เปิดฉากทัศน์การเมือง | คัด “หุ้นรอด” ในตลาดที่ไม่เหมือนเดิม “สุญญากาศ ” น่ากังวลกว่า !! “Pre-election Rally ไม่เหมือนเดิม มองSET ปี69 ดัชนีที่ 1,440 จุด
Categories : Update News, Stock Market
Public : 15/12/2025เปิดฉากทัศน์การเมือง | คัด “หุ้นรอด” ในตลาดที่ไม่เหมือนเดิม “สุญญากาศ ” น่ากังวลกว่า !! "Pre-election Rally ไม่เหมือนเดิม มองSET ปี69 ดัชนีที่ 1,440 จุด
โดย วัชราภรณ์ กันทะพะเยา, PhD Economist และ พิริยพล คงวาณิช (Pizza), นักกลยุทธ์ BLS Wealth Research
การเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งครั้งใหม่ของไทยกำลังสร้างแรงกระเพื่อมในระยะสั้น โจทย์สำคัญไม่ได้อยู่ที่ใครจะชนะเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ภาวะสุญญากาศทางนโยบาย (Policy Vacuum) ที่จะเกิดขึ้นในระหว่างรอยต่อ ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและตลาดหุ้นในปี 2026 เราประเมินฉากทัศน์และนัยสำคัญทางกลยุทธ์ดังนี้:
🔹ภาพเศรษฐกิจมหภาค: สองเส้นทาง...หนึ่งจุดสะดุด
ความไม่แน่นอนทางการเมืองส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลไกการคลัง (Fiscal Impulse) ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน เราแบ่งฉากทัศน์ออกเป็น 2 กรณี ตามระดับความรุนแรงของ Policy Gap ดังนี้
🔻Scenario 1 (Base Case): ภายใต้สมมติฐานที่การเลือกตั้งเกิดขึ้นตามกรอบเวลาปกติ (1–8 กุมภาพันธ์ 2026) และสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ภายในพฤษภาคม 2026 เศรษฐกิจไทยจะเผชิญกับแรงกดดันระยะสั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้:
The Cause: การยุบสภาจะทำให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (เช่น คนละครึ่งพลัสเฟส 2) ต้องหยุดชะงัก ขณะที่การเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐคาดว่าจะหดตัวลง 30-40% จากระดับปกติ เนื่องจากข้อจำกัดในช่วงรักษาการ
The Effect: แรงส่งทางการคลังที่หายไปจะกดดันให้ GDP ในไตรมาส 1/2026 ชะลอตัวลง (Soft Patch) อย่างไรก็ดี เมื่อรัฐบาลใหม่เข้าทำหน้าที่ กลไกการเร่งเบิกจ่ายและการอนุมัติงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจจะทำงานในลักษณะ “Catch-up Quarter” ในช่วงไตรมาส 3/2026
The Outcome: แม้ต้นปีจะซึม แต่การเร่งตัวในช่วงครึ่งหลังของปีจะช่วยประคองภาพรวม ทำให้เรายังคงประมาณการ GDP ปี 2026 ไว้ที่ 1.6% YoY
🔻Scenario 2 (Worse Case): หากความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ยกระดับจนส่งผลให้การเลือกตั้งเลื่อนออกไป และการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าไปจนถึงปลายไตรมาส 3/2026 ผลกระทบจะมากขึ้น:
The Cause: ภาวะสุญญากาศที่ยาวนานเกิน 1 ไตรมาส ไม่เพียงแค่แช่แข็งงบประมาณปีปัจจุบัน แต่จะส่งผลกระทบลูกโซ่ทำให้การจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2027 ล่าช้าออกไป
The Effect: ภาคเอกชนจะชะลอการตัดสินใจลงทุน (Wait-and-see) เพื่อรอดูทิศทางนโยบาย ซึ่งจะทำให้โมเมนตัมการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจขาดช่วง
The Outcome: ในกรณีนี้ เศรษฐกิจไทยจะเผชิญภาวะซึมตัวที่ยาวนานขึ้น (Prolonged Slowdown) กดดันให้ GDP ปี 2026 ขยายตัวเพียง 1.2% YoY
🔹กลยุทธ์ตลาดหุ้นไทย
สำหรับตลาดหุ้นไทย เรายังคง SET Target (Base Case) ปี 2026 ที่ 1,440 จุด โดยประเมินแนวโน้มระยะสั้นไว้ดังนี้:
📍Fade the "Pre-election Rally" Narrative: แม้สถิติในอดีตจะชี้ว่า SET Index มักปรับตัวขึ้น 2-3% ในช่วง 60 วันก่อนเลือกตั้ง โดยเฉพาะหุ้นอิงการบริโภคในประเทศ เช่น ธนาคาร ค้าปลีก การเงิน และอาหาร แต่เรามองว่า รอบนี้ไม่เหมือนเดิม ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง กำลังกดดันความสามารถในการทำกำไรของบริษัทให้อยู่ใน “ยุคโตต่ำ” และความไม่แน่นอนทางการเมืองจะลดทอนความเชื่อมั่น ปัจจัยพื้นฐานที่เปราะบางนี้มีน้ำหนักมากกว่า Sentiment เชิงบวกชั่วคราวจากการหาเสียง ทำให้ Upside ของ Pre-election rally มีจำกัด
📍Navigating the Headwind: ช่วงครึ่งปีแรก (H1/2026) ตลาดหุ้นจะถูกกดดันจากตัวเลขเศรษฐกิจที่อ่อนแอตามภาวะ Policy Gap แต่เรามองเป็นโอกาสในการสะสมเพื่อรอรอบการฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง (H2/2026) ซึ่งจะได้รับแรงหนุนจากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณก่อนสิ้นปีงบ 2025
Investment Strategy: "Quality Carry" ในสภาวะที่การเติบโตของกำไรในระยะสั้นยังไม่ชัดเจน กลยุทธ์ที่เหมาะสมคือ Quality-Selective Strategy โดยเน้นหุ้นปันผล “คุณภาพ” ที่ให้ผลตอบแทนสูง/สม่ำเสมอ/คงที่และมีสถิติมักให้ผลตอบแทนเป็นบวกในฤดูปันผลช่วงต้นปี ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งทำหน้าที่เป็น Buffer ในยามตลาดผันผวน
Sector Call: เราให้น้ำหนักกลุ่ม ธนาคาร (Bank) เนื่องจาก Valuation ที่ยังไม่ตึงตัวและผลตอบแทนจากเงินปันผลที่จูงใจ
Top Picks: KTB: โดดเด่นด้วยสำรองสูงและ PBV ที่ถูกเมื่อเทียบกับ ROE และ SCB: เป็นผู้นำด้านผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงสุดในกลุ่ม ซึ่งสอดคล้องกับธีมการลงทุนแบบ Dividend Play ในช่วงต้น
