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีมีจำนวนประมาณ 19 ล้านคน โดยในจำนวนนั้น มีผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีแล้วราว 11 ล้านคน ดังนั้น จึงยังมีกลุ่มที่ไม่ได้เข้าสู่ระบบประมาณ 8 ล้านคน รัฐบาลควรพิจารณามาตรการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด หรือการนำเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น Digital Tracking มาใช้เพื่อติดตามและผลักดันให้เข้าสู่ระบบ”