ทริสเรทติ้ง!! ลดประมาณการการเติบโตของ GDPปี69 ลงเหลือ 1.7% จากเดิมที่ 1.9% ส่งออกชะลอหลังเร่งส่งปี68ฐานใหญ่ขึ้นโตยาก / กนง .ลงดอกเบี้ยได้จำกัด  การลงทุนและการบริโภคภาคเอกชนหดตัว ส่วนปีนี่ยืนเป้าโตที่2.1%คนละครึ่งพลัสหนุน-น้ำท่วมหาดใหญ่กด 

Categories : Update News, Economy

Public : 09/12/2025

 ทริสเรทติ้งได้ปรับลดประมาณการการเติบโตของ GDPปี69 ลงเหลือ 1.7% จากเดิมที่ 1.9% ส่งออกชะลอหลังเร่งส่งปี68ฐานใหญ่ขึ้นโตยาก / กนง .ลงดอกเบี้ยได้จำกัด  การลงทุนและการบริโภคภาคเอกชนหดตัว ส่วนปีนี่ยืนเป้าโตที่2.1%คนละครึ่งพลัสหนุน-น้ำท่วมหาดใหญ่กระทบจำกัด 

 

• ทริสเรทติ้งคงประมาณการการเติบโตของ #GDP ไทยในปี 2568 ที่ 2.1%  โดยปัจจัยหลักมาจากการเร่งตัวของการส่งออกสินค้า ก่อนที่มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ จะมีผลบังคับใช้ในเดือนสิงหาคม

• โครงการ “#คนละครึ่งพลัส”  คาดว่าจะช่วยกระตุ้นการบริโภคภาคเอกชนโดยเฉพาะส่วนที่ประชาชนใช้จ่ายเพิ่มเติมมากกว่า 6 หมื่นล้านบาท และสนับสนุน การเติบโตของ GDP ปี 2568 ได้ราว 0.3%

• น้ำท่วมในภาคใต้ประเมินว่ามีผลกระทบจำกัดต่อ#เศรษฐกิจไทยโดยรวม คิดเป็นน้อยกว่า 0.1% ของ GDP ตามสถานการณ์ที่คลี่คลายลงเร็วในช่วงต้นเดือนธันวาคม

• ในปี 2569 ทริสเรทติ้งได้ปรับลดประมาณการการเติบโตของ GDP ลงเหลือ 1.7% จากเดิมที่ 1.9% โดยมีสาเหตุหลักจากการส่งออกสินค้าที่มีแนวโน้มหดตัวเพิ่มขึ้นตามอุปสงค์ต่างประเทศที่อ่อนแอจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และจากฐานที่สูงภายหลังการเร่งส่งออกในปี 2568

• คณะกรรมการนโยบายการเงินมีแนวโน้มปรับลด#อัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกหนึ่งครั้งในปี 2568 เพื่อพยุงเศรษฐกิจท่ามกลางแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยังอ่อนแอและ#เงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ โดยคาดว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกเพียงหนึ่งครั้งในปี 2569 เนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทย (#ธปท.) สื่อสารถึงขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (Policy Space) ที่มีอยู่จำกัด

• ในระยะข้างหน้า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเผชิญกับความไม่แน่นอนที่สูงจากนโยบายการค้าของ#สหรัฐฯ ความไม่แน่นอนทาง#การเมืองภายในประเทศ และผลจากการดำเนินนโยบายการเงินในประเทศเศรษฐกิจหลัก

คงประมาณการการเติบโตของ GDP ในปี 2568 ก่อนปรับประมาณการลงในปี 2569

ทริสเรทติ้งคงประมาณการการเติบโตของ GDP ไทยในปี 2568 ที่ระดับ 2.1% โดยปัจจัยหลักมาจากการเร่งตัวของการส่งออกสินค้า ก่อนที่มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ จะมีผลบังคับใช้ในเดือนสิงหาคม (ตารางที่ 1) ในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 การบริโภคภาคเอกชนได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นทางการคลัง เช่น โครงการ

“คนละครึ่งพลัส” และมาตรการลดหย่อนภาษี “เที่ยวดีมีคืน”

 

นอกจากนี้ #การลงทุนภาคเอกชนยังคงฟื้นตัวต่อเนื่องในไตรมาสที่ 3 ตามความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ปรับดีขึ้นหลัง#มาตรการภาษีของสหรัฐฯมีความชัดเจนมากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ทริสเรทติ้งได้ปรับลดประมาณการการบริโภคภาครัฐเพื่อสะท้อนการหดตัวในไตรมาสที่ 3 ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมืองซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรัฐบาล #การส่งออกบริการมีแนวโน้มชะลอลง โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะอยู่ที่ 33.1ล้านคน ลดลงจาก 35.5 ล้านคนในปี 2567

ทริสเรทติ้งประเมินว่า#น้ำท่วมในภาคใต้มีผลกระทบจำกัดต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวม และเงินโอนเยียวยาจากภาครัฐ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และแผนการเยียวยาอื่น ๆ ของรัฐบาลจะช่วยบรรเทาผลกระทบได้บางส่วน

สำหรับปี 2569 ทริสเรทติ้งได้ปรับลดประมาณการการเติบโตของ GDP ลงเหลือ 1.7% จากเดิมที่คาดไว้ 1.9% โดยมีสาเหตุหลักมาจากการส่งออกสินค้าที่มีแนวโน้มหดตัวเพิ่มขึ้นตามอุปสงค์ต่างประเทศที่อ่อนแอเนื่องจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และฐานที่สูงจากการเร่งส่งออกในปี 2568 การบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มเติบโตชะลอลงจากปี 2568 สอดคล้องกับการส่งออกสินค้า

อย่างไรก็ตาม การส่งออกบริการมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 35 ล้านคน

ตารางที่ 1: ประมาณการ GDP และองค์ประกอบทางเศรษฐกิจ

ที่มา: สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และประมาณการโดยทริสเรทติ้ง

หมายเหตุ: * ในวงเล็บคือประมาณการครั้งก่อน ณ วันที่ 16 กันยายน 2568

สมมติฐานหลักที่ใช้ในการประมาณการสรุปไว้ใน

 

  โดยคาดว่าราคาน้ำมันจะทยอยปรับลดลง ซึ่งจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อในปี 2568–2569 อยู่ในระดับต่ำ ราคาน้ำมันดูไบเฉลี่ยคาดว่าจะอยู่ที่ 68 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในปี 2568 และอยู่ในช่วง 60–70 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในปี 2569 ซึ่งสะท้อนถึงราคาน้ำมันดิบที่ลดลงในช่วงที่ผ่านมาท่ามกลางภาวะ#เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและการผลิตน้ำมันที่เพิ่มขึ้นของทั้งกลุ่ม #OPEC+ และผู้ผลิตน้ำมันประเทศอื่น ๆ

ดังนั้น อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยคาดว่าจะยังอยู่ในระดับต่ำที่ -0.2% ในปี 2568 และอยู่ในช่วง 0.25%–0.75% ในปี 2569 โดยในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 (11M68) อัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยของไทยอยู่ที่ -0.12% และ 0.85% ตามลำดับ

#อัตราแลกเปลี่ยนโดยเฉลี่ยในปี 2568 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 33.0 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ก่อนที่จะแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยเป็น 32.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2569

โดยสะท้อนถึงการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นหลัก ท่ามกลางข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อ่อนแอ ซึ่งนำไปสู่การคาดการณ์ของตลาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

โดยทริสเรทติ้งคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินของไทยมีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1.25% ณ สิ้นปี 2568 โดยเป็นการปรับลดอีกหนึ่งครั้งเพื่อพยุงเศรษฐกิจท่ามกลางแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยังอ่อนแอและเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ โดยในปี 2569 คาดว่าจะมีการปรับลดอัตราดดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มอีกเพียงหนึ่งครั้ง เนื่องจาก ธปท. ได้สื่อสารถึงขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (Policy Space) ที่มีอยู่จำกัด

ในปี 2568 การเร่งตัวของการส่งออกเป็นปัจจัยสนับสนุนหลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ในปี 2568 การส่งออกสินค้าและบริการมีแนวโน้มเติบโตดีขึ้นสู่ระดับ 8.2% จากประมาณการเดิมที่ 4.1% สะท้อนถึงการเร่งตัวของการส่งออกสินค้าก่อนที่มาตรการภาษีของสหรัฐฯ จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 7 สิงหาคม 2568 โดยในภาพรวม มูลค่าการส่งออกสินค้าทั้งหมดในรูปดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว 13.0% ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 (ตารางที่ 3) อย่างไรก็ตาม พบว่าการส่งออกสินค้าในเดือนตุลาคมขยายตัวเพียง 5.3% ชะลอลงจากค่าเฉลี่ย 14.3% ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 ก่อนที่มาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ จะมีผลบังคับใช้ โดยในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 การส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ ขยายตัวถึง 29.1% หากแบ่งตามรายอุตสาหกรรม การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องจักรและอุปกรณ์ขยายตัวดีที่ 46.0% และ 14.5% ตามลำดับ

ตารางที่ 3: การเติบโตของการส่งออกในรูปดอลลาร์สหรัฐฯ (% จากปีก่อน)

ข้อมูลข้างต้นบันทึกตามเกณฑ์ศุลกากร ยกเว้นมูลค่าการส่งออกรวมซึ่งบันทึกตามเกณฑ์ดุลการชำระเงิน (BOP)

ทริสเรทติ้งปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตของการบริโภคภาคเอกชนในปี 2568 ขึ้นเป็น 2.6% จากเดิมที่ 2.1% โดยได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นทางการคลังในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 เช่น โครงการ “คนละครึ่งพลัส” และมาตรการลดหย่อนภาษี “เที่ยวดีมีคืน” ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับเพิ่มขึ้นจาก 50.1 ในเดือนสิงหาคม เป็น 53.2 ในเดือน พฤศจิกายน 2568 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ปรับดีขึ้นในช่วงที่ความไม่แน่นอนลดลง หลังผลลัพธ์ของมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ในเดือนสิงหาคม การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ในเดือนกันยายน และมาตรการกระตุ้นทางการคลังในเดือนพฤศจิกายน

ทริสเรทติ้งคาดว่าโครงการ “คนละครึ่งพลัส” จะช่วยกระตุ้นการบริโภคภาคเอกชนโดยเฉพาะส่วนที่ประชาชนใช้จ่ายเพิ่มเติมมากกว่า 6 หมื่นล้านบาท และสนับสนุน การเติบโตของ GDP ปี 2568 ได้ราว 0.3% โครงการคนละครึ่งพลัสเป็นมาตรการร่วมจ่าย (Co-payment) ที่รัฐบาลสนับสนุนค่าใช้จ่าย 50% ของการซื้อสินค้าและบริการ สูงสุดไม่เกิน 200 บาทต่อวัน สำหรับประชาชน 20 ล้านคนที่มีสิทธิ์เข้าร่วม ในครั้งนี้ ผู้มีรายได้ที่อยู่ในระบบภาษีได้รับสิทธิ์ 2,400 บาท ขณะที่ผู้ที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษีได้รับสิทธิ์ 2 พันบาท โดยสามารถใช้วงเงินดังกล่าวสำหรับอาหาร เครื่องดื่ม การขนส่งสาธารณะ รวมถึงบริการบางประเภท ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม ถึง 31 ธันวาคม 2568 นอกจากนี้ ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 13.5 ล้านคนได้รับเงินเพิ่มรวม 1,700 บาท ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม 2568

มาตรการลดหย่อนภาษี “เที่ยวดีมีคืน” จะช่วยสนับสนุนการบริโภคภาคเอกชนและการท่องเที่ยวภายในประเทศในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ภายใต้มาตรการนี้ ผู้เสียภาษีที่เป็นบุคคลธรรมดาสามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30,000 บาท โดยใช้ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (E-tax invoice) จากการใช้จ่ายในโรงแรมและร้านอาหาร ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม ถึง 15 ธันวาคม 2568 สำหรับการใช้จ่าย 10,000 บาทแรก สามารถใช้ใบกำกับภาษีแบบกระดาษได้ ขณะที่การใช้จ่ายในเมืองรอง จะได้รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีในอัตรา 1.5 เท่า

รูปที่ 1: การลงทุนรวมในสินทรัพย์ถาวรจำแนกตามภาคเศรษฐกิจ (ราคาคงที่)

ทริสเรทติ้งคาดว่าการลงทุนจากทั้งภาคเอกชนและภาครัฐจะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจในปี 2568 การลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัว 2.1% ปรับเพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมที่ 1.8% โดยใน ไตรมาสที่ 3 ปี 2568 การลงทุนภาคเอกชนปรับเพิ่มขึ้น 4.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนตามความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ปรับดีขึ้นหลังจากมีความชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ (รูปที่ 1) โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์

ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่คาดการณ์สำหรับ 3 เดือนข้างหน้าเพิ่มขึ้นเป็น 52.5 ในเดือนตุลาคม 2568 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่ปรับดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า นอกจากนี้ การลงทุนภาครัฐคาดว่าจะขยายตัว 5.7% ในปี 2568 เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมที่ 3.5% โดยในไตรมาสที่ 3 ปี 2568 การลงทุนภาครัฐหดตัว 5.3% จากฐานสูงในปี 2567 โดยการหดตัวดังกล่าวต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้

อย่างไรก็ตาม ทริสเรทติ้งได้ปรับลดประมาณการการบริโภคภาครัฐลงเพื่อสะท้อนการหดตัวในไตรมาสที่ 3 ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมืองซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรัฐบาล โดยคาดว่าการบริโภคภาครัฐในปี 2568 จะขยายตัวเพียง 0.5% เทียบกับประมาณการเดิมที่ 1.9% โดยในไตรมาสที่ 3 ปี 2568 การบริโภคภาครัฐหดตัว -3.9% ลดลงจาก 2.2% ในไตรมาสที่ 2 ปี 2568 โดยมีสาเหตุหลักจากการชะลอตัวของเงินโอนเพื่อสวัสดิการสังคมที่ไม่เป็นตัวเงินและการจัดซื้อสินค้าและบริการ

รูปที่ 2: จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ

การส่งออกบริการมีแนวโน้มหดตัว โดยทริสเรทติ้งคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะอยู่ที่ 33.1 ล้านคน ลดลงจาก 35.5 ล้านคนในปี 2567 ตามนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลงเป็นหลัก โดยในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลง 33.8% เฉลี่ยอยู่ที่ 372,886 คนต่อเดือน (รูปที่ 2) สะท้อนถึงความกังวลด้านความปลอดภัยในประเทศไทย และการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากประเทศอาเซียนอื่น ๆ ในการดึงดูดนักท่องเที่ยวจีน แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวระยะไกลจะเพิ่มขึ้น 10.6% ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 แต่ก็ไม่สามารถชดเชยการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของนักท่องเที่ยวจีนได้

อีกหนึ่งปัจจัยลบต่อ GDP ที่เกิดขึ้นในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 คือเหตุอุทกภัยรุนแรงในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย ทริสเรทติ้งประเมินว่ามีผลกระทบจำกัดต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวม คิดเป็นน้อยกว่า 0.1% ของ GDP เนื่องจากสถานการณ์ที่คลี่คลายลงอย่างรวดเร็วในช่วงต้นเดือนธันวาคม นอกจากนี้ เงินโอนเยียวยาจากภาครัฐ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และแผนการเยียวยาอื่น ๆ ของรัฐบาลจะช่วยบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติได้บางส่วน

ในปี 2569 การเติบโตทางเศรษฐกิจถูกกดดันจากการส่งออกสินค้าที่มีแนวโน้มอ่อนแอลงท่ามกลางอุปสงค์ต่างประเทศที่ซบเซา

ในปี 2569 ทริสเรทติ้งได้ปรับลดประมาณการการเติบโตของ GDP ลงเหลือ 1.7% จากเดิมที่ 1.9% โดยมีสาเหตุหลักจากการส่งออกสินค้าที่มีแนวโน้มหดตัวเพิ่มขึ้นตามอุปสงค์ต่างประเทศที่อ่อนแอจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และจากฐานที่สูงภายหลังการเร่งส่งออกในปี 2568 ดังนั้นการเติบโตของการส่งออกสินค้าและบริการจึงมีแนวโน้มอยู่ที่ -0.8% ลดลงจากประมาณการเดิมที่ -0.5% การบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัว 2.1% และ 1.5% ตามลำดับ ซึ่งชะลอลงจากปี 2568 สอดคล้องกับแนวโน้มการส่งออกสินค้า การอุปโภคภาครัฐคาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยที่ 0.7% เนื่องจากงบรายจ่ายประจำในปี 2569 อยู่ในระดับใกล้เคียงกับปี 2568 ขณะที่การลงทุนภาครัฐคาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่อง 3.1% ชะลอลงจากประมาณการเดิมที่ 3.6% เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับช่วงเวลาการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ในด้านบวก การส่งออกบริการคาดว่าจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยคาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะปรับตัวดีขึ้นเป็น 35 ล้านคน ทั้งจากประเทศจีนและประเทศอื่น ๆ อีกทั้งยังพบว่าสัดส่วนนักท่องเที่ยวระยะไกล (Long-haul) เพิ่มขึ้นจาก 30% ในปี 2567 เป็น 35% ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งนักท่องเที่ยวระยะไกลมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวสูงกว่านักท่องเที่ยวระยะใกล้ (Short-haul)

เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเผชิญกับความไม่แน่นอนที่สูงในอนาคตทริสเรทติ้งคาดว่าเศรษฐกิจไทยยังคงต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่มีความไม่แน่นอนสูงต่อไป ประการแรก ความไม่แน่นอนที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการค้าของสหรัฐฯ อาจ